- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 18: กระแสไวรัลระเบิดโซเชียล
บทที่ 18: กระแสไวรัลระเบิดโซเชียล
บทที่ 18: กระแสไวรัลระเบิดโซเชียล
ตลอดเวลายี่สิบนาที เสิ่นเหลียนไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาเลย เขาสวาปามต้มปลาผักกาดดองชามโตและจัดการเครื่องเคียงทั้งหมดที่ป้าเฟินเตรียมไว้ให้จนเกลี้ยง
เมื่อเห็นเขากลืนคำสุดท้ายลงคอ ฉู่อี้หลานก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ใครมาเห็นเข้าคงนึกว่าหนีตายจากความอดอยากมา"
"ก็ผมหิวนี่นา" เสิ่นเหลียนตอบด้วยความรู้สึกเขินอายนิดๆ "ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน"
สำหรับผู้ชายวัยฉกรรจ์ น้ำแค่ตึ๋งนึงกับปลาครึ่งตัวมันก็ไม่ต่างอะไรกับไม่ได้กินเลยสักนิด
"นายทำตัวเป็นพ่อพระไม่ใช่หรือไง? ยกข้าวโพดให้พวกผู้หญิงไปก่อนน่ะ"
ฉู่อี้หลานเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แสงไฟจากเบื้องบนสาดส่องลงมาเผยให้เห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าอย่างชัดเจน เงาที่พาดผ่านโครงหน้าอันคมคายยิ่งทำให้เขาดูดุดันน่าเกรงขาม
แต่เสิ่นเหลียนกลับไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังคลี่ยิ้มแล้วถามกลับว่า "คุณชายฉู่ดูไลฟ์สดของผมด้วยเหรอครับ?"
ฉู่อี้หลาน: "..."
"เจิ้งเกอล้มแรงมากเลยนะตอนจับปลา คุณชายฉู่ไม่รู้สึกสงสารเขาบ้างเหรอครับ?" น้ำเสียงของเสิ่นเหลียนอ่อนลง
ฉู่อี้หลานสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายอย่างฉับไว จึงขมวดคิ้ว "ฉันไม่ได้ดู"
เขาไม่ได้ดูจริงๆ
เสิ่นเหลียนรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้รังเกียจการโกหก เขาจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที ความมั่นใจพลุ่งพล่านขึ้นมาขณะที่เอ่ยปาก "ผมก็คิดงั้นแหละ เจิ้งเกอจะมาดูดีสู้ผมได้ยังไงล่ะ"
ฉู่อี้หลาน: "..."
ฉู่อี้หลานอยากจะเถียงกลับ แต่มันก็เป็นความจริง
ในเว็บบอร์ดสาธารณะของรายการวาไรตี้ ความนิยมและกระแสของเสิ่นเหลียนพุ่งขึ้นไปติดอันดับท็อปแล้ว พวกแอนตี้แฟนพยายามหารูปหลุดน่าเกลียดๆ ของเขามาแฉ แต่กลับกลายเป็นว่าทุกรูปที่โพสต์ลงไปล้วนแต่ยิ่งช่วยเพิ่มความนิยมให้เขา
ล้อเล่นหรือเปล่า? เสิ่นเหลียนก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปของวงการบันเทิงและคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาด้วยโชคชะตาหรือไง? เขารู้ลูกไม้ตื้นลึกหนาบางของรายการวาไรตี้ทะลุปรุโปร่ง ตราบใดที่กล้องยังเดินอยู่ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจับภาพตอนเขาดูไม่ได้มาได้
ในที่สุดบริษัทต้นสังกัดก็ตระหนักถึงมูลค่าที่กลับมาพุ่งกระฉูดของเสิ่นเหลียนและต้องการต่อสัญญา แต่เสิ่นเหลียนไม่ตกลง
ก่อนหน้านี้พวกนั้นไปอยู่ไหนกันล่ะ? ตอนที่เจ้าของร่างเดิมถูกแบนจากคนทั้งเน็ต บริษัทต้นสังกัดกลับออกแถลงการณ์ว่า 'พฤติกรรมส่วนตัวของศิลปินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับทางบริษัท' กลายเป็นการช่วยโจวถังซือเหยียบย่ำเจ้าของร่างเดิมให้จมดิน มีประโยชน์อะไรที่จะต้องทนอยู่กับบริษัทห่วยแตกแบบนั้นต่อ?
