- หน้าแรก
- สร้างตำนานมหาเศรษฐีด้วยฝีมือช่าง
- บทที่ 4: หวนคืนสู่อาชีพเก่า
บทที่ 4: หวนคืนสู่อาชีพเก่า
บทที่ 4: หวนคืนสู่อาชีพเก่า
บทที่ 4: หวนคืนสู่อาชีพเก่า
โจวจื้อเฉียงวางหัวแร้งบัดกรีในมือลงแล้วพยักหน้าพลางกล่าวว่า "ปัญหาเล็กน้อยครับ แค่ตัวต้านทานไหม้ เปลี่ยนใหม่ก็ใช้ได้แล้ว"
ผู้อำนวยการหลี่เดินวนดูวิทยุที่ซ่อมเสร็จแล้ว 2 รอบ ตรวจสอบรอยบัดกรีอย่างละเอียด งานบัดกรีนั้นไร้ที่ติ ซ้ำยังดูแน่นหนาและแข็งแรงกว่าที่ช่างหลิวทำเสียอีก
เขาเงยหน้าขึ้น ประเมินชายหนุ่มตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ใบหน้าขาวสะอาดยังคงเจือแววไร้เดียงสาของวัยเยาว์ ทว่าแววตากลับแน่วแน่มั่นคงอย่างประหลาด ไม่เหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งอายุครบ 18 ปีเลยแม้แต่น้อย
"ใครสอนฝีมือพวกนี้ให้เธอเหรอ" ผู้อำนวยการหลี่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
โจวจื้อเฉียงตอบกลับ "ผมชอบรื้อชอบประกอบของมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ทั้งวิทยุเก่ากับไฟฉายที่บ้านก็เคยรื้อมาหมด ตอนหลังเลยไปขอเรียนวิชาช่างไฟฟ้าเบื้องต้นจากญาติห่างๆ มาบ้างครับ"
ผู้อำนวยการหลี่พยักหน้ารับ ในหัวเริ่มคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว แผนกซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เป็นปัญหาชวนปวดหัวมาโดยตลอด
เดิมทีช่างหลิวก็มีฝีมือดีอยู่หรอก แต่พออายุมากขึ้นบวกกับปัญหาปวดหลังเรื้อรัง ทำให้เขาต้องลางานบ่อยครั้ง ในขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ของที่รอซ่อมกองเป็นภูเขาเลากา เสียงบ่นด่าจากลูกค้าก็เซ็งแซ่ไม่ขาดสาย
หากโจวจื้อเฉียงมีความสามารถพอที่จะรับงานนี้ได้จริงๆ... "เสี่ยวโจว" ผู้อำนวยการหลี่เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มเป็นกันเอง "ตอนนี้เธอทำงานจับกังได้ค่าแรงวันละเท่าไหร่ล่ะ"
"วันละ 1 หยวน 5 เหมาครับ" โจวจื้อเฉียงตอบตามความจริง
ผู้อำนวยการหลี่เห็นภาพชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว
เขากระแอมเบาๆ "อย่างนี้นะ ฉันเห็นว่าเธอฝีมือดี เลยอยากจะย้ายเธอมาอยู่แผนกซ่อมแซม รับผิดชอบซ่อมพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า เธอคิดว่ายังไง"
โจวจื้อเฉียงรู้สึกยินดีจนเนื้อเต้น ทว่าสีหน้าภายนอกยังคงสงบนิ่ง "ขอบคุณผู้อำนวยการหลี่ที่ไว้วางใจครับ แต่ประสบการณ์ของผมยังมีน้อย เกรงว่าจะทำให้งานล่าช้า"
"คนหนุ่มรู้จักถ่อมตัวก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าถ่อมตัวมากไปมันจะกลายเป็นหยิ่งยโสเอานะ" ผู้อำนวยการหลี่หัวเราะร่วน "เอาแบบนี้ เธอทดลองงานดูก่อน ส่วนเรื่องค่าจ้าง..."
