- หน้าแรก
- เทพเซียนหลงยุค เปลี่ยนขยะอวกาศให้กลายเป็นเหมืองทองขนาดยักษ์
- บทที่ 30 ถ้าถูกจับเป็นตัวประกันก็กะพริบตาหน่อยนะ
บทที่ 30 ถ้าถูกจับเป็นตัวประกันก็กะพริบตาหน่อยนะ
บทที่ 30 ถ้าถูกจับเป็นตัวประกันก็กะพริบตาหน่อยนะ
บทที่ 30 ถ้าถูกจับเป็นตัวประกันก็กะพริบตาหน่อยนะ
พลังจิตหยุดพังทลายแล้ว!!!
ประโยคสั้นๆ นี้ราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดกระหน่ำเข้าใส่หัวใจของผู้ชมทุกคน
'หมอเทวดาลงมาจุติเหรอ มียาที่รักษาอาการพลังจิตพังทลายได้ ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ถึงไม่มีข่าวคราวหลุดรอดออกมาเลยล่ะ'
'รักษาอาการพลังจิตพังทลายได้ นี่มันข่าวใหญ่ที่สุดของปีนี้เลยนะ!'
'โคตรเจ๋ง โคตรจะเจ๋งเลย ยาเทวดาแบบนี้ดันมาโผล่บนดาวร้าง แถมยังมาจากพวกที่น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋นอีกต่างหาก'
ผู้ชมต่างพากันตื่นตะลึงจนสมองรวนไปหมด ทำเอาพิมพ์ตอบกลับได้แค่คำสบถเท่านั้น
"บ้าไปแล้ว เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด"
โจวเซี่ยงหยาง นักศึกษาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่ในหอพักช่วงพักเที่ยง ถึงกับเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมาบนเตียง ทำเอาเพื่อนร่วมห้องตกใจจนสะดุ้ง
"โจวเซี่ยงหยาง นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย"
"ตกอกตกใจอะไรของนาย หรือว่าแอบดูไลฟ์สดสาวสวยอยู่ฮะ"
ใบหน้าของโจวเซี่ยงหยางซีดเผือด เขารีบแชร์ลิงก์ไลฟ์สดลงในกลุ่มแชตของหอพัก "ดูสาวสวยอะไรกันเล่า ไลฟ์สดนี้เขากำลังทดสอบยาตัวใหม่ ที่บอกว่าหยุดยั้งอาการพลังจิตพังทลายได้ แถมพอกินเข้าไปแล้วมันก็หยุดพังทลายจริงๆ ด้วยนะ"
"บ้าไปแล้ว จริงดิ" เพื่อนร่วมห้องหลายคนรีบปีนลงมาจากเตียง แล้วกดเข้าไปดูทันที
เส้นกราฟบนเครื่องวัดยังคงนิ่งสนิท ไม่ได้ดิ่งลงและไม่ได้พุ่งขึ้น แต่อยู่ในระดับคงที่
"ของปลอมชัวร์ นายเป็นถึงนักศึกษาของวิทยาลัยแพทยศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในจักรวรรดินะ ทำไมถึงไปหลงเชื่อเรื่องต้มตุ๋นพรรค์นี้ได้ล่ะ" เพื่อนร่วมห้องแสดงความไม่เชื่อถืออย่างเห็นได้ชัด
โจวเซี่ยงหยางเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน "แต่มันดูสมจริงมากเลยนะเว้ย ฉันดูตั้งแต่เริ่มไลฟ์สด ก็ยังไม่เห็นจุดที่น่าสงสัยเลย"
เพื่อนร่วมห้องแค่นยิ้มเยาะ "ในฐานะนักศึกษาแพทย์ นายย่อมรู้กลไกการพังทลายของพลังจิตดีกว่าใคร และก็ยิ่งต้องรู้ดีว่ามันไม่มียารักษา เทคโนโลยีสมัยนี้ก้าวหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ของแค่นี้จะสร้างภาพตบตาขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องยากหรอก"
โจวเซี่ยงหยางตบหน้าผากตัวเองดังฉาด จริงด้วยสิ เมื่อกี้เขาเกือบจะเคลิ้มไปกับบรรยากาศในไลฟ์สดซะแล้ว
เขารู้สึกเหมือนถูกหลอกให้หน้าแตก จึงรีบเข้าไปพิมพ์คอมเมนต์ในห้องไลฟ์สดด้วยความโมโห
'ของปลอมชัดๆ ไม่เอาหน้าม้ามาแสดง ก็ต้องดัดแปลงเครื่องวัดแน่ๆ ใครๆ ก็รู้ว่าอาการพลังจิตพังทลายมันรักษาไม่หาย'
คำพูดประโยคเดียวของเขา ดึงสติของผู้ชมกลับมาได้ทันที ความมีเหตุผลเอาชนะความตื่นตะลึงไปได้ในที่สุด
'ฉันว่าแล้วเชียว มันจะเป็นเรื่องจริงไปได้ยังไง'