เฉียนเกา ซึ่งน่าจะทำตามคำสั่งของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต้นสังกัด ได้ส่งข้อความข่มขู่เสิ่นเหลียนทางวีแชตเป็นนัยๆ ว่าตอนนี้เขาไม่เหลืออะไรแล้ว ถ้าออกจากบริษัทไป การจะกลับมาผงาดอีกครั้งนั้นยากเกินไป ดังนั้นเขาไม่ควรเป็นคนเนรคุณ
คำตอบของเสิ่นเหลียนคือ: บังเอิญว่าผมชอบทำตัวเนรคุณซะด้วยสิ
วันนั้นเฉียนเกาถูกเฟิงเยวี่ยซานจัดการไปแล้ว จึงไม่กล้ากดดันเสิ่นเหลียนอีก พอได้รับคำตอบที่ชัดเจน เขาก็หุบปากเงียบ
เดิมทีบริษัทต้นสังกัดต้องการจะสูบเลือดสูบเนื้อเสิ่นเหลียนให้หมดตัว แต่ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาพลิกกลับมาดีแล้ว แถมเขายังไม่ยอมต่อสัญญา ทางบริษัทจึงไม่อยากป้อนงานให้เขาอีก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องการรอให้กระแสของเขาซาลงแล้วคอยดูเสิ่นเหลียนมานั่งเสียใจทีหลัง
จะให้เสียใจน่ะฝันไปเถอะ เสิ่นเหลียนกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารการกินฝีมือป้าเฟินและได้เจอหน้าฉู่อี้หลานทุกวัน เขากำลังสานสัมพันธ์กับอีกฝ่าย ชีวิตแต่ละวันช่างสุขสบายหาใดเปรียบ
แม้แต่ในชีวิตก่อน หลังจากประสบความสำเร็จทุกอย่าง ความสงบสุขเช่นนี้ยังถือเป็นของหายากสำหรับเสิ่นเหลียน
การยืนอยู่บนจุดสูงสุดหมายถึงต้องเผชิญกับเกลียวคลื่นอันปั่นป่วนที่ซัดสาดอยู่เบื้องล่าง เขาจะมีเวลาว่างมานั่งชมดอกไม้ร่วงหล่นได้เมื่อไหร่กัน?
"คุณชายฉู่?" เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูด้านหน้า เสิ่นเหลียนก็ชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว "กลับมาแล้วเหรอครับ?"
"อืม" ฉู่อี้หลานตอบรับสั้นๆ เมื่อเห็นแป้งเลอะบนใบหน้าของเสิ่นเหลียน เขาก็ถามขึ้น "นายทำอะไรอยู่น่ะ?"
"กำลังเรียนทำขนมกับป้าเฟินอยู่น่ะครับ" เสิ่นเหลียนตอบ "เดี๋ยวจะเอาไปให้ลองชิมนะครับ"
ฉู่อี้หลาน: "ฉันกลัวโดนวางยาพิษ"
เมื่อรู้ว่าเขาเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ เสิ่นเหลียนจึงเมินคำพูดนั้นแล้วนำแม่พิมพ์ที่ขึ้นรูปเสร็จเข้าเตาอบ
"ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ป้าเองจ้ะ" ป้าเฟินพูดด้วยรอยยิ้ม "ออกไปพักเถอะ"
"รบกวนป้าเฟินด้วยนะครับ"
เสิ่นเหลียนเดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น ก็เห็นฉู่อี้หลานเอนกายพิงโซฟาหลับตาพักผ่อนอยู่ สีหน้าของชายหนุ่มดูเย็นชา แต่แววตาแฝงความเหนื่อยล้าเอาไว้บางเบาที่หางตา
เมื่อมืออันอบอุ่นแตะลงบนขมับ ฉู่อี้หลานก็สะดุ้งเล็กน้อย
"ผมเองครับ" เสิ่นเหลียนถาม "ไม่สบายเหรอครับ?"
