- หน้าแรก
- ระบบฟังเสียงในใจ พลิกวิกฤตสยองขวัญสู่เส้นทางมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 34 โทษของการฝ่าฝืนกฎคือตาย
ตอนที่ 34 โทษของการฝ่าฝืนกฎคือตาย
ตอนที่ 34 โทษของการฝ่าฝืนกฎคือตาย
ตอนที่ 34 โทษของการฝ่าฝืนกฎคือตาย
[ขอให้นักเรียนทุกคนปฏิบัติตามกฎดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:
หนึ่ง ต้องกินเนื้อ
สอง นักเรียนห้ามกินเนื้อสีแดง
สาม นักเรียนกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ห้ามเลือกกินเด็ดขาด ต้องกินอาหารให้หมดเกลี้ยง]
ฉู่เว่ยหรานตบไหล่อวี๋หวั่นเบาๆ กระซิบเสียงแผ่ว "หวั่นหวั่น ดูตรงนั้นสิ"
อวี๋หวั่นมองตามนิ้วของฉู่เว่ยหรานไป
ก็เห็นสิ่งลี้ลับหลายตนในชุดเครื่องแบบสีเข้มกำลังเดินตรวจตราอยู่ตามโต๊ะอาหาร
รูปร่างของพวกมันอ้วนฉุจนเนื้อเป็นชั้นๆ ซ้อนทับกัน เมือกกลิ่นคาวคลุ้งซึมทะลุเสื้อผ้าออกมา
อวัยวะบนใบหน้าแทบจะจมหายไปในชั้นไขมัน แต่น้ำลายขุ่นคลั่กกลับไหลหยดติ๋งๆ ลงมาจากมุมปากไม่หยุด
นักเรียนคนหนึ่งกินข้าวเสร็จแล้ว กำลังถือถาดอาหารเตรียมจะไปเก็บ
สิ่งลี้ลับที่เดินตรวจตราตนหนึ่งก็คว้าไหล่ของเขาเอาไว้
มันยื่นใบหน้าอ้วนฉุเข้าไปใกล้ถาดอาหาร เพ่งมองอย่างละเอียด ก่อนจะแสยะยิ้มหัวเราะหึๆ
"ในถาดของเธอยังมีข้าวเหลืออยู่อีกเม็ดนึงนะ กินไม่หมดนี่นา"
สีหน้าของนักเรียนคนนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ข้าวเม็ดนั้นน่าจะร่วงหล่นบนโต๊ะตอนที่เขากิน แล้วบังเอิญไปติดอยู่ใต้ถาดอาหารพอดี
นึกไม่ถึงเลยว่าแบบนี้ก็จะถูกนับว่ากินไม่หมดด้วย
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของนักเรียนคนนั้น อวี๋หวั่นเห็นสิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุตนนั้นรวบร่างของเขาเข้าไปกอดรัดไว้แน่น
มันกอดรัดแน่นมากจนได้ยินเสียงกระดูกของนักเรียนคนนั้นแตกหักดังก๊อบแก๊บ
ที่น่าสยดสยองที่สุดก็คือ ร่างกายของสิ่งลี้ลับตนนั้นอ่อนยวบยาบราวกับสไลม์ มันค่อยๆ กลืนกินร่างของนักเรียนคนนั้นเข้าไป
มันหลอมรวมร่างของนักเรียนที่ฝ่าฝืนกฎเข้ากับร่างกายของตัวเองไปแล้ว!