เขาเว้นจังหวะ พลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของเด็กหนุ่ม
โจวจื้อเฉียงเข้าใจดีว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญในการเจรจาต่อรอง เขาไม่ได้แสดงท่าทีร้อนรน เพียงแค่รอฟังประโยคถัดไปอย่างเงียบๆ
ผู้อำนวยการหลี่คิดคำนวณในใจ เงินเดือนพื้นฐานของช่างหลิวคือ 60 หยวน รวมสวัสดิการต่างๆ แล้วก็ตกเดือนละ 70 หยวน โจวจื้อเฉียงยังเด็กแถมเป็นมือใหม่ จะให้ค่าจ้างสูงขนาดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
"เงินเดือนพื้นฐาน 45 หยวน ซ่อมเสร็จ 1 เครื่องได้ค่าคอมมิชชัน 2 เหมา แบบนี้เป็นไง" ผู้อำนวยการหลี่ยื่นข้อเสนอ
โจวจื้อเฉียงคิดเลขในใจอย่างรวดเร็ว เงินเดือน 45 หยวนบวกค่าคอมมิชชัน ถ้าเดือนหนึ่งซ่อมได้สัก 50-60 เครื่อง ก็จะได้เงินประมาณ 50 กว่าหยวน ซึ่งไม่ต่างจากตอนทำงานแบกหามเท่าไหร่นัก
"ผู้อำนวยการหลี่ครับ ผมมีความคิดหนึ่ง" โจวจื้อเฉียงเอ่ย "ผมยินดีรับเงินเดือนแค่ 40 หยวน แต่ขอค่าคอมมิชชันเป็น 1% จากค่าซ่อมแซมแทน แบบนั้นยิ่งผมซ่อมได้มาก ห้างสรรพสินค้าก็ยิ่งมีรายได้มากขึ้นตามไปด้วยครับ"
ผู้อำนวยการหลี่ชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะยื่นข้อเสนอเช่นนี้ พอตรึกตรองดูก็พบว่าวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้โจวจื้อเฉียงทำงานได้เร็วและมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทางห้างสรรพสินค้า ยิ่งไปกว่านั้น ค่าคอมมิชชัน 1% จากค่าซ่อมแซมยังฟังดูยืดหยุ่นกว่าการจ่ายตายตัวที่เครื่องละ 2 เหมาตั้งเยอะ
"หัวไวไม่เบานะไอ้หนุ่ม" ผู้อำนวยการหลี่เอ่ยกลั้วรอยยิ้ม "ตกลง เอาตามที่เธอว่า แต่เราต้องมีช่วงทดลองงาน 1 เดือนนะ ถ้าทำผลงานได้ดี ฉันจะไปคุยกับผู้จัดการหวังเพื่อบรรจุเธอเป็นพนักงานประจำ"
โจวจื้อเฉียงพยักหน้าและเสนอคำขออีกข้อ "ผู้อำนวยการหลี่ครับ ผมอยากขออนุญาตพักที่ห้างด้วย บ้านผมอยู่ไกลจากตัวอำเภอ ไปกลับต้องใช้เวลาวันละ 4 ชั่วโมง ถ้าผมพักอยู่ที่นี่ ช่วงค่ำหรือเช้าตรู่ก็จะได้มีเวลาซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้มากขึ้นครับ"
คำขอนี้เข้าทางผู้อำนวยการหลี่พอดี ยิ่งโจวจื้อเฉียงซ่อมได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
"ได้สิ เดี๋ยวฉันให้คนไปจัดห้องเก็บของเล็กๆ หลังร้านให้ เธอไปพักที่นั่นได้เลย" ผู้อำนวยการหลี่ตอบตกลงอย่างง่ายดาย "ส่วนเรื่องอาหาร โรงอาหารมีให้กินครบ 3 มื้อ"
ทั้งสองหารือรายละเอียดกันอีกเล็กน้อยจนในที่สุดก็บรรลุข้อตกลง ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป โจวจื้อเฉียงจะถูกย้ายไปตำแหน่งช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รับเงินเดือนพื้นฐาน 40 หยวน ได้ส่วนแบ่ง 1% จากค่าซ่อมแซม มีที่พักพร้อมอาหาร 3 มื้อ และมีช่วงทดลองงาน 1 เดือน