"เปล่า" ฉู่อี้หลานตอบเสียงเบา ปล่อยให้เสิ่นเหลียนนวดคลึงต่อไป "สัญญากับบริษัทของนายใกล้จะหมดแล้วใช่ไหม?"
"ครับ"
"วางแผนไว้หรือยัง?"
เสิ่นเหลียน: "ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้เองแหละครับ"
ฉู่อี้หลานแค่นเสียงหยันเบาๆ เสิ่นเหลียนดูเหมือนจะว่านอนสอนง่ายและมีเหตุผล แต่ในความเป็นจริง นอกจากการพูดจาหวานหูฉอเลาะแล้ว เขาไม่เคยหลุดคำพูดที่แสดงถึงการยอมจำนนออกมาเลยสักคำ
อันที่จริง ถ้าเสิ่นเหลียนแค่เอ่ยปากขอร้อง ด้วยผลงานช่วงที่ผ่านมาของเขา การจะย้ายมาอยู่กับซิงไคก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าดื้อดึงนัก ก็ปล่อยเขาไปตามยถากรรมเถอะ
"ดอกกุหลาบเหี่ยวหรือยังครับ?" เสิ่นเหลียนถามขึ้นมาลอยๆ
เขาอยู่ใกล้มาก ลมหายใจรินรดที่ติ่งหูของฉู่อี้หลาน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกซาบซ่านราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต
ฉู่อี้หลานอยากจะเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่มือที่วางอยู่บนเข่ากลับกำแน่นเป็นหมัดเพื่อข่มกลั้นเอาไว้
มีแต่คนอื่นที่ต้องหลบเขา ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องไปหลบใคร
"เหี่ยวแล้ว ทำไมล่ะ?"
เสิ่นเหลียนหัวเราะเบาๆ "พรุ่งนี้ผมจะให้ดอกใหม่นะ"
ฉู่อี้หลานไม่ตอบรับ
ไม่ปฏิเสธก็แปลว่าชอบนั่นแหละ
เสิ่นเหลียนมักจะค้นพบความเก้อเขินที่ซุกซ่อนอยู่ในนิสัยของฉู่อี้หลานผ่านความเงียบงันสั้นๆ ของเขาได้เสมอ
คนอื่นอาจจะกลัว แต่เสิ่นเหลียนกลับมองว่ามันน่ารักดี
เค้กชิ้นเล็กๆ ที่เสิ่นเหลียนทำรสชาติไม่เลวเลย หลังจากถูกนวดไปสิบกว่านาที ฉู่อี้หลานก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก และยอมไว้หน้าด้วยการชิมไปหนึ่งชิ้น
ป้าเฟินถึงกับยิ้มแก้มปริ
เมื่อเอนตัวลงนอนในคืนนั้น เสิ่นเหลียนก็เพิ่งเห็นข้อความจากจูอิงอวี่
พวกเขาสะดวกแอดเพื่อนกันไว้ตั้งแต่ตอนแนะนำตัวกันครั้งแรกแล้ว จูอิงอวี่ส่งอิโมจิถอนหายใจมารัวๆ เสิ่นเหลียนจึงตอบกลับด้วยเครื่องหมายคำถาม
อีกฝั่งก็ขึ้นสถานะ "กำลังพิมพ์..." ทันที
【เฟิงซูซูชวนฉันไปงานอนิเมะ แถมยังบอกว่าจะช่วยแต่งคอสเพลย์ให้ด้วย นายคิดว่าฉันควรไปไหม?】
เสิ่นเหลียนจำได้ว่าเฟิงซูซูกับจูอิงอวี่มีเรื่องกระทบกระทั่งกันนิดหน่อยตอนอัดรายการ 【ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะ แล้วผู้จัดการของเธอว่ายังไงล่ะ?】
【ก็ผู้จัดการฉันนั่นแหละที่บอกให้ไป บอกว่านี่เป็นกระแสระลอกสุดท้ายแล้ว พอดีฉันก็ไม่เคยแต่งหน้าแต่งตัวแนวนี้มาก่อนด้วย เดี๋ยวค่อยเอาไปทำคลิปสั้นลงทีหลังได้】
เสิ่นเหลียน: 【ไปเถอะ】
จูอิงอวี่: 【นายมาเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ?】