ม่านตาของอวี๋หวั่นหดเกร็ง
เธอหันไปกระซิบกับคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลัง "เดี๋ยวพอกินเสร็จ ตรวจดูให้ดีๆ นะ ห้ามมีอะไรเหลืออยู่เด็ดขาด"
อวี๋หวั่นตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
ต่อให้เป็นน้ำแกงมันๆ เธอก็จะเลียให้เกลี้ยง
กู้เหยียนขมวดคิ้วมองดูกฎบนป้ายประกาศ แล้วชี้ไปที่ข้อหนึ่ง
"กฎพวกนี้มันดูแปลกๆ นะ บังคับให้กินเนื้อ แต่ห้ามกินเนื้อสีแดง แล้วถ้าเราตักได้เนื้อสีแดงมาล่ะ จะทำยังไง"
อวี๋หวั่นลูบคางพลางครุ่นคิด
จู่ๆ เธอก็นึกอะไรบางอย่างออก จึงส่งยิ้มหวานพลางเอ่ยขึ้น "ไม่เป็นไรหรอก ฉันรู้วิธีแก้ปัญหาแล้วล่ะ"
พูดจบ เธอก็เดินไปต่อคิวด้วยความมั่นใจ
พอถึงคิวของอวี๋หวั่น ป้าตักอาหารหน้าตาดุร้ายก็ตักเนื้อตุ๋นสีแดงสดราดลงบนถาดอาหารของเธอ
สีแดงนั้นดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
น้ำซอสสีแดงสดข้นคลั่กหยดติ๋งๆ ลงมาจากชิ้นมันหมูใสแจ๋ว
จะเรียกว่าน้ำซอสก็คงไม่ถูกนัก เรียกว่าเลือดน่าจะเหมาะกว่า
ส่วนกับข้าวอย่างอื่นดูปกติธรรมดาดี
อวี๋หวั่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินไปที่โต๊ะอาหาร
ฉู่เว่ยหรานยกถาดอาหารของตัวเองเดินตามมา
ในถาดของหล่อนไม่มีเนื้อสีแดง หล่อนมองอวี๋หวั่นด้วยความกังวล
"ทำยังไงดีล่ะเนี่ย ตกลงจะกินหรือไม่กินดีล่ะ"
อวี๋หวั่นยิ้มพลางเขี่ยเนื้อสีแดงชิ้นนั้นออกไปไว้ข้างๆ ถาด
"ในกฎก็บอกอยู่ทนโท่ว่าห้ามกิน ขืนกินเข้าไปก็รนหาที่ตายน่ะสิ"
กู้เหยียนขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย "แต่ถ้าไม่กิน แล้วกฎข้อหนึ่งล่ะ จะทำยังไง"
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังจะอ้าปากตอบ หลี่หรูเยวี่ยก็เดินมานั่งร่วมโต๊ะด้วย
ในถาดอาหารของหล่อนมีเนื้อสีแดงอยู่ด้วย
พอมองไปรอบๆ ในกลุ่มของพวกเธอ คนที่ตักได้เนื้อสีแดงมีแค่อวี๋หวั่น หลี่หรูเยวี่ย และชายหัวโล้นเท่านั้น
เมื่อชายหัวโล้นเห็นอวี๋หวั่นเขี่ยเนื้อสีแดงทิ้ง แววตาของเขาก็ฉายความสงสัยออกมา
"อวี๋หวั่น เธอไม่กลัวฝ่าฝืนกฎเหรอ"
อวี๋หวั่นกินกับข้าวอย่างอื่นในถาดอย่างใจเย็น พลางถามกลับ "แล้วนายกล้ากินไหมล่ะ"
สีหน้าของชายหัวโล้นเต็มไปด้วยความรู้สึกลังเล
ผิดกับหลี่หรูเยวี่ย หล่อนกัดฟันกรอด ตัดสินใจว่าจะกินเนื้อสีแดงชิ้นนั้น
ถึงยังไงกฎข้อหนึ่งก็เขียนไว้เป็นข้อแรกสุด บางทีอาจจะเป็นกฎเหล็กที่สำคัญที่สุดก็ได้
อีกอย่าง เนื้อชิ้นนี้แค่ถูกเคลือบด้วยน้ำซอสสีแดงเท่านั้น สีมันเลยดูแดงๆ บางทีอาจจะไม่ใช่เนื้อสีแดงจริงๆ ก็ได้
หลี่หรูเยวี่ยผ่านการเอาชีวิตรอดจากดันเจี้ยนสยองขวัญมาหลายแห่ง เรื่องความกล้า หล่อนก็มีไม่ใช่น้อย
ชายหัวโล้นมองอวี๋หวั่นสลับกับหลี่หรูเยวี่ย ในที่สุดก็กัดฟันตัดสินใจทำตามอวี๋หวั่น
เมื่อเห็นชายหัวโล้นเขี่ยเนื้อสีแดงทิ้ง หลี่หรูเยวี่ยก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ "พวกแกรอความตายได้เลย"
ตอนที่หล่อนพูด ในปากก็ยังเคี้ยวเนื้อชิ้นมันที่เคลือบด้วยน้ำซอสสีแดงสดอยู่
ราวกับกำลังอมเลือดเอาไว้เต็มปาก มองแล้วชวนให้รู้สึกคลื่นไส้เป็นที่สุด
หลังจากกินข้าวเสร็จ อวี๋หวั่นยกถาดอาหารเตรียมจะลุกขึ้น สิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุก็เดินมาขวางหน้าเธอเอาไว้
มันหรี่ตาที่แทบจะมองไม่เห็นเพราะโดนชั้นไขมันเบียดบัง กวาดสายตามองไปที่ด้านหลังของอวี๋หวั่น พลางเอ่ย "นักเรียน เธอกินข้าวไม่หมดนี่นา เธอฝ่าฝืนกฎข้อที่หนึ่งนะ"
