- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ออนไลน์
- บทที่ 49 ปู่ของหนานกงเยว่
บทที่ 49 ปู่ของหนานกงเยว่
บทที่ 49 ปู่ของหนานกงเยว่
"ฟื้นแล้วรึ?"
น้ำเสียงแหบพร่าและทรงอำนาจดังขึ้นมาดื้อๆ
หลินจี้เฉินหันขวับไปมอง ก็พบกับชายชราผมขาวโพลนไร้หนวดเครา
แม้จะดูแก่ชรา แต่ท่าทางกลับกระฉับกระเฉงแข็งแรง เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ จ้องมองหลินจี้เฉินอย่างเงียบๆ
หลินจี้เฉินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวชายชราผู้นี้ มันไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้อาวุโสเทียนชิงหรือเทียนเจี้ยนเลยแม้แต่น้อย เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพทันที
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าน้อยหลินจี้เฉิน ศิษย์สำนักกระบี่เทียนเหยี่ยน ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมีนามกรว่ากระไร บุญคุณช่วยชีวิตในครั้งนี้ ข้าน้อยจะไม่มีวันลืม"
"ข้ามีนามว่าเทียนหยวน แซ่หนานกง เป็นปู่ของหนานกงเยว่"
ชายชราตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
หลินจี้เฉินแปลกใจเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าชายชราผู้นี้จะเป็นปู่ของหนานกงเยว่
ผู้อาวุโสคนไหนที่มีคำว่า 'เทียน' นำหน้าชื่อ ล้วนแต่เป็นผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักกระบี่เทียนเหยี่ยนทั้งสิ้น
อย่างเช่น ผู้อาวุโสเทียนเจี้ยน ก็มีชื่อจริงว่า หยวนกังเจี้ยน ส่วนผู้อาวุโสเทียนชิง ก็มีชื่อว่า เฟิงหรูชิง
สรุปก็คือ บรรดาผู้อาวุโสที่มีคำว่า 'เทียน' นำหน้า ล้วนแล้วแต่เป็นตัวตึงของสำนักทั้งนั้น
"คารวะท่านผู้อาวุโส บุญคุณช่วยชีวิตในครั้งนี้ ศิษย์จะจดจำไว้ในใจตลอดไปขอรับ!"
แต่ผู้อาวุโสเทียนหยวนกลับแค่นเสียงฮึดฮัด น้ำเสียงแฝงความนัยแปลกๆ
"ข้าไม่ต้องการให้เจ้าจดจำบุญคุณอะไรทั้งนั้น ขอแค่เจ้าจำไว้เพียงเรื่องเดียวก็พอ"
หลินจี้เฉินรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ยอมเอ่ยปากถาม
"เรื่องอะไรหรือขอรับ?"
"อยู่ให้ห่างหลานสาวข้าไว้!"
หลินจี้เฉิน: "....."
"ข้าขอเตือนเจ้าไว้เลยนะ ถ้าเจ้าคิดจะมาตีท้ายครัวหลานสาวข้าล่ะก็ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ ต่อให้เจ้าจะเป็นศิษย์ท่านเจ้าสำนักก็ช่วยไม่ได้"
หลินจี้เฉินยิ้มเจื่อน มิน่าล่ะ ตาแก่นี่ถึงได้ดูจงเกลียดจงชังเขานัก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำขู่ของผู้อาวุโสใหญ่ หลินจี้เฉินจะทำอะไรได้ นอกจากยอมก้มหัวรับคำไปก่อน
"ศิษย์..."
"ท่านปู่! ท่านสัญญากับเยว่เอ๋อร์แล้วว่าจะไม่พูดจาเหลวไหล ทำไมท่านถึงไม่รักษาคำพูดล่ะคะ"
เสียงคุ้นหูของใครบางคนดังขึ้นพร้อมกับร่างที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ก่อนจะหันไปต่อว่าผู้อาวุโสเทียนหยวนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เป็นชุด
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักกระบี่ที่น่าเกรงขาม กลับไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นเสียงใส่หลานสาว ทำได้เพียงยิ้มแหยๆ แล้วพยายามง้อ
"ปู่ก็แค่หยอกเขาเล่นนิดหน่อยเอง ไอ้หนุ่มนี่ก็ใช้ได้นะ แถมยังช่วยชีวิตเจ้าไว้อีก ปู่จะไปเสียมารยาทกับเขาได้ยังไงล่ะ"
หนานกงเยว่ได้ยินดังนั้นก็ค่อยคลายความโกรธลง ก่อนจะกระโดดโลดเต้นเข้าไปหาหลินจี้เฉิน
"ศิษย์น้องเล็ก อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นยังไงบ้าง?"
