- หน้าแรก
- ระบบฟังเสียงในใจ พลิกวิกฤตสยองขวัญสู่เส้นทางมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 36 มันมาอีกแล้ว
ตอนที่ 36 มันมาอีกแล้ว
ตอนที่ 36 มันมาอีกแล้ว
ตอนที่ 36 มันมาอีกแล้ว
สิ่งลี้ลับตนนั้นถูกอวี๋หวั่นยั่วโมโหจนถึงขีดสุดอย่างเห็นได้ชัด
สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายน่าสะพรึงกลัว ลิ้นของมันตวัดแกว่งไปมาราวกับแส้ยาวที่มีชีวิต
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ลิ้นบวมเป่งนั่นกำลังจะตวัดรัดลำคอของอวี๋หวั่น เสียงกรีดร้องโหยหวนจนแทบขาดใจก็ดังก้องขึ้น
เบื้องหน้าของอวี๋หวั่นมี 'อวี๋หวั่น' อีกคนปรากฏตัวขึ้น
หากจะพูดให้ถูกก็คือ ตุ๊กตาหุ่นเชิดที่จำแลงร่างมาในรูปลักษณ์ของเธอนั่นเอง
ตุ๊กตาหุ่นเชิดมีสีหน้าเย็นชา มันจ้องมองสิ่งลี้ลับตนนั้น ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
พวกสิ่งลี้ลับมักจะอ่อนไหวต่อความแตกต่างของระดับพลังงานระหว่างตัวเองกับฝ่ายตรงข้ามเสมอ
มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของตุ๊กตาหุ่นเชิด จึงก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความหวาดผวา
"แกเป็นตัวอะไรกันแน่"
อวี๋หวั่นชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังตุ๊กตาหุ่นเชิดด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงเจือความรื่นเริงใจ
"แกไม่ได้บอกว่าฉันรนหาที่ตายหรอกเหรอ ตอนนี้ลองดูสิ ว่าแกรึฉันที่จะต้องตาย"
ตุ๊กตาหุ่นเชิดเคลื่อนที่ไปปรากฏตัวตรงหน้าสิ่งลี้ลับราวกับหายตัวได้
มันคว้าลิ้นเส้นนั้นเอาไว้แน่น แล้วซัดหมัดเข้าที่หน้าอกของสิ่งลี้ลับอย่างจัง
ร่างของสิ่งลี้ลับลอยกระเด็นออกไป ทว่าลิ้นของมันยังคงอยู่ในมือของตุ๊กตาหุ่นเชิด
เสียงฉีกขาดดังแคว่ก ลิ้นของมันถูกตุ๊กตาหุ่นเชิดกระชากจนขาดวิ่นออกมาทั้งเป็น
มันยกมือกุมปาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พลางโขกศีรษะให้อวี๋หวั่นไม่หยุด
"ฉันมันมีตาหามีแววไม่ ไม่น่าไปล่วงเกินเธอเลย ปล่อยฉันไปเถอะนะ"
อวี๋หวั่นเดินยิ้มกริ่มเข้าไปหา แล้วย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้ามัน
ตุ๊กตาหุ่นเชิดก็ย่อตัวลงนั่งเลียนแบบเธอเช่นกัน
เมื่อถูกใบหน้าที่เหมือนกันราวกับแกะสองใบหน้าจ้องเขม็ง สิ่งลี้ลับก็สั่นเทาไปทั้งตัว
"ฉันขอถามหน่อย ทำไมอาคารเรียนหลังนี้ถึงถูกปล่อยทิ้งร้างล่ะ" อวี๋หวั่นเอ่ยถามเสียงเรียบ
สิ่งลี้ลับทำท่าราวกับได้ยินเรื่องที่น่ากลัวที่สุด มันหดหัวด้วยความหวาดผวา อึกอักอยู่นานก็ไม่ยอมเปิดปาก
เมื่ออวี๋หวั่นเห็นดังนั้น จึงดีดนิ้วดังเป๊าะพร้อมรอยยิ้ม
ตุ๊กตาหุ่นเชิดก็ยื่นมือออกไปทันที
สิ่งลี้ลับรีบละล่ำละลักตอบ "เพราะว่าเมื่อก่อนเคยมีนักเรียนของอาคารนี้กระโดดตึกตายน่ะสิ วิญญาณอาฆาตของหล่อนยังวนเวียนอยู่ที่นี่ เขาก็เลยสั่งปิดอาคารหลังนี้ไป"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋หวั่นก็เลิกคิ้วขึ้น แล้วยิงคำถามใส่ตรงๆ "นักเรียนคนนั้นแซ่หลิวใช่ไหม"
พอได้ยินคำถามของอวี๋หวั่น สิ่งลี้ลับก็ยิ่งสั่นเทารุนแรงขึ้นไปอีก
มันส่ายหน้ารัวๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย "ฉันไม่รู้ ฉันไม่รู้จริงๆ"
อวี๋หวั่นส่งสายตาให้ตุ๊กตาหุ่นเชิด
มันพุ่งเข้าไปบีบคอสิ่งลี้ลับเอาไว้แน่นทันที
อวี๋หวั่นชูนิ้วขึ้นมา พลางฉีกยิ้มหวาน "ฉันให้เวลาแกแค่สามวินาที จะยอมเล่าความจริงมาดีๆ หรือจะให้ฉันส่งแกไปลงนรกซะเดี๋ยวนี้"
"สาม..."