เมื่อตกลงเงื่อนไขได้ลงตัว ผู้อำนวยการหลี่ก็อารมณ์ดีขึ้นมาก เขาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ "ตั้งใจทำงานล่ะ คนหนุ่มมีฝีมือย่อมมีอนาคตที่สดใส พรุ่งนี้ฉันจะให้เสี่ยวหวังมาสอนขั้นตอนการรับซ่อมกับเกณฑ์การเก็บค่าบริการให้"
โจวจื้อเฉียงพยักหน้าด้วยท่าทีสงบ "ขอบคุณครับผู้อำนวยการหลี่ ผมจะทำให้ดีที่สุด"
กว่าเขาจะเดินออกจากห้างสรรพสินค้า ท้องฟ้าก็เริ่มมืดค่ำแล้ว
โจวจื้อเฉียงเดินย่ำไปตามถนนดินมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน ฝีเท้าของเขาเบาหวิวผิดกับตอนที่เดินทางมาเมื่อเช้าลิบลับ
แม้ร่างกายจะยังเหนื่อยล้า ทว่าหัวใจกลับเปี่ยมไปด้วยความหวัง การขยับขยายจากแรงงานแบกหามมาเป็นช่างซ่อมถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ในสายตาของชาวบ้านทั่วไป ตอนนี้เขากลายเป็นช่างฝีมือแล้ว ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่เบาใจได้มาก
ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาได้รับโอกาสให้ทำงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายชนิด แถมยังมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่มั่นคง ซึ่งถือเป็นการปูรากฐานสำหรับแผนการในอนาคตของเขา
กว่าเขาจะกลับถึงบ้าน เวลาก็ล่วงเลยจนถึง 2 ทุ่มเศษ
หลี่ซิ่วหลานผู้เป็นแม่ยังคงนั่งปะชุนเสื้อผ้าอยู่ใต้แสงตะเกียงน้ำมัน เมื่อเห็นลูกชายกลับมา เธอก็รีบลุกขึ้นไปอุ่นอาหารให้ทันที
"ทำไมกลับมืดค่ำป่านนี้ล่ะลูก กินข้าวมาหรือยัง" หลี่ซิ่วหลานเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
"กินแล้วครับแม่" โจวจื้อเฉียงตอบ เลิกงานเขาแวะซื้อแผ่นแป้งย่างในอำเภอมากินรองท้องแล้ว "ผมมีข่าวดีจะบอกครับ"
โจวต้าซานเดินออกมาจากห้องด้านในเช่นกัน โดยมีจื้อหมิงน้อยที่กำลังขยี้ตาด้วยความงัวเงียเดินตามหลังผู้เป็นพ่อมาติดๆ
"ข่าวดีอะไรหรือ" โจวต้าซานเอ่ยถาม
โจวจื้อเฉียงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟังอย่างละเอียด เขาบอกว่าตัวเองซ่อมวิทยุได้เพราะอาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเองและอ่านหนังสือที่เคยผ่านตามาก่อน
"เดือนละ 40 หยวนแถมมีที่พักกับอาหารให้ด้วยเหรอลูก" หลี่ซิ่วหลานทั้งประหลาดใจและดีใจเหลือล้น "แบบนี้มันดีกว่าไปแบกหามตั้งเยอะ!"
โจวต้าซานเองก็เผยรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก "งานช่างเป็นงานใช้ฝีมือ ไม่ต้องเปลืองแรงกาย ดีแล้วล่ะ!"
