- หน้าแรก
- หมากเกมนี้ไม่มีคำว่าชนะ แม้มีระบบหนุนหลัง
- บทที่ 5: โทษขังเดี่ยวและคุกกระบี่
บทที่ 5: โทษขังเดี่ยวและคุกกระบี่
บทที่ 5: โทษขังเดี่ยวและคุกกระบี่
บทที่ 5: โทษขังเดี่ยวและคุกกระบี่
"น่าตกใจจริงๆ! เด็กคนนี้ไปขลุกอยู่กับเต้าอีตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเด็กที่แม้แต่จะรวบรวมลมปราณยังทำไม่ได้ จะไปก่อเรื่องอะไรได้?!"
หวังหุยเทียนปัดนิ้วของมู่ชิงซือออก นัยน์ตาลุกโชนด้วยความโกรธเกรี้ยวขณะจ้องมองไปที่เต้าอี
เต้าอีเองก็ไม่ยอมแพ้ ถลึงตาจ้องหวังหุยเทียนกลับไปเช่นกัน
ดูจากสถานการณ์แล้ว หากทั้งคู่ไม่ถูกมัดเอาไว้ คงได้วางมวยกันตรงนี้แน่!
"ศิษย์พี่ใหญ่เจ้าสำนัก นี่... เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?"
"จับคนมาผิดหรือเปล่า?"
มู่ชิงซือรีบลุกขึ้นยืน แม้เธอจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หวังหุยเทียนต้องถูกใส่ความแน่ๆ
เจ้าสำนักลู่แค่นเสียงเย็น เริ่มจะควบคุมอารมณ์โทสะไว้ไม่อยู่เช่นกัน
"เต้าอี เจ้ายอมรับผิดหรือไม่? ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอผู้อาวุโสอันทรงเกียรติ ผู้กุมกฎแห่งสำนักหมื่นวิถี เจ้ากลับจงใจทำลายความยุติธรรมในงานประลองใหญ่ประจำสำนัก!"
เต้าอีเชิดหน้าขึ้น ดื้อดึงไม่ยอมรับผิด "ข้าย่อมมีเหตุผลของข้า ข้าเป็นคนดูแลหอผู้อาวุโส จะเล่นตุกติกนิดหน่อยไม่ได้หรือไง?"
หวังหุยเทียนเดือดดาลจัด เขาดิ้นรนตะเกียกตะกายลุกขึ้น หมายจะเข้าไปกัดหูของเต้าอี
"ไอ้แก่บัดซบ! ข้าอุตส่าห์นับถือเจ้าเป็นพี่เป็นน้อง แต่เจ้ากลับทำร้ายศิษย์พี่หญิงของข้าเรอะ? ข้าจะกัดเจ้าให้ตาย!"
มู่ชิงซือรีบก้าวไปดึงตัวหวังหุยเทียนกลับมา ที่นี่คือตำหนักร้อยเนตร เธอจะปล่อยให้เขาทำตัวกำเริบเสิบสานได้อย่างไร?
เจ้าสำนักลู่ชี้หน้าหวังหุยเทียนด้วยความโมโหเช่นกัน
"ส่วนเจ้า เจ้าเด็กแสบ จะมาทำหน้าเหมือนถูกรังแกทำไม? เจ้ารู้ไหมว่ากระบี่เดียวของเจ้านั่นทำให้ศิษย์ร่วมสำนักบาดเจ็บไปกี่คน?"
"ศิษย์กว่าหมื่นคนบาดเจ็บเล็กน้อย ผู้อาวุโสสามคนบาดเจ็บสาหัส แถมลานเทียนซูอันเป็นสมบัติล้ำค่าของสำนักหมื่นวิถียังถูกเจ้าฟันขาดครึ่ง! แล้วเจ้ายังกล้ามาทำตัวกร่างอีกรึ?!"
พูดจบ เขาก็เตะหวังหุยเทียนไปหนึ่งป๊าบอย่างแรง นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักหมื่นวิถี ลานเทียนซูก็เปรียบเสมือนหน้าตาของสำนัก งานประลองทั้งเล็กใหญ่ การต้อนรับแขกเหรื่อ และงานเฉลิมฉลองต่างๆ ล้วนจัดขึ้นที่ลานแห่งนี้ทั้งสิ้น
แต่ตอนนี้ ลานกว้างนั่นกลับมีสภาพเหมือนโดนหมาแทะ ไม่หลงเหลือความสง่างามเหมือนแต่ก่อนอีกเลย!