'ต่อให้เป็นเรื่องจริง ยาแบบนี้ก็ไม่มีทางถูกสร้างขึ้นมาบนดาวร้างได้หรอก'
'หลอกลวงประชาชนแบบนี้ กดรีพอร์ตเลยพวกเรา'
ซินอวี่ที่มักจะใจเย็นเสมอ พอได้เห็นคอมเมนต์เหล่านี้ก็เริ่มรู้สึกปวดหัวตึบๆ ชาวเน็ตพวกนี้หัวรั้นชะมัด จะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็งก็เอาไม่อยู่
ทางด้านเริ่นเจี้ยนหย่งเพิ่งจะได้สติกลับมา เขารู้สึกบอกไม่ถูก ราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์บิ๊กแบงกำเนิดจักรวาลมาหมาดๆ
ตอนนี้เขาลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองตั้งใจมาเป็นสายลับล่อซื้อ ลืมไปแล้วว่าตั้งใจจะมาจับแก๊งต้มตุ๋นที่หลอกเอาไข่เน่าจากผู้ชม
ในเวลานี้ เขาได้แต่พึมพำประโยคเดิมซ้ำๆ "มันคือเรื่องจริง เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอเนี่ย"
เขานึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ตัวเองเคยรุ่งโรจน์ และนึกถึงช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่ต้องตกระกำลำบากรอคอยความตายราวกับหมาข้างถนน
มาวันนี้ เขาได้พบกับยารักษาชีวิตบนดาวเคราะห์ร้างแห่งนี้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ ยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
'ดูสิ ยาปลอมทำเอาคนกินกลายเป็นคนบ้าไปแล้ว'
ซินอวี่: ...
พอเห็นคอมเมนต์นี้ เธอแทบอยากจะทุบหัวชาวเน็ตคนนี้ให้เป็นรูไปเลย
ชิวจี้เฟิงที่คอยติดตามสถานการณ์ในไลฟ์สดอยู่อย่างเงียบๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดอยู่หน้ากล้อง "หลายๆ คนคงจะรู้จักผมดี ผมขอเอาเกียรติของผมเป็นประกัน ว่าโอสถหล่อหลอมวิญญาณเป็นของจริงแน่นอนครับ"
เขาไม่อยากเห็นยารักษาที่ล้ำค่าขนาดนี้ต้องถูกเข้าใจผิด โอสถหล่อหลอมวิญญาณสมควรได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติล้ำค่าของวงการแพทย์
'ศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิง! ศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ถึงกับออกโรงมาการันตีด้วยตัวเองเลย แก๊งต้มตุ๋นแก๊งนี้เส้นสายไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย'
'แต่ทำไมศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงถึงไปอยู่บนดาวร้างได้ล่ะ ของดีๆ แบบนี้น่าจะวิจัยขึ้นมาในวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไม่ใช่เหรอ'
'ศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิง ถ้าคุณถูกจับเป็นตัวประกันก็กะพริบตาหน่อยนะ'
โจวเซี่ยงหยางถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เขารีบวิ่งกระหืดกระหอบออกจากหอพัก ตรงดิ่งไปยังตึกทำงานของอาจารย์
ก่อนหน้านี้เขาเป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงมาตลอด เขาย่อมรู้ดีว่าศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงรักวิทยาลัยแพทยศาสตร์และวงการแพทย์มากแค่ไหน
แต่หลังจากที่ศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงลางานไปพักร้อนได้ไม่กี่เดือน เขาก็ลาออกจากการเป็นศาสตราจารย์ แถมยังเลิกเป็นหมอไปเลยด้วย ซึ่งมันผิดปกติมากๆ
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
"ศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงถูกพวกมิจฉาชีพจับตัวไปเป็นตัวประกัน แล้วโดนบังคับให้มาการันตียาเถื่อนครับ!"