อวี๋หวั่นหันไปมองเนื้อชิ้นนั้นบนโต๊ะอาหาร ก่อนจะหันกลับมามองสิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุ
สิ่งลี้ลับแสยะยิ้มชั่วร้าย ยื่นมือออกมาเตรียมจะคว้าตัวอวี๋หวั่นเข้าไปกอด
อวี๋หวั่นเอ่ยเสียงเรียบ "กฎบอกแค่ว่า 'ต้องกินเนื้อ' แต่ไม่ได้ระบุไว้สักหน่อยว่า 'นักเรียน' ต้องกินเนื้อ"
คำพูดนี้ทำเอาการเคลื่อนไหวของสิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุชะงักงัน
'เป็นไปไม่ได้ นังเด็กนักเรียนใหม่นี่รู้ช่องโหว่ของกฎข้อนี้ได้ยังไง'
ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ไขมันทั่วร่างสั่นกระเพื่อมราวกับคลื่น
อวี๋หวั่นยิ้มพลางชี้ไปที่กฎข้อที่สอง
"ฉันเป็นนักเรียน และนักเรียนห้ามกินเนื้อสีแดง เห็นได้ชัดว่าฉันไม่ได้ฝ่าฝืนกฎใช่ไหมล่ะคะ"
สิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุดึงมือกลับอย่างไม่เต็มใจ กัดฟันกรอด "เธอไม่ได้ฝ่าฝืนกฎจริงๆ นั่นแหละ ไปได้"
อวี๋หวั่นกำลังจะก้าวเท้าเดิน ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่น
เป็นเสียงของหลี่หรูเยวี่ย
หล่อนพุ่งพรวดเข้ามาหาอวี๋หวั่นอย่างไม่คิดชีวิต ตะโกนใส่หน้าสิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุ "มันต่างหากที่ฝ่าฝืนกฎ ทำไมแกถึงไม่ลงโทษมันล่ะ รีบลงโทษมันสิ"
แววตาของสิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุฉายความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
มันยื่นมือออกไปบีบคอหลี่หรูเยวี่ย "นี่แกกำลังตั้งคำถามกับการตัดสินใจของฉันงั้นเหรอ"
ความหวาดกลัวตายฉายชัดในดวงตาของหลี่หรูเยวี่ย หล่อนส่ายหน้ารัวๆ อย่างหวาดผวา
"มะ... ไม่ใช่ค่ะ..."
สิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุเหวี่ยงร่างของหลี่หรูเยวี่ยทิ้งไปด้านข้าง ก่อนจะแค่นเสียงฮึดฮัดแล้วเดินจากไป
อวี๋หวั่นมองหลี่หรูเยวี่ยที่นั่งหน้าซีดเผือดตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
แน่นอนว่าเธอรู้ดีว่าทำไมเมื่อกี้หลี่หรูเยวี่ยถึงได้สติแตกขนาดนั้น
เพราะถ้าเธอไม่ได้เป็นคนฝ่าฝืนกฎ คนที่ฝ่าฝืนกฎก็คือหลี่หรูเยวี่ยไงล่ะ
เมื่อนึกถึงภาพนักเรียนคนที่ถูกสิ่งลี้ลับร่างอ้วนฉุกลืนกินเข้าไปเมื่อครู่ หลี่หรูเยวี่ยก็จิกทึ้งผมตัวเอง จ้องมองอวี๋หวั่นด้วยความเคียดแค้น
อวี๋หวั่นยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ หันไปพูดกับพวกฉู่เว่ยหราน "ไปกันเถอะ ยังมีคาบเรียนด้วยตัวเองตอนค่ำอีกนะ กลับห้องเรียนกัน"
เมื่อเทียบกับคาบเรียนช่วงกลางวันที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านแล้ว คาบเรียนด้วยตัวเองตอนค่ำกลับดูสบายๆ กว่ามาก
แค่ต้องนั่งเรียนด้วยตัวเองเงียบๆ ในห้องเรียน แถมยังไม่มีครูคอยเฝ้าอีกต่างหาก
แต่ดูเหมือนจะมีครูคอยเดินตรวจตราอยู่บ้าง
อวี๋หวั่นลูบคางพลางมองดูนักเรียนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
เธอหันไปถามนักเรียนคนที่เคยคุยด้วยเมื่อตอนกลางวัน
"เอ้อ ว่าแต่หลิวเสี่ยวเสี่ยวที่นายเล่าให้ฟังเมื่อตอนกลางวัน หล่อนเคยอยู่ห้องไหนเหรอ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของนักเรียนคนนั้นแข็งค้างไปทันที
เขามองอวี๋หวั่นด้วยความหวาดระแวงและสงสัย "เธอจะถามเรื่องนี้ไปทำไม"
อวี๋หวั่นยักไหล่
"ก็แค่อยากรู้เฉยๆ นายไม่อยากรู้เหรอ"
เขาส่ายหน้ารัวๆ ด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังคงค่อยๆ ขยับเข้าไปกระซิบใกล้อวี๋หวั่น
"เห็นตึกเรียนฝั่งตรงข้ามไหม ห้องริมสุดทางซ้ายมือบนชั้นสามนั่นแหละ คือห้องเรียนเก่าของหล่อน"
[จบตอน]