หลินจี้เฉินกำลังจะอ้าปากตอบคำหวานๆ แต่หางตาก็ดันไปสะดุดเข้ากับสายตาดุดันปานสายฟ้าฟาดของผู้อาวุโสเทียนหยวนที่จ้องเขม็งมาพอดี
เล่นเอาเขาต้องรีบกลืนคำพูดพวกนั้นลงคอไปแทบไม่ทัน
"ขอบคุณศิษย์พี่ที่เป็นห่วง ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้วขอรับ"
"ดีแล้วล่ะ ตอนที่เจ้าถูกไอความตายแทรกซึมจนสลบไป ข้าก็รีบแบกเจ้ากลับมาให้ท่านปู่ช่วยรักษา ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิด ไอความตายคงจะแทรกซึมเข้าสู่ตับไตไส้พุงและจุดตันเถียนของเจ้า ถึงตอนนั้นคงจะแย่แน่ๆ"
หนานกงเยว่พูดโอ้อวดผลงานของตัวเอง สายตาจับจ้องไปที่หลินจี้เฉินอย่างไม่วางตา แฝงความหมายลึกซึ้ง
"รบกวนศิษย์พี่แล้ว บุญคุณช่วยชีวิตในครั้งนี้ ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลินจี้เฉินกล่าวขอบคุณ
"พูดอะไรแบบนั้นล่ะ เจ้ากับข้ายังต้องมาเกรงใจกันอีกหรือ?"
หนานกงเยว่พูดพร้อมรอยยิ้มปนตำหนิ
"แหะๆ นั่นสินะขอรับ"
หลินจี้เฉินพูดจบก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ พอหันไปก็พบว่าสายตาของผู้อาวุโสเทียนหยวนยิ่งทวีความน่ากลัวขึ้นไปอีก
"ความจริงแล้ว ข้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณเจ้า ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ายอมเสี่ยงตายกระโดดลงไปในบ่อน้ำเพื่อหายาถอนพิษมาให้ข้า ข้าก็คงแย่ไปแล้ว แถมตอนนั้นข้ายังเข้าใจเจ้าผิดอีก ศิษย์น้องเล็ก ข้าขอโทษเจ้านะ เจ้าเป็นสุภาพบุรุษตัวจริงเลยล่ะ!"
คำพูดของหนานกงเยว่ทำเอาเส้นเลือดที่ขมับของผู้อาวุโสเทียนหยวนเต้นตุบๆ
ยิ่งเห็นสายตาหวานเยิ้มที่หลานสาวมองหลินจี้เฉิน เขาก็ยิ่งมั่นใจว่า งานนี้จบเห่แน่ๆ อุตส่าห์ฟูมฟักเลี้ยงดูหลานสาวมาอย่างดี ดันมีหมูมาหมายปองซะแล้ว
หลินจี้เฉินเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน เพราะสายตาที่หนานกงเยว่มองเขา ใครดูก็รู้ว่ามันแฝงความรู้สึกอะไรบางอย่างอยู่
มันเหมือนกับสายตาของเด็กสาววัยแรกแย้มที่กำลังมองคนรักไม่มีผิด
เขาแปลกใจว่าทำไมหนานกงเยว่ถึงได้มองเขาด้วยสายตาแบบนั้น ถึงแม้ค่าความประทับใจ 32 แต้มจะไม่ใช่น้อยๆ แต่มันก็ไม่น่าจะถึงขั้นมองกันด้วยสายตาหวานหยดย้อยขนาดนี้ไม่ใช่เหรอ?
