- หน้าแรก
- ผมกลายเป็นมหาเศรษฐี ด้วยการค้าขายกับโลกยักษ์
- บทที่ 19 สลบ!
บทที่ 19 สลบ!
บทที่ 19 สลบ!
บทที่ 19 สลบ!
เกาจิ่งอาศัยอยู่ริมลำธารมาสามวันแล้ว
และก็นอนในบ้านต้นไม้มาสามคืนแล้วเช่นกัน
ในคืนแรกที่ตั้งแคมป์ เขานอนหลับไปเพียงแค่สามสี่ชั่วโมงเท่านั้น แถมยังเป็นการหลับแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น
เขาตื่นตัวระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งรุ่งสางถึงได้หลับสนิทขึ้นมาหน่อย
คืนที่สองเขานอนหลับได้นานขึ้นมาก แต่ก็ยังคงหลับไม่สนิทอยู่ดี
จนกระทั่งคืนที่สาม เกาจิ่งถึงจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เหมือนปกติ
เพราะเขามีความสามารถในการรับรู้อันตรายได้อย่างเฉียบคม แม้กระทั่งในขณะที่หลับสนิท!
เห็นได้ชัดว่าคนปกติไม่มีทางมีความสามารถแบบนี้ได้
แต่เกาจิ่งใช้เวลาเพียงสามคืนเท่านั้น ก็สามารถแก้ปัญหาใหญ่ที่คอยกวนใจเขาอยู่นี้ได้สำเร็จ!
นี่คือพลังพิเศษที่งูยักษ์สีแดงเข้มมอบให้กับเขา
อานุภาพของเลือดงูยังไม่หมดเพียงแค่นี้ เกาจิ่งยังพบอีกว่า ขอเพียงแค่เขาจงใจเพ่งเล็งอารมณ์ไปที่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง เขาก็จะสามารถปล่อยกลิ่นอายพิเศษบางอย่างออกมา เพื่อข่มขู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร้ร่องรอย!
ระยะของการใช้กลิ่นอายข่มขู่นี้ ไกลที่สุดถึงยี่สิบสามสิบเมตร
ก่อนหน้านี้เกาจิ่งเคยใช้วิธีนี้ ทำให้หนูยักษ์สีเทาตัวนั้นกลัวจนฉี่ราดมาแล้ว
หลังจากนั้นเขาก็ยังทำให้ฝูงนกหลายสิบตัว กระต่ายสามตัว และงูน้ำตัวใหญ่ตัวหนึ่งตกใจหนีไปได้อีก
ตลอดสามวันที่ผ่านมา เขาใช้โดรนค้นหาพื้นที่ในรัศมีห้ากิโลเมตรรอบๆ และพบสัตว์ป่ามากมาย
มีทั้งนก กระต่าย กวาง วัว และแม้แต่หมาป่าโดดเดี่ยวตัวหนึ่ง
แต่โดยรวมแล้ว บริเวณรอบๆ จุดตั้งแคมป์ก็ไม่ได้อันตรายมากนัก หมาป่าโดดเดี่ยวตัวนั้นก็แค่เดินผ่านไป แล้วก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
แม้จะไม่มีอันตรายมากนัก แต่เกาจิ่งก็ไม่พบของมีค่าอะไรเลยเช่นกัน
เขาเข้ามาในโลกใบใหญ่เป็นครั้งที่สี่แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังหาเงินไม่ได้สักแดงเดียว แถมยังต้องควักเนื้อไปอีกสองสามแสนหยวน
เอาจริงๆ ของมีค่ามันก็มีนั่นแหละ
ยกตัวอย่างเช่น ไม้ แค่ตัดต้นไม้ใหญ่มาสักต้นก็จะได้ท่อนซุงหลายพันลูกบาศก์เมตรแล้ว
แต่ปัญหาคือไม่ต้องพูดถึงเรื่องการตัดไม้และการขนส่งหรอก แค่จะเอาไปขายในโลกหลักก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
อย่างน้อยๆ ก็อธิบายเรื่องสายพันธุ์และที่มาไม่ได้แน่ๆ
แล้วก็ยังมีปลาในลำธารอีก มันมีเยอะมากและตกง่ายสุดๆ เนื้อปลาสีส้มลายสวยเหมือนปลาแซลมอน แต่รสชาติอร่อยกว่าเป็นไหนๆ
แต่ถ้าจะเอาไปกินเองก็โอเคอยู่หรอก แต่ถ้าจะเอาไปขายที่โลกหลัก มันไม่คุ้มเอาซะเลย
เกาจิ่งก็ไม่ได้อยากจะเป็นพ่อค้าไม้หรือพ่อค้าปลาหรอกนะ
เกล็ดสีเงินบนสมอทองแดงเหลือแค่หกเกล็ดเท่านั้น ไม่รู้ว่าจะหาวิธีเพิ่มกลับมาได้หรือเปล่า ขืนเอาโอกาสล้ำค่าแบบนี้ไปหาเงินเหนื่อยเปล่าๆ ก็คงโดนลาเตะก้านคอมาแน่ๆ!
