- หน้าแรก
- สร้างตำนานมหาเศรษฐีด้วยฝีมือช่าง
- บทที่ 1: เกิดใหม่
บทที่ 1: เกิดใหม่
บทที่ 1: เกิดใหม่
บทที่ 1: เกิดใหม่
แหมะ... แหมะ...
น้ำฝนเย็นเฉียบหยดรินจากลำคอซึมซาบลงสู่เสื้อผ้า โจวจื้อเฉียงสั่นสะท้าน นัยน์ตาเหม่อมองถนนดินที่เต็มไปด้วยโคลนเลนและบ้านดินเหนียวซอมซ่อเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย
ความทรงจำสุดท้ายคือเขากำลังซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ดีๆ ก็ถูกกระแสไฟฟ้าที่ไม่อาจหาคำอธิบายแล่นปลาบเข้าใส่ ครั้นได้สติกลับมา เขาก็มายืนอยู่ตรงนี้เสียแล้ว
โจวจื้อเฉียงสบถในใจว่า บ้าฉิบ นี่เราทะลุมิติมาจริงๆ งั้นหรือ ชั่วขณะนั้นเขาถึงกับทำตัวไม่ถูก
"เฉียงจื่อ ยืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนั้น รีบกลับบ้านสิ แม่เอ็งกำลังตามหาอยู่นะ!" ชายวัยกลางคนในชุดจงซานสีซีดปั่นจักรยานล้อ 28 นิ้วผ่านหน้าไป ล้อรถสาดน้ำโคลนสีขุ่นขึ้นมาเป็นสาย
โจวจื้อเฉียงจำได้ทันทีว่าชายคนนั้นคือครูโรงเรียนประถมเพียงคนเดียวของหมู่บ้าน เขาพยักหน้ารับโดยสัญชาตญาณ ร่างกายคล้ายกับขยับไปเองตามความทรงจำเดิมขณะก้าวเดินไปตามถนนดิน
อาการปวดแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในหัว เมื่อจิตสำนึกสองสายสอดประสานและปะทะกันอยู่ภายใน
ตัวเขาคือ โจวจื้อเฉียง ช่างซ่อมวัยกลางคนผู้ซื่อสัตย์สุจริตที่หาเลี้ยงชีพด้วยการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าไปวันๆ
ช่วงวัย 20 กว่า เขาอาศัยวิชาช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าสร้างเนื้อสร้างตัวจนแต่งภรรยาเข้าบ้านได้ ทว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป อดีตภรรยากลับเริ่มไม่พอใจกับชีวิตที่เรียบง่ายและจืดชืด จนลงเอยด้วยการหย่าร้างในที่สุด
แต่ตอนนี้ เขากลับย้อนเวลามาอยู่ในวัย 18 ปี ในช่วงที่เพิ่งจะลาออกจากโรงเรียนเพราะครอบครัวไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนซ้ำชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย
"เฉียงจื่อ กลับมาแล้วเหรอลูก" หลี่ซิ่วหลานผู้เป็นแม่เดินออกมาจากในบ้าน
"แม่ครับ" โจวจื้อเฉียงมองดูผู้เป็นแม่วัย 40 กว่า ทว่าเส้นผมกลับหงอกขาวไปมากแล้ว
"รีบเข้ามาข้างในเถอะ พ่อมีเรื่องจะคุยด้วยน่ะ" นัยน์ตาของหลี่ซิ่วหลานทอแววปวดใจอย่างเห็นได้ชัด
ภายในบ้านดินเหนียวหลังเตี้ยนั้นมีแสงสว่างเพียงสลัวๆ ผนังบ้านเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวบ่งบอกถึงการขาดการซ่อมแซมมานานปี
โจวต้าซาน พ่อของโจวจื้อเฉียงกำลังนั่งสูบกล้องยาสูบอยู่ริมเตียงคัง เมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามา เขาก็ชี้มือไปที่ตั่งไม้ตัวเล็กฝั่งตรงข้าม
"เรื่องแต่งงานกับบ้านสกุลหวัง ยกเลิกแล้วนะ" โจวต้าซานเอ่ยเสียงขรึมพลางพ่นควันเป็นวง "ลูกสาวของหวังเหลาอู่ไปถูกใจลูกชายเลขาพรรคของหมู่บ้านข้างๆ เข้าแล้ว"
โจวจื้อเฉียงใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะขุดคุ้ยเรื่องการดูตัวแต่งงานนี้ออกมาจากความทรงจำได้
หวังเสี่ยวฟางจากหมู่บ้านหวัง... พวกเขาเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวผ่านการแนะนำของแม่สื่อ
เดิมทีพ่อแม่ของอีกฝ่ายค่อนข้างถูกใจเขาที่เป็นคนมีการศึกษา เพราะเด็กจบมัธยมปลายในหมู่บ้านถือว่าหาตัวจับได้ยาก
"ทำไมล่ะครับ" โจวจื้อเฉียงถามกลับไปตามสัญชาตญาณ แม้ในใจจะไม่ได้รู้สึกรู้สาหรือสนใจอะไรเลยก็ตาม
เขาเคยเจอลูกชายเลขาพรรคหมู่บ้านข้างๆ ระหว่างทาง เจ้านั่นแค่เห็นก้อนขี้ลาก็เอามานั่งเขี่ยเล่นได้เป็นวันๆ นึกไม่ถึงเลยว่าหวังเสี่ยวฟางจะไปดูตัวกับคนแบบนั้น
"ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะพวกเขาเห็นว่าบ้านเราจนไงล่ะ!"