แม้ว่าก่อนหน้านี้ค่าความประทับใจที่หนานกงเยว่มีต่อเขาจะพุ่งไปถึง 92 แต้ม แต่หลินจี้เฉินก็รู้ดีว่ามันเป็นแค่ผลจากฤทธิ์ยาเท่านั้น
ด้วยความสงสัย เขาจึงลองเช็กค่าความประทับใจที่หนานกงเยว่มีต่อเขาดู แล้วก็ต้องตกตะลึง!
【ติ๊ง! ค่าความประทับใจของหนานกงเยว่ที่มีต่อคุณในขณะนี้: 62 แต้ม (ใจตรงกัน)】
เชดโด้!
ค่าความประทับใจมันพุ่งพรวดขึ้นมา 30 แต้มรวดเลยเหรอเนี่ย?
ต้องรู้ก่อนนะว่า ยิ่งค่าความประทับใจสูงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเพิ่มยากขึ้นเท่านั้น
การที่มันพุ่งขึ้นมา 30 แต้มรวดแบบนี้ ถือว่าเหนือความคาดหมายของหลินจี้เฉินจริงๆ
ถ้าไม่ได้เห็นว่าหนานกงเยว่กลับมาเป็นปกติแล้ว เขาคงคิดว่าแมลงราคะยังแผลงฤทธิ์อยู่ในตัวนางแน่ๆ
ดูเหมือนว่าการที่เขายอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยชีวิตนาง โดยไม่ได้ฉวยโอกาสตอนที่นางไร้สติ จะทำให้นางประทับใจในตัวเขาแบบสุดๆ ไปเลย ถึงได้ให้ค่าความประทับใจมาเยอะขนาดนี้
ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่แฮะ
ถ้าตอนนั้นหลินจี้เฉินเลือกที่จะเรียกท่านเจ้าสำนักมาช่วยล่ะก็ คงไม่ได้ค่าความประทับใจเยอะขนาดนี้แน่ๆ
"ศิษย์พี่ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอกขอรับ นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์น้องควรทำอยู่แล้ว ก็ท่านเป็นศิษย์พี่ของข้านี่นา"
หลินจี้เฉินพูดกลั้วหัวเราะ
หนานกงเยว่เม้มริมฝีปากบาง ก่อนจะถามอย่างเอาแต่ใจว่า
"แล้วถ้าเป็นศิษย์พี่คนอื่น เจ้าก็จะยอมเสี่ยงตายไปช่วยแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม?"
หลินจี้เฉินมองพวงแก้มแดงระเรื่อของหนานกงเยว่ที่ขยับเข้ามาใกล้ และดวงตาที่กลอกกลิ้งอย่างซุกซน หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
เอาล่ะ เขาต้องยอมรับความจริงว่า ตั้งแต่ชาติที่แล้วจนถึงตอนนี้ แม้จะเกิดใหม่มาแล้วสองชาติ เขาก็ยังคงเป็นหนุ่มเวอร์จิ้นอยู่ดี...
ตอนที่คบกับกัวเจี๋ยมาสิบปี เขาก็ไม่เคยล่วงเกินเธอเลยแม้แต่ปลายก้อย
อึดทนยิ่งกว่า เจิงเสี่ยวเสียน ในเรื่อง ไอพาร์ตเมนต์ ตั้งสองปีแน่ะ
ทุกครั้งที่หลินจี้เฉินอยากจะก้าวข้ามเฟรนด์โซน กัวเจี๋ยก็จะอ้างว่าต้องรอให้แต่งงานกันก่อนถึงจะยอมมีอะไรด้วย
ตอนแรกหลินจี้เฉินก็หลงคิดว่ากัวเจี๋ยเป็นผู้หญิงหัวโบราณที่รักนวลสงวนตัว
ใครจะไปรู้ล่ะว่า นางก็แค่ใช้มุกนี้เพื่อยั่วให้อยากแล้วจากไป เพื่อผูกมัดเขาไว้ก็เท่านั้นเอง