เสียงตะโกนลั่นของเขา ทำเอาตึกทำงานสั่นสะเทือนไปทั้งตึก
บรรดาอาจารย์และนักศึกษาที่ได้ยินต่างก็นั่งไม่ติด
กล้าจับศาสตราจารย์ชื่อดังของวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นตัวประกันเชียวเหรอ คนพวกนี้มันจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว!
บางคนรีบโทรแจ้งความ บางคนก็รีบวิดีโอคอลไปหาชิวจี้เฟิง
"ตาเฒ่าชิว นายยังจำได้ไหมว่าตอนที่เราไปแข่งตอบปัญหาทางวิชาการด้วยกัน นายทำคะแนนได้ร้อยสิบคะแนน ถ้าใช่พยักหน้าหน่อยสิ"
ชิวจี้เฟิง: ...อะไรของมันเนี่ย
"ตาเฒ่าชิว มีอะไรก็บอกเพื่อนมาตรงๆ นะ นายคงไม่ได้ลืมใช่ไหม ว่าข้าวเช้าที่นายชอบกินที่สุดคือไส้กรอกสองชิ้นกับไข่หนึ่งฟอง ใช่ไหมล่ะ ถ้าใช่ก็กะพริบตาหน่อย"
ชิวจี้เฟิง: ...วันนี้หมอนี่ต้องมีปัญหาทางสมองแน่ๆ
เขาถอนหายใจอย่างเอือมระอา "ตกลงนายจะพูดอะไรกันแน่"
เพื่อนสนิทปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง "ได้ยินมาว่านายโดนจับเป็นตัวประกัน พวกเราแจ้งความไปแล้วนะ ตำรวจกำลังไปช่วย ไม่ต้องกลัวนะเว้ย"
ชิวจี้เฟิงถึงกับปวดขมับ "ฉันไม่ได้โดนจับเป็นตัวประกันสักหน่อย"
เพื่อนสนิทเริ่มร้อนรน "คนบ้าวิชาการอย่างนาย ยอมไปเป็นพรีเซนเตอร์ยาเถื่อนเนี่ยนะ แล้วยังจะมาบอกว่าไม่ได้โดนบังคับอีกเหรอ"
"โอสถหล่อหลอมวิญญาณเป็นของจริง"
ประโยคเดียวของชิวจี้เฟิงทำเอาปลายสายเงียบกริบไปนาน ก่อนจะมีเสียงกัดฟันกรอดดังลอดออกมา "พวกมันเอาปืนจ่อหัวนายอยู่ใช่ไหม นายถึงต้องจำใจพูดโกหกออกมาแบบนี้"
ชิวจี้เฟิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อหันไปมองก็พบว่ามั่วจุนเยว่ ถงหลี และเสิ่นฝูเวย สามศิษย์อาจารย์กำลังจ้องมองเขาเป็นตาเดียว
ชิวจี้เฟิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก รีบห้ามไม่ให้เพื่อนทำอะไรวู่วาม "ฉันรู้ว่าเรื่องนี้มันยากที่จะเชื่อ เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะซื้อส่งไปให้นายลองใช้ดูสักเม็ดแล้วกัน นายก็จะได้รู้เองแหละว่าจริงหรือเท็จ แต่อยากจะเตือนไว้ก่อนนะ ว่าตัวยานี้ใช้เครื่องมือแพทย์ตรวจหาส่วนผสมไม่ได้ นายต้องหาคนมาทดลองใช้เหมือนในไลฟ์สดเอาเอง"
หลังจากที่เขาแพนกล้องให้ดูรอบๆ เพื่อยืนยันว่าเขาปลอดภัยดีแล้ว ปลายสายถึงยอมวางสายไป
ทางด้านซินอวี่ก็ปิดไลฟ์สดลงแล้ว วันนี้ถือว่าผลตอบรับไม่เลวเลยทีเดียว
มั่วจุนเยว่เช็กยอดสั่งซื้อในระบบหลังบ้าน "เยี่ยมมาก ขายได้ตั้งสามเม็ดแน่ะ"
