- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุจักรวาล
- ตอนที่ 50 ความโกลาหล
ตอนที่ 50 ความโกลาหล
ตอนที่ 50 ความโกลาหล
บรรดานักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บางคนก็ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก บางคนก็สติแตกโวยวายกันยกใหญ่ แม้แต่ซูหมิงเองก็ยังหน้าถอดสีเมื่อได้ยินชื่อ 'ยุทธการดาวอัคคี'
"บ้าไปแล้ว นี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ"
เฉินถ่งถึงกับหลุดปากบ่นออกมา
ซูหมิงสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ความเป็นจริงแล้ว นอกจากดาวเคราะห์ดวงที่สามอันเป็นดาวเมืองหลวงแล้ว สหพันธรัฐเก่ายังมีดาวเคราะห์หลักอีกเก้าดวง และดาวอัคคีก็เป็นหนึ่งในนั้น
ในหน้าประวัติศาสตร์ ดาวอัคคีเคยเจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับสองรองจากดาวเมืองหลวงเลยทีเดียว แถมยังมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นอีกด้วย
ยุทธการดาวอัคคีคือสงครามครั้งสำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีก่อน ซึ่งเป็นสงครามระดับมหากาพย์ที่สหพันธรัฐเก่าต้องต่อกรกับเผ่าพันธุ์จักรกล ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างเป็นซิลิกอน
เผ่าจักรกลสามารถเจาะทะลวงแนวป้องกันรอบนอกของดาวเคราะห์ดวงที่สิบ 'ดาวเพลิงทมิฬ' มาได้ จากนั้นก็ใช้ดาวอัคคีเป็นฐานทัพหน้าเพื่อเปิดฉากบุกโจมตีอย่างเต็มรูปแบบและมุ่งทำลายล้างทุกสิ่ง
ดาวอัคคีพ่ายแพ้ยับเยิน เผ่าจักรกลใช้มันเป็นฐานทัพเพื่อเตรียมบุกโจมตีดาวเมืองหลวงต่อไป
ในช่วงเวลาความเป็นความตายนั้น สหพันธรัฐเก่าได้ระดมกองเรือรบจากทุกภาคส่วนอย่างเร่งด่วน เพื่อเปิดฉากโจมตีโต้กลับครั้งใหญ่บนดาวอัคคี
ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านบนดาวอัคคี แม้สุดท้ายสหพันธรัฐจะสามารถขับไล่เผ่าจักรกลออกไปได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียกองเรือรบและเหล่าวีรบุรุษไปอย่างมากมายมหาศาล
จากเดิมที่ดาวอัคคีเคยมีฐานทัพเมืองใหญ่ถึงสิบสองแห่ง ก็เหลือรอดมาเพียงแค่ห้าแห่งเท่านั้น
จำนวนประชากรที่เคยมีมากถึง 6,200 ล้านคน ก็ลดฮวบลงเหลือไม่ถึง 2,000 ล้านคน
แค่ดูจากตัวเลขความสูญเสีย ก็พอจะจินตนาการความโหดร้ายและป่าเถื่อนของสงครามครั้งนี้ได้แล้ว
"ฉันรู้ดีว่าพวกแกหลายคนคงจะไม่เข้าใจและตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงต้องใช้วิธีนี้ทดสอบพวกแก แต่พวกแกจงจำใส่หัวเอาไว้ให้ดี! พวกแกโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว การสอบระดับเมืองไม่ใช่การเล่นขายของ สิ่งที่เราต้องการคือคนเก่ง! คนที่มีความสามารถจริงๆ เท่านั้น! ถ้าอยากได้คะแนนดีๆ ก็จงทุ่มเทให้สุดตัวในการสอบครั้งนี้ซะ!”
“แล้วก็... ขอแนะนำให้พวกแกพยายามเอาชีวิตรอดให้ได้ล่ะ เพราะถ้าพวกแกตายในนี้ ฉันขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยว่า พวกแกจะได้สัมผัสประสบการณ์ความตายแบบสมจริงสุดๆ! เชื่อฉันเถอะ รสชาติของความตายมันไม่สนุกเลยสักนิด!”
อาร์มสตรองเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
"เดี๋ยวก่อนสิครับ! ตอนนี้พวกเราทุกคนอยู่บนยานลำเดียวกัน ถ้าพวกสาขาผู้บัญชาการสั่งการมั่วซั่ว หรือพวกที่ขับยานขับไม่เป็น ทะเล่อทะล่าพาพวกเราไปตายก่อนจะถึงสนามรบ แล้วยานก็ระเบิดตู้ม! แบบนี้พวกเราทุกคนก็จะได้ศูนย์คะแนนกันถ้วนหน้าเลยเหรอครับ?"
"ใช่แล้ว! แล้วถ้าเกิดพวกเราเกิดแตกคอกันขึ้นมา จะทำยังไงล่ะครับ?"
นักเรียนหลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยและโวยวายขึ้นมา
ดูเหมือนว่าอาร์มสตรองจะคาดเดาคำถามเหล่านี้ไว้อยู่แล้ว เขาจึงประกาศตอบกลับไปว่า
"ฉันรู้ว่าพวกแกหลายคนคงจะรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม กังวลว่าเพื่อนจะไม่ให้ความร่วมมือ กลัวว่าพวกสาขาผู้บัญชาการจะสั่งการเละเทะ แต่สิ่งที่ฉันอยากจะบอกก็คือ ตอนนี้ยานรบตกอยู่ในกำมือของพวกแกแล้ว พวกแกอยากจะทำอะไรก็ทำไป! จะร่วมมือกัน หรือจะแตกคอกัน ก็เลือกเอาเอง! และเลิกโวยวายเรื่องความยุติธรรมกับฉันได้แล้ว! พวกสาขาผู้บัญชาการทั้งหลาย ตอนเรียนไม่ได้เรียนวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์มาหรือไงหะ?! ถ้าตอนเรียนมัวแต่เล่น ไม่ตั้งใจเรียน นี่แหละคือผลกรรมที่พวกแกต้องรับ! ขอให้ทุกคนโชคดี ฉันขอประกาศว่า การสอบ... เริ่มขึ้น ณ บัดนี้!"
"ขอให้ทุกคนโชคดี!"
สิ้นเสียงประกาศของอาร์มสตรอง...
เสียงไซเรนเตือนภัยทั่วทั้งยานรบก็แผดเสียงดังกึกก้องขึ้นอีกหลายเท่าตัว พร้อมกับแสงไฟสีแดงฉานที่สาดส่องไปทั่วบริเวณ
"เฮ้ยๆ! นี่มันอะไรกันเนี่ย เพิ่งจะเริ่มสอบแท้ๆ ทำไมบรรยากาศมันเหมือนวันสิ้นโลกแบบนี้ล่ะ ไม่เห็นต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยนี่นา!"
"ใจคอไม่ดีเลยว่ะ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี"
"นั่นดิ มืดแปดด้านไปหมดแล้ว"
นักเรียนทุกคนต่างยืนทำหน้าเหลอหลา สับสนงุนงงกันไปหมด
ทันใดนั้น หน้าต่างระบบก็เด้งขึ้นมาตรงหน้านักเรียนทุกคน
[ภารกิจหลัก: ปฏิบัติหน้าที่ตามความถนัดของตนเอง, ฝ่าด่านนรกดงกระสุน, นำยานลงจอดฉุกเฉินบนดาวอัคคีให้สำเร็จ]
จากนั้น แผ่นโลหะที่ปิดทับผนังยานก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นห้วงอวกาศภายนอกได้อย่างชัดเจน ลำแสงเลเซอร์และจรวดมิสไซล์นับไม่ถ้วนพุ่งเฉียดยานของพวกเขาไปมาอย่างน่าหวาดเสียว
แถมยังเห็นยานรบฝ่ายเดียวกันหลายลำถูกยิงจนระเบิดเป็นจุณไปต่อหน้าต่อตาอีกด้วย
เมื่อทอดสายตามองออกไปไกลๆ ก็จะเห็นดาวอัคคีขนาดเท่าลูกฟุตบอลลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว
"โอ้มายก๊อด!"
นักเรียนหลายคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับภาพความอลังการตรงหน้า
ตูม!
จู่ๆ ยานรบที่พวกเขาโดยสารอยู่ก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติของยาน
"แจ้งเตือน: เกราะป้องกันยานบริเวณ H34 ถูกโจมตี"
"อ๊าก! ยานกำลังจะพังแล้ว ทำไงดีวะเนี่ย!"
นักเรียนชายคนหนึ่งแหกปากร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก
ตอนนั้นเอง นักเรียนชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งดูท่าทางเป็นคนใจร้อน ก็สังเกตเห็นเข็มกลัดสัญลักษณ์สาขาผู้บัญชาการบนเสื้อของหมอนั่น เขาจึงประเคนฝ่าเท้าเตะก้นหมอนั่นไปเต็มแรง พร้อมกับด่าทอด้วยความโมโห
"ไอ้โง่เอ๊ย! แกเรียนสาขาผู้บัญชาการนะโว้ย แล้วเสือกมาถามพวกฉันว่าต้องทำไงเนี่ยนะ?! ยังไม่รีบไสหัวไปที่ห้องควบคุมแล้วสั่งการอีก! ตอนนี้ยานรบไม่มีคนบังคับอยู่นะโว้ย! ซวยชิบหาย ดันมาเจอเพื่อนร่วมทีมห่วยแตกแบบแกซะได้!"
"เออๆ จริงด้วย! ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!"
นักเรียนชายคนนั้นเพิ่งจะเรียกสติกลับคืนมาได้ ก็รีบวิ่งตาลีตาเหลือกตรงไปที่ทางออกทันที
นักเรียนคนอื่นๆ ก็เริ่มตั้งสติได้ สถานการณ์เริ่มโกลาหลวุ่นวายขึ้นมาทันที
"ใครเป็นพลปืนบ้างวะ! รีบมาทางนี้เร็ว!"