โจวต้าซานอัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะไอโขลกอย่างรุนแรง "หนี้งานแต่งของพี่ชายแกก็ยังใช้ไม่หมด แถมแกยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ พวกนั้นถึงได้ดูถูกพวกเรา"
โจวจื้อเฉียงนิ่งเงียบ กวาดสายตามองสภาพแวดล้อมอันแร้นแค้นรอบตัว
กำแพงดิน หลังคามุงจาก และนอกจากเตียงคัง ตู้ไม้เก่าๆ กับตั่งไม้พังๆ อีก 2-3 ตัวแล้ว แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ตรงมุมห้องยังมีกะละมังแตกๆ วางรองน้ำฝนที่หยดรั่วลงมา
"พรุ่งนี้ผมจะเข้าอำเภอไปหางานทำครับ" โจวจื้อเฉียงโพล่งขึ้นมา
ในความทรงจำ ตัวเขาในอดีตเคยจมปลักเสียศูนย์จากการถูกถอนหมั้นครั้งนี้จนปล่อยเนื้อปล่อยตัวอยู่หลายปี ก่อนที่พ่อจะวิ่งเต้นฝากฝังให้เขาไปเป็นลูกมือฝึกวิชาช่าง
คนเฒ่าคนแก่ชอบพูดกันว่า "มีวิชาช่างติดตัว ไม่มีวันอดตาย"
ไม่อดตายก็จริง แต่มันก็แค่นั้น... แค่ไม่อดตายเท่านั้นเอง
โจวต้าซานกับหลี่ซิ่วหลานหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เดิมทีพวกเขากังวลว่าลูกชายที่มีความทะนงตัวสูงคนนี้จะรับความบอบช้ำไม่ไหว
"ลูก... ลูกว่าอะไรนะ" หลี่ซิ่วหลานถามอย่างไม่แน่ใจ
"ผมจะเข้าอำเภอไปหางานทำ หาเงินมาจุนเจือครอบครัวครับ" โจวจื้อเฉียงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราจะปล่อยให้คนนอกมาดูถูกตระกูลโจวของเราไม่ได้เด็ดขาด"
วินาทีนั้น โจวจื้อเฉียงก็ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ในเมื่อสวรรค์ประทานโอกาสให้เขาได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เขาก็จะขอสร้างเนื้อสร้างตัว บุกเบิกเส้นทางของตนเองในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยโอกาสทองนี้ให้จงได้
"พี่ครับ พรุ่งนี้ผมจะเข้าเมืองไปหางานทำกับพี่ด้วย" โจวจื้อหมิง น้องชายของเขาพูดแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง
โจวจื้อเฉียงมองดูน้องชายที่เพิ่งเรียนจบชั้นประถม ปีนี้น้องชายของเขาอายุ 13 ปีแล้ว แต่กลับดูผอมโซและตัวเล็กแกร็นเพราะขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน
"แกอยู่บ้านตั้งใจเรียนไปเถอะ ถ้าเรียนจนเบื่อแล้วก็ค่อยช่วยพ่อกับแม่ทำงาน ค่าเทอมไม่ต้องห่วงหรอก พอพี่หาเงินในเมืองได้แล้ว พี่จะส่งเสียแกเรียนเอง" โจวจื้อเฉียงพูดพลางลูบหัวน้องชายเบาๆ
วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง โจวจื้อหมิงยังคงหลับสนิท โจวจื้อเฉียงลุกขึ้นแต่งตัว
เขาใช้กระบวยตักน้ำเย็นๆ จากโอ่งมาล้างหน้า สัมผัสเย็นเฉียบทำให้เขารู้สึกตื่นตัวขึ้นทันตาเห็น
ภาพสะท้อนในกระจกคือใบหน้าที่ยังคงความอ่อนเยาว์และไร้เดียงสา
"เฉียงจื่อ เอาหมั่นโถวแป้งข้าวโพดสองลูกนี้ติดตัวไปด้วยนะ" หลี่ซิ่วหลานยัดห่อผ้าใส่มือเขา แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย "ตัวอำเภออยู่ไกล ถ้าหาไม่ได้ก็รีบกลับมานะลูก อย่าฝืนตัวเองมากล่ะ"
โจวจื้อเฉียงพยักหน้ารับก่อนจะก้าวเดินออกจากบ้านไป