"พรุ่งนี้ผมจะย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับครับ" โจวจื้อเฉียงกล่าว
โจวต้าซานเอ่ย "ไปพักที่ห้างก็ดีเหมือนกัน ช่วยประหยัดเวลาเดินทาง แต่แกยังเด็ก ไปอยู่คนเดียวข้างนอกก็ระวังตัวให้ดี อย่าไปก่อเรื่องก่อราวที่ไหนล่ะ"
ครอบครัวร่วมกันพูดคุยหารือด้วยความตื่นเต้นจนดึกดื่น
สำหรับครอบครัวตระกูลโจว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการยกระดับสถานะทางสังคมด้วย
ในเขตชนบทยุค 80 ถึง 90 ช่างฝีมือได้รับความเคารพนับถือมากกว่าชาวนาธรรมดาทั่วไปหลายเท่านัก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น โจวจื้อเฉียงเก็บสัมภาระที่มีเพียงน้อยชิ้น ซึ่งก็มีแค่เสื้อผ้าไว้เปลี่ยน 2-3 ชุดกับหนังสือเก่าๆ อีกไม่กี่เล่ม เขาเอ่ยลาครอบครัวและออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอ
เมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้า ผู้อำนวยการหลี่ก็ส่งคนไปทำความสะอาดห้องเก็บของเล็กๆ หลังร้านไว้รอเรียบร้อยแล้ว
ห้องมีขนาดไม่ใหญ่นัก พื้นที่ประมาณ 7-8 ตารางเมตร แต่ก็มีทั้งเตียงนอน โต๊ะทำงาน เก้าอี้ และหน้าต่างบานเล็ก ดีกว่าที่โจวจื้อเฉียงคาดไว้มาก
"ที่นี่เคยเป็นห้องพักของพนักงานกะดึก แต่ถูกทิ้งร้างมานานแล้ว" ผู้อำนวยการหลี่อธิบาย "ห้องน้ำกับห้องอาบน้ำอยู่อีกฝั่งของลานบ้านนะ ส่วนเรื่องกินข้าวก็ไปที่โรงอาหารได้เลย"
โจวจื้อเฉียงวางสัมภาระลงและเดินไปที่แผนกซ่อมแซมเพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในการทำงานใหม่
แผนกซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าของห้างสรรพสินค้าตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งบนชั้น 2 มีเคาน์เตอร์สำหรับรับของจากลูกค้าโดยเฉพาะ ด้านหลังเป็นห้องทำงานขนาด 10 กว่าตารางเมตรซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องมือสารพัดชนิดและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รอการซ่อมแซม
หญิงสาวที่ทำหน้าที่ต้อนรับชื่อหวังไฉ่เสีย อายุ 20 ต้นๆ เธอเป็นพนักงานประจำของที่นี่
นอกจากนี้ยังมีลูกศิษย์ฝึกหัดของช่างหลิวที่ชื่อจางหมิงหยาง เขาเพิ่งเริ่มเรียนรู้ได้ไม่นานและยังไม่เป็นงานนัก พอช่างหลิวลางาน เขาก็เลยได้แต่นั่งอ่านหนังสือไปวันๆ
เธอแนะนำขั้นตอนการรับงานและเกณฑ์การประเมินราคาให้โจวจื้อเฉียงฟัง
"นี่คือใบเสนอราคาค่ะ" หวังไฉ่เสียยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้เขา "ซ่อมเล็กน้อย 5 เหมา ซ่อมปานกลาง 1-2 หยวน ซ่อมใหญ่ 3 หยวนขึ้นไป ราคาที่แน่นอนก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของเครื่องค่ะ"
โจวจื้อเฉียงกวาดตามองใบเสนอราคาปราดเดียวก็เข้าใจได้กระจ่าง
ด้วยค่าคอมมิชชัน 1% งานซ่อมเล็กน้อยเขาจะได้ส่วนแบ่ง 5 เฟิน และได้มากกว่า 30 เฟินสำหรับงานซ่อมใหญ่ หากซ่อมได้สัก 10 เครื่องต่อวัน รายได้ก็ถือว่ากอบกำทีเดียว
"พวกนี้คือของที่ลูกค้าเอามาทิ้งไว้รอซ่อมค่ะ" หวังไฉ่เสียชี้ไปที่กองเครื่องใช้ไฟฟ้าตรงมุมห้องทำงาน มีไม่ต่ำกว่า 20-30 เครื่อง "ช่างหลิวไม่ได้เข้ามาพักใหญ่แล้ว ของพวกนี้ก็เลยกองพะเนินขึ้นเรื่อยๆ"
โจวจื้อเฉียงพยักหน้าและสวมชุดทำงานเพื่อเริ่มลงมือลุยงานทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เขาเริ่มตรวจสอบวิทยุยอดฮิตยี่ห้อหงเติงเป็นอันดับแรก พอเสียบปลั๊กไฟก็มีแต่เสียงซ่าๆ ไร้ซึ่งเสียงสัญญาณวิทยุใดๆ