เสิ่นเหลียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบตกลง
ถึงแม้บริษัทที่จูอิงอวี่สังกัดอยู่จะเป็นแค่บริษัทเล็กๆ แต่พวกเขาก็ดูแลศิลปินดีมาก เสิ่นเหลียนเองก็มีจุดประสงค์แอบแฝง เขาอยากไปดูเผื่อว่าจะได้คอนเน็กชันกับคนที่เกี่ยวข้องบ้าง
วันรุ่งขึ้น เสิ่นเหลียนตื่นแต่เช้า ทว่าก็ยังไม่เจอฉู่อี้หลาน อีกฝ่ายออกไปก่อนหน้าเขาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว
เสิ่นเหลียนไม่อยากรบกวนเจียงโย่ว จึงนั่งแท็กซี่ไปหาจูอิงอวี่
จูอิงอวี่กำลังแต่งหน้าอยู่หลังเวที โดยมีเฟิงซูซูยืนอยู่ข้างๆ ตอนที่เสิ่นเหลียนผลักประตูเข้าไป สองสาวกำลังหัวเราะคิกคักกันอย่างอารมณ์ดี
โอ๊ะ?
จูอิงอวี่ร้องเรียกอย่างดีใจ "เสิ่นเหลียน!" ในขณะที่เฟิงซูซูทักทายเขาด้วยท่าทีเก้อเขินเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอเคยสร้างความลำบากใจให้เสิ่นเหลียนอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นความตั้งใจของทีมงานส่วนหนึ่งด้วย
เฟิงซูซูดูเหมือนจะไปได้สวย แต่จริงๆ แล้วเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น
โดยไม่ต้องให้เธอพูดอะไรให้มากความ เสิ่นเหลียนก็พยักหน้ารับเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้
เสิ่นเหลียนหาเก้าอี้สตูลมานั่งลง มองดูเสื้อผ้าอลังการที่กองอยู่บนพื้น ไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาก็แผ่กลิ่นอายความสง่างามแบบเกียจคร้านออกมาเสมอ ก่อนหน้านี้เฟิงซูซูมัวแต่ยุ่งอยู่กับรายการวาไรตี้เลยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้เธอเอาแต่ลอบมองเสิ่นเหลียนไม่วางตา
เสิ่นเหลียนเงยหน้าขึ้น "หน้าผมมีอะไรติดอยู่เหรอครับ?"
เฟิงซูซูส่ายหน้า "เปล่าหรอก แต่นายดูเหมือนดอกไม้เลย"
เสิ่นเหลียน: "?"
วันนี้เฟิงซูซูคอสเพลย์เป็นตัวละครจากอนิเมะเรื่องหนึ่ง หนึ่งในตัวละครที่ได้รับความนิยมสูงมากมีชื่อว่า "บุปผาอสรพิษ" ผู้ซึ่งงดงามเย้ายวน มีเสน่ห์ดึงดูดอยู่เสมอ และมีแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ ตัวละครนี้มีความต้องการด้านรูปร่างหน้าตาและความสูงที่ค่อนข้างเป๊ะ ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีคนคอสเพลย์เป็นตัวละครนี้ก็มักจะถูกวิจารณ์สับเละ นานวันเข้าก็เลยไม่มีใครกล้าแต่งเป็นตัวละครนี้อีกเลย
แต่พอเห็นเสิ่นเหลียน เฟิงซูซูก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา
เสิ่นเหลียนหรี่ตาลง "อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะ!"
เฟิงซูซูเกิดแรงบันดาลใจแบบที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนัก "กระแสต้องปังระเบิดระเบ้อแน่ๆ!"
เสิ่นเหลียน: "..."