"สอง..."
สิ่งลี้ลับหลับตาปี๋ ตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัว "ใช่ๆ หล่อนแซ่หลิว"
อวี๋หวั่นเอียงคอเล็กน้อย เอ่ยถามต่อด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "หล่อนชื่อหลิวอะไร"
ทว่าคราวนี้ ไม่ว่าอวี๋หวั่นจะข่มขู่อย่างไร สิ่งลี้ลับก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาอีกเลย
ดูเหมือนเธอจะเดาไม่ผิด ชื่อหลิวเจาหนานคือคำต้องห้ามที่ไม่สามารถเอ่ยถึงได้จริงๆ
เมื่อเห็นว่าคงรีดเค้นอะไรไม่ได้อีกแล้ว อวี๋หวั่นก็ค่อยๆ ยืดตัวลุกขึ้น
เธอหันหลังกลับ แล้วดีดนิ้วเบาๆ เสียงกระดูกแตกหักก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังทันที
สิ่งลี้ลับเบิกตากว้างจ้องมองไปข้างหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
มันคงนึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมาตายด้วยน้ำมือของมนุษย์
อวี๋หวั่นช้อนตาขึ้นมองกู้เหยียน
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอต้องประหลาดใจก็คือ สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ราวกับไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่อวี๋หวั่นทำลงไปนั้นน่ากลัวเลยสักนิด
นั่นทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกสนใจขึ้นมานิดหน่อย เธอเดินเข้าไปใกล้กู้เหยียน แล้วเอ่ยถาม "นายไม่กลัวเหรอ"
กู้เหยียนเผยรอยยิ้มออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก
"เธอเป็นเพื่อนร่วมทีมของฉัน มีเพื่อนร่วมทีมเก่งกาจขนาดนี้ ฉันควรจะดีใจมากกว่าไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมต้องกลัวด้วยล่ะ"
คำพูดของกู้เหยียนยิ่งทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกสนใจในตัวเขามากขึ้นไปอีก
ตั้งแต่เข้ามาในดันเจี้ยน กู้เหยียนแทบไม่เคยก่อเรื่องวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้ออกแรงช่วยเหลืออะไรเป็นชิ้นเป็นอันเช่นกัน
อวี๋หวั่นนึกไม่ถึงเลยว่าเวลาต้องเผชิญหน้ากับเรื่องน่าสยดสยองแบบนี้ เขาจะยังรักษาสีหน้าเยือกเย็นไว้ได้
อวี๋หวั่นมองกู้เหยียน พลางยกยิ้มที่มีความหมายแอบแฝง
"นายเคยผ่านดันเจี้ยนสยองขวัญมาแล้วกี่ครั้งล่ะ"
กู้เหยียนคลายหัวคิ้วออก แต่ไม่ได้ตอบคำถามของอวี๋หวั่นตรงๆ
"แล้วเธอล่ะ คงไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแน่ๆ"
ถ้าให้นับรวมชาติที่แล้วที่ถูกไอ้สารเลวกับนังเพื่อนทรยศหักหลังจนตายด้วย ก็คงไม่ใช่แค่ครั้งเดียวจริงๆ นั่นแหละ
เมื่อเห็นว่าอวี๋หวั่นไม่ได้ตั้งใจจะตอบ กู้เหยียนก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย
"ไอ้ตัวเมื่อกี้ คือพลังพิเศษที่เธอปลุกขึ้นมาได้เหรอ"
อวี๋หวั่นขมวดคิ้วเล็กน้อย
เธอนึกถึงคำพูดที่ฉู่เว่ยหรานเคยบอกไว้ จึงพยักหน้ารับอย่างแนบเนียน
"แล้วนายล่ะ พลังพิเศษของนายคืออะไร"
กู้เหยียนกลับคลี่ยิ้มออกมา "ความลับน่ะ เอาไว้เดี๋ยวเธอก็รู้เอง"
เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นของกู้เหยียน อวี๋หวั่นก็เลิกคิ้วขึ้น
นึกไม่ถึงเลยว่าหมอนี่จะน่าสนใจดีเหมือนกัน
ไม่ได้ดูเย็นชาและน่าเบื่อเหมือนภายนอกเลยสักนิด
แต่ก็โชคดีที่เธอมีตุ๊กตาหุ่นเชิดตัวนี้
ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดคนอื่นอยากรู้เรื่องพลังของเธอขึ้นมา เธอคงต้องแต่งเรื่องโกหกอีกยาว
ความสามารถในการฟังเสียงในใจของคนอื่นได้ เป็นเรื่องที่เอาไปบอกใครสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด
ในหัวของอวี๋หวั่นนึกย้อนไปถึงตอนที่เผชิญหน้ากับพวกเด็กอันธพาล อาวุธสองชิ้นที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในมือของฉู่เว่ยหรานและฉู่หยินเฉิง
ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับพลังพิเศษของพวกเขาเหมือนกัน
ไว้มีโอกาสค่อยหลอกถามดูอีกทีก็แล้วกัน
อวี๋หวั่นคิดในใจพลางหันไปมองนักเรียนที่นั่งสติหลุดอยู่บนพื้น น้ำเสียงของเธอเย็นชาจับขั้วหัวใจ
"นายก็เห็นฝีมือของฉันแล้ว ทางที่ดีนายควรจะตอบมาตามตรง ว่าพวกนายมาทำอะไรที่นี่กันแน่"
นักเรียนคนนั้นเข่าอ่อน ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที
"อย่าฆ่าฉันเลย ฉัน... ฉันแค่จะมาอัญเชิญหลิว... หลิว..."