หนึ่งในนั้นเป็นของชิวจี้เฟิงที่ซื้อให้เพื่อน ส่วนอีกเม็ดเป็นของเริ่นเจี้ยนหย่งที่กดสั่งซื้อเข้ามา ส่วนเม็ดสุดท้ายไม่รู้ว่าใครเป็นคนซื้อ และซื้อไปด้วยจุดประสงค์อะไร
มั่วจุนเยว่พอใจกับยอดขายในวันนี้มาก แค่แป๊บเดียวก็ทำเงินได้ถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญดวงดาวแล้ว หักหนี้ห้าแสนกว่าเหรียญออกไป ก็ยังเหลือเงินทอนอีกตั้งเยอะ
ในที่สุดเธอก็กลายเป็นคนรวยกับเขาสักที
เสิ่นฝูเวยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ต่อไปนี้อาจารย์ก็คงไม่มารีดไถเงินเขาอีกแล้ว
และมั่วจุนเยว่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบเขาแต่ฝ่ายเดียว เธอยังเตรียมจะจ่ายเงินเดือนให้ทุกคนอีกด้วย
"สำนักของเราเริ่มมีรายได้เข้ามาแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ศิษย์ในสำนักทุกคนจะได้รับเงินเดือน ศิษย์สายในจะได้เดือนละสองหมื่นเหรียญดวงดาว ศิษย์สายนอกจะได้เดือนละหนึ่งหมื่นเหรียญดวงดาว ส่วนศิษย์จดนามจะได้เดือนละห้าพันเหรียญดวงดาว เรื่องบัญชีนี้ฉันจะมอบหมายให้ซินอวี่เป็นคนจัดการไปก่อนนะ"
"ได้เลยค่ะ ท่านเจ้าสำนัก" ซินอวี่ตอบรับอย่างดีใจ
คนที่อารมณ์ดีที่สุดเห็นจะเป็นถงหลี อายุแค่นี้ก็มีรายได้ตั้งเดือนละสองหมื่นเหรียญดวงดาวแล้ว
เขากระโดดโลดเต้นดีใจ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย "แล้วศิษย์จดนามคืออะไรเหรอครับ"
"ศิษย์จดนามก็คือคนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเรียนรู้วิชาการบำเพ็ญเพียรในสำนักได้ แต่จะไม่มีการจำกัดอิสรภาพ พวกเขาสามารถออกไปทำธุรกิจหรือทำงานของตัวเองได้ตามปกติ แต่ถ้าสำนักมีเรื่องเรียกตัวเมื่อไหร่ ก็ต้องรีบกลับมาทันที"
ดวงตาของซินอวี่เป็นประกาย เธอถูมือไปมาพลางเอ่ยถาม "ถ้าอย่างนั้น พ่อกับแม่ของฉัน..."
มั่วจุนเยว่ระบายยิ้ม "ศิษย์จดนามคือการเปิดโอกาสให้คนที่มีใจรักการบำเพ็ญเพียร ไม่จำกัดว่าต้องมีพรสวรรค์สูงส่ง ขอแค่เป็นคนดีมีศีลธรรมก็พอ ถ้าพ่อกับแม่ของเธอสนใจ ก็มาสมัครเป็นศิษย์จดนามได้นะ"
"ว้าว~ ขอบคุณมากเลยค่ะ ท่านเจ้าสำนัก" ซินอวี่ตั้งใจจะชวนพ่อกับแม่มาบำเพ็ญเพียรตั้งนานแล้ว แต่ก็เกรงใจไม่กล้าเอ่ยปากขอ
เริ่นเจี้ยนหย่งที่ยังยืนอยู่ตรงนั้นได้ฟังก็ถึงกับอึ้งไปเลย ถึงแม้มันจะฟังดูจูนิเบียวไปหน่อย แต่อย่างน้อยคนพวกนี้ก็ไม่ใช่แก๊งต้มตุ๋นแน่นอน
สำนัก? ลูกศิษย์? บำเพ็ญเพียร? เงินเดือน?