แต่ตอนนี้เกาจิ่งก็ไม่ได้มีความต้องการเงินอย่างเร่งด่วนอะไร
ที่จริงประโยชน์ที่เขาได้รับมาแล้ว มันก็ประเมินค่าเป็นเงินไม่ได้เลยต่างหาก
ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง เกาจิ่งก็กำไรบานตะไทแล้ว!
เช้าวันที่สี่ หลังจากเกาจิ่งตื่นขึ้นมาในบ้านต้นไม้ เขาก็รีบเก็บเต็นท์และถุงนอนใส่ลงในพื้นที่เก็บของ
หลังจากกินมื้อเช้าง่ายๆ เสร็จ เขาก็กระโดดข้ามก้อนหินในลำธารไปยังฝั่งตรงข้าม
แล้วมุ่งหน้าไปยังทุ่งหญ้าเบื้องหน้า
เกล็ดสีเงินเหลือน้อยลงทุกที เกาจิ่งต้องใช้โอกาสในการข้ามมิติแต่ละครั้งอย่างคุ้มค่าที่สุด
เขาไม่อยากทนอยู่ในที่ปลอดภัยแบบนี้ แล้วเอาแต่มองดูวิวทิวทัศน์ไปวันๆ เพื่อปล่อยให้เวลาชีวิตผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์อีกแล้ว
โอกาสมีไว้ให้ไขว่คว้า และก็ต้องเป็นฝ่ายออกไปตามหาด้วยตัวเอง!
ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล หญ้าที่สูงระดับเข่าของเกาจิ่งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวเดิน
มีแมลงและตั๊กแตนกระโดดหนีออกมาจากพงหญ้าเป็นระยะๆ
พวกมันหวาดกลัวกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเกาจิ่ง จึงพากันวิ่งหนีแตกกระเจิง
เกาจิ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างต่อเนื่อง
เขากำหนดจุดพักทุกๆ สองชั่วโมง นอกจากจะดื่มน้ำและกินอาหารเพื่อฟื้นฟูพละกำลังแล้ว เขายังปล่อยโดรนมาวิคทูขึ้นไปสำรวจพื้นที่โดยรอบ เพื่อเตรียมรับมือกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
ระหว่างทางเกาจิ่งพบฝูงแกะเขายาวฝูงหนึ่ง
พวกมันมีจำนวนนับพันตัว ยืนรวมกลุ่มกันแน่นขนัด
แกะเขายาวตัวโตเต็มวัยมีความสูงถึงไหล่อย่างน้อยสิบเมตร เทียบเท่ากับตึกสามชั้นในโลกหลัก
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือเขาเดี่ยวรูปกรวยที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหัว ซึ่งทั้งหนาและยาว ปลายเขาที่ถูกฝนจนเงาวับดูแหลมคมมาก
ดังนั้นเกาจิ่งจึงตั้งชื่อพวกมันว่าแกะเขายาว
เกาจิ่งไม่ได้เข้าไปยุ่งกับฝูงแกะเขายาวที่กำลังแทะเล็มหญ้าอยู่ เขาเดินอ้อมไปไกลแล้วมุ่งหน้าต่อไป
ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย เขาเดินเท้าบนทุ่งหญ้ามาแล้วเจ็ดชั่วโมงกว่า
คาดว่าน่าจะเดินมาได้ระยะทางประมาณสามสิบกิโลเมตรแล้ว
เหงื่อไหลไคลย้อยไปทั้งตัว
แต่สำหรับเกาจิ่งในตอนนี้ การออกกำลังกายแค่นี้ไม่ได้กินแรงมากนัก
เขาคือผู้ชายที่สร้างสถิติใหม่ให้กับการแข่งขันวิ่งมาราธอนเชียวนะ
ถึงจะไม่ใช่สถิติโลกก็เถอะ
มอออ!
ในขณะที่เกาจิ่งเตรียมตัวจะนั่งลงพักอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามราวกับฟ้าร้องดังเข้าหู!
เสียงนั้นมาจากที่ไกลแสนไกล และแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง!
เกาจิ่งรีบยกกล้องส่องทางไกลกำลังขยายสูงที่ห้อยอยู่ตรงอกขึ้นมาส่องดูทิศทางของเสียงทันที
แล้วเขาก็เห็นว่าในระยะห่างออกไปห้ากิโลเมตร วัวป่ายักษ์ตัวหนึ่งกำลังถูกล้อมฆ่าอย่างโหดเหี้ยม!