หลังจากเตะหวังหุยเทียนเสร็จ เจ้าสำนักลู่ก็หันไปเตะเอวเต้าอีอีกหนึ่งที
"เต้าอี เจ้าพูดมาก่อน ทำไมเจ้าถึงทำร้ายไป๋ซิน?"
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเต้าอีก็ฉายแววได้ใจเล็กน้อย
"ไอ้เด็กนี่วันๆ เอาแต่อุดอู้อยู่ในเขาแล้วก็เอาแต่โม้ บอกว่ามีกระบี่ที่ฟันจากชิงซานจรดเป่ยหยวนได้ ข้าบอกให้มันฟัน มันก็เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่ง ข้าก็เลยเล่นตุกติกกับศิษย์พี่หญิงของมันนิดหน่อย ข้าแค่อยากบีบให้มันเลิกซ่อนฝีมือก็เท่านั้น"
เจ้าสำนักลู่ขมวดคิ้ว "แค่นั้นรึ?"
จู่ๆ สายตาของเต้าอีก็ลุกลี้ลุกลน "ก็มันใกล้จะถึงเวลาทดสอบรากวิญญาณแล้วไม่ใช่หรือไง? ไอ้เด็กนี่เอาแต่โม้ แต่ก็ยังรวบรวมลมปราณไม่ได้สักที"
คิ้วของเจ้าสำนักลู่ค่อยๆ คลายลง ในที่สุดเขาก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
สำนักหมื่นวิถีจะจัดการทดสอบรากวิญญาณทุกๆ แปดปี ผู้ที่ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานจะถูกขับออกจากสำนัก และหวังหุยเทียนก็ยังไม่สามารถแม้แต่จะรวบรวมลมปราณได้
ดังนั้นเต้าอีจึงบีบบังคับให้หวังหุยเทียนลงมือ!
เขาต้องการพิสูจน์คุณค่าของหวังหุยเทียน
"เจ้าอยากจะปกป้องเขารึ?"
เต้าอีแค่นเสียงเย็นชา "ข้าแค่รู้สึกว่ากฎเกณฑ์มันตายตัวเกินไป พรสวรรค์ด้านกระบี่ระดับนี้ หากต้องสูญเสียไปคงน่าเสียดายแย่"
เจ้าสำนักลู่ปรายตามองหวังหุยเทียน แล้วกลับไปนั่งลงบนที่นั่งประธาน
ปุถุชนคนหนึ่ง ใช้เพียงกระบี่เดียวฟันศิษย์นับหมื่นคนจนร่วง และทำผู้อาวุโสขั้นวิญญาณก่อกำเนิดบาดเจ็บสาหัสไปถึงสามคน... นี่มันไม่ใช่แค่พรสวรรค์ด้านกระบี่แล้ว แต่นี่คืออัจฉริยะที่เขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์
ทว่า อัจฉริยะเยี่ยงนี้กลับไม่มีรากวิญญาณ! ต่อให้เขาจะร้ายกาจจนน่าทึ่งเพียงใด อีกร้อยปีให้หลังเขาก็ต้องกลายเป็นเพียงเธุลีดินอยู่ดี
ช่างน่าเสียดายจริงๆ!
ทุกคนในที่นั้นตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงมู่ชิงซือที่ยังคงสับสนงุนงงอยู่บ้าง
ฟันศิษย์นับหมื่นคนจนร่วงอะไรกัน?
ทำลายลานเทียนซูอะไรกัน?
พรสวรรค์ด้านกระบี่อะไรกัน? เธอไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย! มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า?
ศิษย์คนที่สองของเธอออกจะหัวทึบ วันๆ เอาแต่นั่งดูมดในป่าไผ่แท้ๆ
เจ้าสำนักลู่ถอนหายใจ
"เรื่องการทดสอบรากวิญญาณของหวังหุยเทียน อีกครึ่งเดือนเราค่อยมาหารือกันใหม่ ส่วนพวกเจ้าสองคนก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ จะปล่อยไปโดยไม่รับโทษก็คงไม่ได้ พวกเจ้าทั้งคู่ต้องไปโดนกักขังในคุกกระบี่!"