อวี๋หวั่นต่อประโยคให้ "หลิวเสี่ยวเสี่ยวงั้นเหรอ"
ใบหน้าของนักเรียนคนนั้นว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบพยักหน้ารัวๆ ด้วยความดีใจ
"ชะ... ใช่แล้ว ฉันมาที่นี่เพื่ออัญเชิญหลิวเสี่ยวเสี่ยว"
ดูจากปฏิกิริยาของหมอนี่ เห็นได้ชัดว่าเขารู้ชื่อจริงของหลิวเสี่ยวเสี่ยว
ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าห้ามเอ่ยชื่อหลิวเจาหนานออกมาตรงๆ
สายตาของอวี๋หวั่นเย็นเยียบลงยิ่งกว่าเดิม
แววตาของนักเรียนคนนั้นมีความลังเล เหมือนยังอยากจะปิดบังอะไรบางอย่างอยู่
อวี๋หวั่นยกมือขึ้นอย่างไม่ปรานี ตุ๊กตาหุ่นเชิดก็ก้าวเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าเขาทันที
นักเรียนคนนั้นตกใจกลัวจนต้องก้มหน้าร้องขอชีวิต
"ฉันผิดไปแล้ว ฉันแค่จะมาถามหล่อนว่า... จะยอมปล่อยพวกเราไปได้ไหม"
"ปล่อยพวกนายไปงั้นเหรอ"
อวี๋หวั่นเอียงคอ แววตาฉายความสงสัย
"พวกนายไปทำอะไรหล่อนไว้ล่ะ ทำไมหล่อนถึงต้องปล่อยพวกนายไปด้วย"
พอพูดถึงเรื่องนี้ หมอนี่ก็มีอาการเหมือนสิ่งลี้ลับตนเมื่อครู่เปี๊ยบ ราวกับว่ายอมตายเสียยังดีกว่าที่จะปริปากพูดความจริง
อวี๋หวั่นขมวดคิ้วมุ่น
หมอนี่ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ เธอจึงไม่สามารถใช้ความสามารถดักฟังเสียงในใจของเขาได้
กลับเป็นกู้เหยียนที่ก้าวเข้าไปหาเขา แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงนั่ง
"พวกนายเป็นคนทำร้ายหลิวเสี่ยวเสี่ยวจนตายใช่ไหม หล่อนถึงได้ตามมาทวงแค้นพวกนาย"
วินาทีที่กู้เหยียนเอ่ยประโยคนั้นจบ ร่างของนักเรียนคนนั้นก็กระตุกเกร็งด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เขายกมือขึ้นกุมหัว แล้วแผดเสียงกรีดร้องลั่น
"ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ฉันจริงๆ นะ รูปพวกนั้นฉันไม่ได้เป็นคนปล่อย ข่าวลือพวกนั้นฉันก็ไม่ได้เป็นคนพูด ถ้าพวกแกจะคิดบัญชีล่ะก็ ไปหาจ้าวจื้อเหล่ยนู่น อย่ามาหาฉันเลย"
เมื่อจับใจความชื่อสำคัญนี้ได้ อวี๋หวั่นกับกู้เหยียนก็หันมาสบตากัน
ทั้งสองผุดลุกขึ้นเตรียมจะเดินจากไป
ดูจากสภาพของหมอนี่แล้ว คงถามอะไรต่อไม่ได้อีกแล้วล่ะ
ทว่านักเรียนคนนั้นกลับผวาเข้ามากระชากมือของอวี๋หวั่นเอาไว้แน่น
"ถ้าพวกเธอไปแล้วฉันจะทำยังไง พวกมันต้องฆ่าฉันแน่ๆ"
[จบตอน]