เกาจิ่งถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่ได้ตกใจที่เห็นวัวป่าหรอกนะ แต่คนที่กำลังล้อมฆ่าวัวป่าอยู่นั่นคือยักษ์ห้าตนต่างหาก
ยักษ์ที่มีความสูงกว่ายี่สิบเมตร!!
ก่อนหน้านี้เกาจิ่งเคยเห็นวัวป่าตัวหนึ่งลงมากินน้ำที่ริมลำธาร มันฝังใจเขามาก
เขาจึงสามารถกะส่วนสูงของพวกยักษ์เหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
นับตั้งแต่มาผจญภัยในโลกใบใหญ่แห่งนี้ และได้เห็นพืชและสัตว์ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารต่างๆ นานา เกาจิ่งก็เคยคาดเดาว่าที่นี่จะมีสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาอาศัยอยู่หรือไม่
ตอนนี้เขาได้คำตอบแล้ว!
ยักษ์ห้าตนที่กำลังล่าท้าตายวัวป่าอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรืออาวุธที่ใช้ ล้วนดูล้าหลังและป่าเถื่อนมาก
ร่างกายของพวกเขาห่อหุ้มด้วยหนังสัตว์ที่ตัดเย็บอย่างหยาบๆ ปล่อยให้หน้าอก แขนทั้งสองข้าง และท่อนขาเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อที่ปูดโปนภายใต้ผิวสีทองแดงเผยให้เห็นถึงพละกำลังอันมหาศาล
ยักษ์พวกนี้หัวโล้นกันทุกคน ไม่รู้ว่าเป็นมาตั้งแต่เกิดหรือจงใจโกนออก บนกะโหลกศีรษะมีรอยสักลวดลายประหลาดๆ สีเทาขาว ดูคล้ายกับชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังไม่พัฒนาในโลกหลัก
อาวุธที่พวกเขาใช้โจมตีวัวป่าคือขวานหินและกระบองท่อนใหญ่ บนตัววัวป่าก็มีหอกไม้ปักอยู่สามสี่เล่ม
เลือดไหลโชกไปทั้งตัว
เห็นได้ชัดว่ายักษ์เป็นฝ่ายได้เปรียบในการต่อสู้ครั้งนี้
แต่วัวป่าที่บาดเจ็บก็ไม่ยอมจำนน มันเบิกตาสีแดงก่ำ ก้มหัวลงแล้วตะบึงสี่เท้าพุ่งชนซ้ายขวาสะเปะสะปะ หอบหายใจฟืดฟาด พยายามจะฝ่าวงล้อมของศัตรูออกไปให้ได้
แม้แต่ยักษ์ที่แข็งแกร่ง ก็ยังไม่กล้ารับแรงกระแทกจากมันตรงๆ
พวกเขาส่งเสียงร้องเรียกและร่วมมือกัน คอยสกัดกั้นไม่ให้วัวป่าหนีไปได้ พร้อมกับใช้อาวุธสร้างบาดแผลให้กับเหยื่อมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรงกล้าเกี่ยวกับเผ่ายักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ เกาจิ่งจึงแอบย่องเข้าไปใกล้ทิศทางนั้นอีกร้อยกว่าเมตร
ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนท่อนไม้ที่ล้มทอดขวางอยู่ในพงหญ้า
ท่อนไม้ผุพังแบบนี้หาได้ทั่วไปบนทุ่งหญ้า ความสูงหกเจ็ดเมตรทำให้เกาจิ่งมองเห็นได้กว้างไกลขึ้น
และไม่ถูกวัชพืชบดบังสายตา
เขามองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่เกาจิ่งไม่ทันสังเกตเห็นว่า ใต้ท่อนไม้ผุๆ นั้น มีเห็ดสีสันฉูดฉาดกอใหญ่ขึ้นอยู่
ขณะที่เขากำลังมองดูต่อไป จู่ๆ เขาก็ได้กลิ่นหอมหวานลอยมาเตะจมูก
หืม?
เกาจิ่งทำจมูกฟุดฟิด
ขณะที่กำลังจะหาที่มาของกลิ่นหอม จู่ๆ เขาก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย!
แย่แล้ว!
เกาจิ่งหน้าถอดสีด้วยความตกใจสุดขีด
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะส่งกระแสจิตสั่งการให้สมอทองแดงพากลับไป เขาก็หมดสติไปเสียก่อน
ล้มตึงลงไปนอนกองอยู่บนท่อนไม้ผุๆ ราวกับหมูตาย!
[จบตอน]