...
มู่ชิงซือจากมาด้วยความมึนงงพอกับตอนที่เพิ่งมาถึง ทันทีที่เธอกลับมาถึงกระท่อมไผ่ เธอก็เห็นไป๋ซินที่กำลังมีสีหน้ากังวลใจ
อาการบาดเจ็บของไป๋ซินหายสนิทแล้ว ด้วยระดับการบ่มเพาะขั้นจินตัน ตราบใดที่ไม่ใช่อาการบาดเจ็บถึงชีวิต ร่างกายก็จะฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว
"ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องล่ะคะ?"
"อ้อ! ศิษย์น้องของเจ้าน่ะรึ? เข้าคุกไปแล้วล่ะ!"
"ท่านอาจารย์ ท่านต้องช่วยศิษย์น้องนะคะ! เขาทำไปเพื่อช่วยศิษย์ เขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!"
มู่ชิงซือลูบผมยาวของไป๋ซินเบาๆ เพื่อปลอบโยน แต่ลูบไปได้ครึ่งทาง มือของเธอก็ชะงักกึก
เธอนึกขึ้นได้ว่าเธอยังมีศิษย์น้องเล็กอีกคนนี่นา!
เยว่เหยายังไม่กลับมาเลยตั้งแต่หายตัวไปเมื่อคืน ตอนนั้นนางออกไปตามหาหวังหุยเทียน ด้วยระดับการบ่มเพาะแค่ขั้นรวบรวมลมปราณของนาง นางคงไม่ได้ถูกรุมตีจนตายท่ามกลางความชุลมุนหรอกใช่ไหม?
"ศิษย์รัก เจ้าพักผ่อนรักษาตัวไปก่อนนะ ข้าจะไปตามหาศิษย์น้องของเจ้าก่อน"
พูดจบ เธอก็ขี่กระบี่เหินเหาะหายลับไปในท้องฟ้า
ไป๋ซิน : ???
ศิษย์น้องเพิ่งหายไป ท่านอาจารย์ก็ไปรับศิษย์น้องหญิงมาใหม่อีกคนแล้วเหรอ?
คุกกระบี่แห่งเขาหมื่นวิถีนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด
เล่าขานกันว่าเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ตอนที่แดนเหนือยกทัพบุกรุก จอมมารได้เดินทางมาถึงคุกกระบี่ เขาก้มมองลงไปเบื้องล่างก็รู้สึกขนหัวลุกชัน ราวกับกำลังถูกห้วงอเวจีจ้องมองกลับมา
แต่จอมมารผู้ถูกความดุร้ายเข้าครอบงำ ได้ลั่นวาจาว่าจะบุกเข้าไปสำรวจในคุกกระบี่ให้จงได้ ผลสุดท้ายคือ เขาเข้าไปแล้วก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย!
ขณะที่เต้าอีก้าวลงบันไดหิน เขาก็เอาแต่เจื้อยแจ้วพร่ำพรรณนากับหวังหุยเทียนไม่หยุด
เขาแทบจะโอ้อวดสรรพคุณของคุกกระบี่ให้กลายเป็นสถานที่ที่อันตรายและอัปมงคลที่สุดในประวัติศาสตร์ไปแล้ว
"เหอะ! ก็แค่หลุมแนวตั้งหลุมนึงเท่านั้นแหละ"
หวังหุยเทียนรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นหน้าตาแก่นี่ ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะมาต่อล้อต่อเถียงด้วยหรอก
เมื่อเห็นว่าเขายังคงหน้ามุ่ย เต้าอีก็บ่นพึมพำเสียงอู้อี้
"เจ้าไม่มีรากวิญญาณ อายุขัยก็มีแค่ร้อยปี เจ้าไม่ควรเอาเวลามาทิ้งขว้างเปล่าๆ หรอกนะ"
มุมปากของหวังหุยเทียนยกขึ้น
ใครบอกกันว่าถ้าไม่มีรากวิญญาณแล้วจะสร้างขึ้นมาเองไม่ได้?!