ตอนหลังเขาถึงได้รู้ความจริงว่า กัวเจี๋ยไม่ได้แค่นอกใจไปคบกับ 'เพื่อนรัก' อย่างสวี่จื่อไคว่เท่านั้น แต่ตลอดสิบปีที่คบกันมา นางยังแอบไปมีแฟนใหม่ไม่รู้กี่สิบคน
โชคดีนะที่หลินจี้เฉินไม่ได้ 'ขึ้นรถ' ไปกับนาง ไม่งั้นคงได้สวมเขาจนหัวเขียวปี๋แน่ๆ
พอลองมาคิดดูตอนนี้ การได้รักษาความบริสุทธิ์ไว้ก็ดีเหมือนกันแฮะ
อย่างน้อยก็ไม่ต้องรู้สึกขยะแขยงเหมือนกลืนแมลงวันลงคอ ไม่ต้องทนแตะต้องผู้หญิงสำส่อนอย่างกัวเจี๋ย ไม่ต้องกลัวติดโรค และที่สำคัญ พอเลิกกันก็ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังด้วย
"แน่นอนว่าไม่ ข้ามีศิษย์พี่แค่คนเดียวเท่านั้น ข้าขอรับปาก"
หลินจี้เฉินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น
ดวงตาของหนานกงเยว่ทอประกายสดใสราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า
คำพูดที่แฝงความนัยอย่างลึกซึ้งนี้ ราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านเข้าสู่หัวใจของนาง ชโลมให้ชุ่มฉ่ำโดยไร้สุ้มเสียง แต่มันกลับทำให้นางรู้สึกหวานล้ำไปถึงขั้วหัวใจ
"ข้าก็มีเจ้าเป็นศิษย์น้องแค่คนเดียวเหมือนกัน ศิษย์น้องเล็กของข้า~"
พูดจบ หนานกงเยว่ก็หน้าแดงซ่าน ขนตาขนงอนสั่นระริก แทบจะมุดหน้าหนีลงไปในร่องอกด้วยความขัดเขิน
"อะแฮ่ม! อะแฮ่ม! อะแฮ่ม!"
เสียงกระแอมไอดังสนั่น แฝงไปด้วยคำเตือนอย่างชัดเจน ขัดจังหวะความคิดของทั้งสองคนเสียสนิท
"ท่านปู่ อาการไอของท่านกำเริบหนักขนาดนี้เลยหรือคะ?" หลินจี้เฉินแกล้งถาม
หนานกงเยว่ปิดปากหัวเราะคิกคัก
"ใช่แล้วล่ะ คนแก่ก็แบบนี้แหละ ร่างกายอ่อนแอ ไม่ต้องไปสนใจท่านหรอก ไอสักพักแล้วไปนอนเดี๋ยวก็หายเองแหละ"
ผู้อาวุโสเทียนหยวนถึงกับรู้สึกเหมือนหัวใจจะวาย
ถ้ามองไม่เห็นความกตัญญูของเจ้า ข้าจะนอนหลับลงได้ยังไงล่ะหลานเอ๊ย~~
"ในเมื่อเจ้าฟื้นแล้ว ก็รีบกลับไปซะสิ ข้าไม่ไปส่งนะ"
ผู้อาวุโสเทียนหยวนตีหน้าขรึมเริ่มไล่แขก
ยังไม่ทันที่หลินจี้เฉินจะตอบ หนานกงเยว่ก็ยกมือขึ้นท้าวสะเอว ทำหน้ามุ่ยแสดงความไม่พอใจ
"ท่านปู่ ทำไมท่านถึงทำแบบนี้ล่ะคะ เสียมารยาทที่สุดเลย เขากำลังบาดเจ็บเพราะช่วยชีวิตหนูแท้ๆ ท่านจะไล่เขาไปได้ยังไงกัน?"
หนานกงเยว่หันขวับกลับมาพูดปลอบใจหลินจี้เฉิน
"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าไม่ต้องไปสนใจคำพูดท่านหรอกนะ เจ้าอยากจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนก็ได้ตามสบายเลย ถ้าท่านกล้าไล่เจ้าไป ข้าจะแอบไปเปิดกรงปล่อยสัตว์เลี้ยงวิญญาณของท่านให้หมดเลยคอยดู!"
ผู้อาวุโสเทียนหยวน: "...."
ช่างเป็นหลานสาวที่กตัญญูรู้คุณเสียจริงๆ!
...