หมู่บ้านยามเช้าตรู่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกบางๆ เสียงไก่ขันและเสียงหมาเห่าดังระงมสลับกันไปมา
บ้านเรือนส่วนใหญ่ริมถนนดินล้วนผุพังทรุดโทรมไม่ต่างจากบ้านของเขา มีเพียงบ้านอิฐแดงที่เพิ่งสร้างใหม่ไม่กี่หลังเท่านั้นที่ดูโดดเด่นสะดุดตา
ใต้ต้นไหวเก่าแก่หน้าหมู่บ้าน มีชายชรา 2-3 คนที่ตื่นแต่เช้ากำลังจับเข่าคุยกันอยู่
พอเห็นโจวจื้อเฉียงเดินผ่านมา พวกเขาก็ลดเสียงลงโดยสัญชาตญาณ
เขารู้ดีว่าข่าวเรื่องการถูกถอนหมั้นของบ้านเขาคงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้ว
"เฉียงจื่อ จะไปไหนแต่เช้าเนี่ย" เสียงตะโกนดังมาจากข้างหลัง โจวจื้อเฉียงหันกลับไปก็เห็นโจวจื้อกัง พี่ชายของเขากำลังเข็นจักรยานเดินเข้ามาหา
พี่ชายคนนี้อายุห่างจากเขา 5 ปี เพิ่งจะแต่งงานไปเมื่อปีที่แล้ว และตอนนี้ก็แยกครอบครัวออกไปอยู่ต่างหากแล้ว
"จะเข้าอำเภอไปหางานทำครับ" โจวจื้อเฉียงตอบสั้นๆ
ในความทรงจำ พี่ชายเป็นคนซื่อสัตย์และหัวอ่อน พอแต่งงานก็เลยถูกภรรยาจอมบงการควบคุมไว้เบ็ดเสร็จ
โจวจื้อกังล้วงเอาธนบัตรใบละ 5 เหมาที่ยับยู่ยี่ออกมายัดใส่มือน้องชาย "ในอำเภอไม่เหมือนหมู่บ้านเราหรอกนะ มีเรื่องให้ต้องใช้เงินเยอะแยะ อย่าตระหนี่กับตัวเองจนเกินไปล่ะ"
โจวจื้อเฉียงชะงักไปครู่หนึ่ง
ตามความทรงจำ พี่ชายมักจะรู้สึกผิดเรื่องที่เขาต้องลาออกจากโรงเรียนมาตลอด พี่ชายคิดเสมอว่าเป็นเพราะงานแต่งของตัวเองใช้เงินครอบครัวไปมาก ทำให้น้องชายไม่มีเงินเรียนซ้ำชั้น
"ไม่ต้องหรอกครับพี่ พี่เก็บไว้ใช้เองเถอะ" โจวจื้อเฉียงปฏิเสธ
"รับไปเถอะน่า!" โจวจื้อกังคะยั้นคะยอ พยายามยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกงน้องชาย "เดือนหน้าพอเงินเดือนออก พี่จะพยายามเจียดเงินมาสมทบเป็นค่าเทอมให้แกอีกทีนะ"
"ไม่ต้องหรอกครับ พี่เก็บไว้ใช้เถอะ!" โจวจื้อเฉียงรู้ดีว่าเงิน 5 เหมานี่พี่ชายต้องแอบเม้มพี่สะใภ้เก็บสะสมมาอย่างยากลำบากแน่นอน
หลังจากบอกลากับพี่ชายคนโต โจวจื้อเฉียงก็ออกเดินทางไปตามถนนดินที่มุ่งหน้าสู่อำเภอ
เขาคุ้นเคยกับถนนเส้นนี้เป็นอย่างดี สมัยมัธยมปลายในชีวิตก่อน เขาต้องเดินเท้าไปกลับสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
แต่วันนี้ฝีเท้าของเขากลับหนักอึ้งเป็นพิเศษ เขาไม่ใช่เด็กนักเรียนสะพายกระเป๋าหนังสืออีกต่อไปแล้ว ทว่าคือชายหนุ่มที่ต้องดิ้นรนหาทางรอดให้กับตัวเองและครอบครัว
ขณะที่โจวจื้อเฉียงกำลังเดินอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงกระดิ่งรถเทียมลาดังมาจากข้างหลัง
ปรากฏว่าเป็นเฒ่าหวังจากหมู่บ้านเดียวกัน พอเห็นโจวจื้อเฉียง เขาก็ทักขึ้น "เฉียงจื่อ จะเข้าอำเภอเรอะ"
"ครับลุงหวัง ขอผมติดรถไปด้วยคนนะครับ" โจวจื้อเฉียงกระโดดขึ้นรถลากอย่างคล่องแคล่ว ช่วยทุ่นแรงเดินไปได้มาก
ขณะที่รถเทียมลากระเด้งกระดอนไปตามถนนดินที่ขรุขระ ความคิดของโจวจื้อเฉียงก็ล่องลอยตามไปด้วย
เขาหวนคิดถึงการที่ตนเองในวัย 18 ปี มีวุฒิการศึกษามัธยมปลาย มีวิชาซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า แถมยังมีความรู้เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีนในอีก 30 กว่าปีข้างหน้าอยู่ในหัว