"มีใครเรียนสาขาพยาบาลบ้างไหม ขอเกาะกลุ่มไปด้วยคนดิ"
ซูหมิงมองดูความวุ่นวายตรงหน้าแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ โลกนี้มันมีแต่คนบ้าๆ บอๆ มารวมตัวกันชัดๆ
"ซูหมิง เอาไงต่อดีวะ?"
เฉินถ่งถามหน้าเครียด
"ไปที่โรงเก็บหุ่นยนต์รบ!"
ซูหมิงตอบกลับอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"โอเค!"
เฉินถ่งรีบวิ่งตามซูหมิงมุ่งหน้าไปที่ทางออกหมายเลข 3 ของห้องเก็บสัมภาระ
ที่นี่มีทางออกทั้งหมดเจ็ดทาง แต่ละทางจะมีป้ายสัญลักษณ์บอกทางไว้อย่างชัดเจนว่ามุ่งหน้าไปที่ไหน แต่ถ้าใครอ่านสัญลักษณ์พวกนั้นไม่ออก ก็ถือว่าซวยไป
ในระหว่างที่ซูหมิงและเฉินถ่งกำลังวิ่งไปข้างหน้า เฉินถ่งก็บังเอิญเหลือบไปเห็นหญิงสาวร่างเล็กผมสั้นสีน้ำตาลคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขารีบสะกิดซูหมิงแล้วบอกว่า
"เฮ้ย ดูนั่นดิ นั่นจ้าวหรันจากห้องเรานี่นา!"
"เรียกเธอมาด้วยสิ สถานการณ์แบบนี้ มีเพื่อนร่วมห้องอยู่ด้วยน่าจะไว้ใจได้มากที่สุด"
ซูหมิงเห็นด้วยอย่างไม่ลังเล
เฉินถ่งจึงตะโกนเรียกชื่อเพื่อนทันที
"จ้าวหรัน!"
เมื่อจ้าวหรันได้ยินเสียงเรียก เธอก็หันขวับมามอง
ทันทีที่เห็นว่าเป็นซูหมิงและเฉินถ่ง เธอก็ยิ้มร่าด้วยความดีใจ แล้วรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา
ไม่นานทั้งสามคนก็มารวมตัวกัน จ้าวหรันเอ่ยอย่างตื่นเต้น
"พวกนายก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ"
"อืม"
เฉินถ่งพยักหน้าตอบสั้นๆ
"เอ๊ะ แล้วหัวหน้าห้องล่ะหายไปไหน? ปกติพวกนายสามคนจะตัวติดกันตลอดเลยนี่นา"
จ้าวหรันถามด้วยความแปลกใจ
"หมอนั่นไม่ได้สอบที่โรงเรียนเราน่ะ ก็เลยไม่ได้อยู่บนยานลำนี้ด้วยกัน แต่คิดว่าเขาก็น่าจะกำลังทำภารกิจเดียวกันอยู่นั่นแหละ ถ้าโชคดี พอเราเอายานลงจอดได้ อาจจะได้บังเอิญไปเจอกันข้างล่างก็ได้นะ"
เฉินถ่งอธิบายให้จ้าวหรันฟังอย่างคร่าวๆ
"อ๋อ เข้าใจแล้ว"
จ้าวหรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"เอาล่ะ เลิกคุยเรื่องอื่นก่อนเถอะ เรารีบไปที่โรงเก็บหุ่นยนต์รบกันดีกว่า!"
ซูหมิงเอ่ยเร่งเร้า
"โอเค!"
จ้าวหรันรีบวิ่งตามซูหมิงและเฉินถ่งมุ่งหน้าไปที่ทางออกหมายเลข 3 ทันที
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่พวกซูหมิงกลุ่มเดียวที่ไหวตัวทัน หลินชูอวี่และคนอื่นๆ ก็เริ่มออกตัววิ่งไปที่โรงเก็บหุ่นยนต์รบเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ซูหมิงยังแอบเห็นพวกกู้เมิ่งจากวิทยาลัยแห่งที่หนึ่งอยู่ในกลุ่มคนพวกนี้ด้วย ดูท่าทางแล้วงานนี้คงสนุกและวุ่นวายพิลึกแน่
ครู่ต่อมา...
ภายในทางเดินที่เชื่อมต่อไปยังโรงเก็บหุ่นยนต์รบ ซูหมิงและเพื่อนๆ วิ่งตรงดิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ทุกครั้งที่เจอทางแยก ซูหมิงสามารถอ่านป้ายบอกทางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"ไปทางซ้าย!"
ส่วนเฉินถ่งและจ้าวหรันก็ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัว แค่วิ่งตามหลังซูหมิงไปแบบไม่ลืมหูลืมตาก็พอแล้ว