เงินเดือน! ไม่ต้องทำงานก็ได้เงินเดือนด้วยเหรอ!
"เอ่อ... ผมขอสมัครเป็นลูกศิษย์ด้วยคนได้ไหมครับ" ตอนนี้เขาถังแตกสุดๆ และกำลังต้องการเงินเดือนอย่างมาก
มั่วจุนเยว่มองเขา ก่อนจะหันไปทางชิวจี้เฟิง "เรื่องรับสมัครศิษย์จดนาม ให้นายเป็นคนจัดการก็แล้วกันนะ ถ้าศิษย์จดนามคนไหนมีพรสวรรค์และความประพฤติดี ก็สามารถเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกได้ในภายหลัง"
ชิวจี้เฟิงรับคำ "ได้ครับ"
ไหนๆ เขาก็ลาออกจากงานมาแล้ว อยู่ที่นี่ก็ว่างจัดพอดี
เริ่นเจี้ยนหย่งมองชิวจี้เฟิงด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง แต่ชิวจี้เฟิงกลับแค่นยิ้มเย็นชา "อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกมาที่นี่เพื่ออะไร ขอเวลาฉันพิจารณาความประพฤติแกก่อนก็แล้วกัน"
ไม่ยอมถามไถ่เรื่องการบำเพ็ญเพียรสักคำ พอได้ยินเรื่องเงินเดือนก็รีบเสนอตัวขอเป็นลูกศิษย์ทันที ดูยังไงก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาบำเพ็ญเพียรแน่ๆ
"ครับ" เริ่นเจี้ยนหย่งรู้สึกเสียดาย แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้หรอก
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะปักหลักอยู่ที่เมืองนี้ เพราะยารักษาชีวิตของเขาอยู่ที่นี่
ไลฟ์สดของชิวจี้เฟิงในครั้งนี้ ไม่ได้สร้างความแตกตื่นให้แค่วิทยาลัยแพทยศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประธานเจิ้งและประธานหลินด้วย
หลังจากที่ผู้ผลิตสารอาหารทั้งสองรายนี้ร่วมมือกันโค่นล้มกลุ่มธุรกิจซินลงได้ พวกเขาก็พยายามสืบหาตัวชิวจี้เฟิงมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ เพื่อจะทำลายกลุ่มธุรกิจซิน พวกเขาต้องยอมหั่นราคาสินค้าลงอย่างหนัก จนแทบไม่ได้กำไรอะไรเลย หลังจากที่กลุ่มธุรกิจซินถอนตัวออกจากตลาดไป เพื่อจะกอบโกยส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากที่สุด พวกเขาก็ต้องทุ่มเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อขยายกำลังการผลิต
ตอนนี้สภาพคล่องทางการเงินของพวกเขาจึงกำลังฝืดเคืองอย่างหนัก พวกเขาต้องการสูตรปรับปรุงสารอาหารระดับล่างของชิวจี้เฟิงมาช่วยกู้วิกฤต สูตรปรับปรุงใหม่นี้จะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบลงได้มาก แถมยังมีรสชาติที่ดีขึ้น ซึ่งมันจะส่งผลดีต่อธุรกิจของพวกเขาอย่างมหาศาล
"ชิวจี้เฟิงปรากฏตัวแล้ว อยู่บนโลกโบราณนี่เอง พวกเราต้องรีบไปขอซื้อสูตรมาให้ได้"
ประธานเจิ้งชักชวนประธานหลิน แล้วผู้บริหารระดับสูงทั้งสองก็ขึ้นยานอวกาศมุ่งหน้าไปยังโลกโบราณทันที
โดยหารู้ไม่ว่า มีอะไรรอพวกเขาอยู่บนโลกโบราณแห่งนั้น
[จบตอน]