"แต่มีพวกนั้นแล้วมันจะไปทำประโยชน์อะไรได้ล่ะ" โจวจื้อเฉียงยิ้มขื่น "ตอนนี้แค่เครื่องวัดไฟสักเครื่องยังไม่มีปัญญาซื้อเลย"
จริงอย่างที่ว่า ในอำเภอเล็กๆ ทางตอนเหนือของประเทศเมื่อปี 1988 ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาแทบจะไม่มีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพเลย
แม้การเป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ปัญหาใหญ่ก็คือเงินทุนตั้งต้น แค่หัวแร้งบัดกรีที่ถูกที่สุดก็ราคาตั้งหลายหยวนแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเครื่องมือและอะไหล่อื่นๆ อีก
"เฉียงจื่อ ข่าวว่าเอ็งจะไม่เรียนซ้ำชั้นแล้วเรอะ" คำพูดของเฒ่าหวังดึงเขากลับมาจากภวังค์ความคิด
โจวจื้อเฉียงพยักหน้า "ที่บ้านกำลังลำบากน่ะครับ ผมเลยอยากรีบหาเงินมาแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่"
เฒ่าหวังถอนหายใจ "น่าเสียดายจริงๆ เอ็งเป็นเด็กที่เรียนเก่งที่สุดในหมู่บ้านเราเลยนะ แต่เอ็งรีบแต่งงานลงหลักปักฐานแต่เนิ่นๆ ก็ดีเหมือนกัน แม่เอ็งจะได้อุ้มหลานไวๆ!"
แต่งงานลงหลักปักฐานงั้นหรือ โจวจื้อเฉียงส่ายหน้าอยู่ในใจ
ชีวิตก่อน เขาต้องรีบร้อนแต่งงานตามการคลุมถุงชนของพ่อแม่ สุดท้ายอดีตภรรยาก็รังเกียจที่เขาหาเงินได้น้อย ทนประคับประคองชีวิตคู่มาได้แค่สิบปี สุดท้ายก็ต้องหย่าร้างกันไป
ชีวิตนี้ เขาจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยเดิมอีกเป็นอันขาด
เมื่อเดินทางมาถึงเขตตัวอำเภอ โจวจื้อเฉียงก็กระโดดลงจากรถลาก กล่าวขอบคุณเฒ่าหวัง แล้วเดินปะปนไปตามท้องถนนที่เริ่มพลุกพล่านไปด้วยผู้คน
ในเขตอำเภอผิงหนิงปี 1988 มีเพียงถนนลาดยางมะตอยแค่ 2 เส้นตัดกันเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงเป็นถนนดินทั้งหมด
สิ่งปลูกสร้างริมทางส่วนใหญ่เป็นเพียงบ้านชั้นเดียว นานๆ ครั้งถึงจะเห็นตึก 2-3 ชั้นตั้งตระหง่านโอ่อ่า ทว่าสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิของการปฏิรูปและเปิดประเทศได้พัดพามาถึงที่นี่แล้ว ธุรกิจรายย่อยมากมายผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดอยู่ริมสองฝั่งถนน
โจวจื้อเฉียงมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสใจกลางอำเภอเป็นอันดับแรก
ทุกๆ เช้า บรรดาคนงานรับจ้างจะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อรองาน และบางครั้งก็จะมีนายจ้างที่ต้องการแรงงานรายวันมาคัดเลือกคนจากที่นี่
พวกที่มารองานที่นี่มีลักษณะนิสัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือเกี่ยงงานหนักและรังเกียจค่าแรงถูกๆ พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขาอยากได้งานที่เงินดี ไม่ต้องลงแรงเยอะ และทำได้สบายๆ นั่นเอง
"จื้อเฉียง นายก็มาหางานทำเหมือนกันเหรอ" เสียงคุ้นหูดังขึ้น โจวจื้อเฉียงหันไปมองก็เห็น จ้าวเจี้ยนจวิน เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลายกำลังนั่งยองๆ คาบยอดหญ้าอยู่ตรงมุมกำแพง