เดิมทีเขาก็เคยคิดว่าชาตินี้อาจจะไม่ก้าวหน้าไปกว่านี้แล้ว จนกระทั่งเมื่อวานนี้ที่เขาได้พบกับเยว่เหยา เขาเห็นกระบี่ที่อยู่ภายในร่างของเยว่เหยา
ตราบใดที่เขาสามารถปลูกถ่ายกระบี่ที่สามารถสัมผัสถึงพลังปราณเข้าไปในร่างกายของเขาได้ เขาก็จะกลายเป็นผู้มีกายากระบี่แต่กำเนิดได้เช่นกัน
เมื่อความคิดบ้าๆ นี้ก่อตัวขึ้น มันก็ไม่อาจสลัดออกไปได้อีก ตอนนี้สิ่งที่เขาขาดก็มีเพียงกระบี่วิญญาณสักเล่ม ใบไผ่นั่นใช้ไม่ได้ ถึงจะตรงแต่มันก็ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
หวังหุยเทียนปรายตามองเต้าอี ตาแก่นี่มีกระบี่ดีๆ เก็บสะสมไว้ไม่น้อยเลย
ตาแก่ใช้กระบี่ได้ห่วยแตกสิ้นดี กระบี่ดีๆ พวกนั้นอยู่ในมือเขาก็มีแต่จะเสียของเปล่าๆ!
เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองคนตีกันอีก เจ้าสำนักลู่จึงขังเต้าอีไว้ที่ชั้นสิบ และขังหวังหุยเทียนไว้ที่ชั้นสอง
ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง หวังหุยเทียนก็นอนหมอบอยู่หน้าประตูห้องขัง คอยจ้องมองลงไปยังหลุมแนวตั้งนั้น ปากหลุมทั้งหมดมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึงหนึ่งหมื่นเมตร ผนังหินก็เรียบกริบ
ไม่ว่าจะมองยังไง เขาก็รู้สึกว่าคุกกระบี่แห่งนี้มีรูปร่างเหมือนกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งที่แทงทะลุผืนปฐพีลงไป!
แต่ในโลกนี้จะมีกระบี่ที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนั้นได้อย่างไร?
แม้ทั้งสองคนจะถูกจับขังไปแล้ว แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นภายในสำนักหมื่นวิถี
เรื่องที่ปุถุชนคนหนึ่งใช้กระบี่ฟันยอดฝีมือขั้นวิญญาณก่อกำเนิดจนร่วงนั้นมันหลุดโลกเกินไป นอกจากพวกที่โดนฟันมากับตัวแล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้เลย
บางคนถึงกับบุกขึ้นมาบนยอดเขากระบี่เพื่อขอท้าประลองกับหวังหุยเทียน!
ยอดเขากระบี่ที่แต่เดิมเคยเงียบเหงารกร้าง บัดนี้กลับมีรอยเท้าเหยียบย่ำจนกลายเป็นทางเดินเล็กๆ หลายสาย
"ไป๋ซิน นี่คือจดหมายท้าประลองจากศิษย์พี่ใหญ่ของข้า เย่จ้านเทียน เขาขอท้าศิษย์น้องของเจ้าไปประลองกันที่ลานเทียนซู"
เยว่เหยากระโดดโลดเต้นเข้ามารับจดหมายท้าประลองไป นี่เป็นฉบับที่ยี่สิบแปดเข้าไปแล้ว
"แล้วเจ้าล่ะ เอาจดหมายท้าประลองมาส่งเหมือนกันใช่ไหม?"
เธอยื่นมือออกไปหาชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ อย่างเริงร่า ชายหนุ่มพูดตะกุกตะกักขณะวางจดหมายลงบนมือเล็กๆ ของเยว่เหยา
"นี่ไม่ใช่จดหมายท้าประลองครับ... มันคือจดหมายรัก"
ปากของเยว่เหยาน้อยอ้าค้างในทันที
"ให้ศิษย์พี่รองของข้าเหรอ?"
"เปล่าครับ... ให้ท่านอาจารย์ของพวกเจ้าต่างหาก"