สิบนาทีต่อมา เสิ่นเหลียนก็ถูกจับกดลงให้นั่งหน้ากระจกแต่งหน้า ช่างแต่งหน้าสามคนรุมล้อมเขา แววตาของพวกเธอเป็นประกายวิบวับเมื่อได้เห็นใบหน้าฟ้าประทานแบบนี้
เสิ่นเหลียนลอบถอนหายใจ เรื่องมันลงเอยแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย?
แต่ในเมื่อรับปากไปแล้ว ด้วยมาตรฐานความเป็นมืออาชีพขั้นสุดยอด เสิ่นเหลียนจึงขอยืมไอแพดของเฟิงซูซูมานั่งดูข้อมูลเกี่ยวกับ "บุปผาอสรพิษ" อย่างใจเย็น
เหมือนกับการตีความตัวละครในภาพยนตร์ ขั้นตอนนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก
"บุปผาอสรพิษ" สวมชุดคลุมสีม่วงและมีผมสีขาว มีงูเงินตัวเล็กๆ เลื้อยออกมาจากผมทั้งสองข้าง ในฐานะราชาอสรพิษ มงกุฎของเขาจึงมีความซับซ้อนและประณีตมาก จุดสำคัญคือชุดคลุม ถ้าคนใส่อ้วนเกินไปก็จะไม่เห็นทรวดทรงที่เพรียวบางสง่างาม แต่ถ้าผอมเกินไปก็ใส่แล้วดูไม่เต็มทรง
ทันทีที่รัดเข็มขัดเอวเสร็จ เสิ่นเหลียนก็หันกลับมา เขากางแขนออกเล็กน้อย รอยยิ้มละมุนละไมลอยระเรื่ออยู่ในดวงตาที่เปี่ยมเสน่ห์
เพียงชั่วพริบตา ราวกับว่า 'บุปผาอสรพิษ' ได้จุติลงมามีชีวิตขึ้นจริงๆ!
เสิ่นเหลียนเอ่ยถาม "แบบนี้ใช้ได้ไหมครับ?"
เฟิงซูซูรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาตงิดๆ "แด๊ดดี้!"
เสิ่นเหลียนพูดด้วยความรังเกียจ "ทำไมพวกคุณถึงชอบเรียกผมว่าแด๊ดดี้นักนะ?"
ในวันนั้น บอร์ดคอมมูนิตี้คอสเพลย์ที่ปกติเงียบเหงา เถี่ยปา และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียล้วนแต่ลุกเป็นไฟ
บุปผาอสรพิษเป็นตัวละครที่แมสในกระแสหลักอยู่แล้วและมีความนิยมสูงลิ่วมาอย่างยาวนาน แฟนๆ ถึงขั้นปฏิเสธที่จะดูคนคอสเพลย์เป็นตัวละครนี้ เพราะไม่มีใครสามารถถ่ายทอดมันออกมาได้ดีพอ พวกเขาจึงรู้สึกว่าแสงจันทร์ขาวนวลในใจของพวกเขาถูกลบหลู่
เสิ่นเหลียนปล่อยให้ช่างภาพรุมล้อมถ่ายรูปเขาอย่างเต็มที่ เขาไม่ได้แสดงละครมานานแล้วแถมกำลังอารมณ์ดี เขาจึงใช้สายตาและภาษากายเพื่อนำเสนอความเป็นบุปผาอสรพิษออกมาจากใจจริง
มันแทบจะเป็นการถอดแบบออกมาแบบเป๊ะๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
เด็กสาวในชุดคอสเพลย์สีชมพูพุ่งเข้ามาหาเสิ่นเหลียน ความตื่นเต้นทำให้เธอพูดจาไม่รู้เรื่อง เธอเป็นนักข่าวฝึกหัดและจริงๆ แล้วตั้งใจจะมาสัมภาษณ์เสิ่นเหลียน แต่ด้วยความที่สมองเบลอไปชั่วขณะ เธอกลับยื่นไมโครโฟนให้เสิ่นเหลียนไปดื้อๆ
ดังนั้น เสิ่นเหลียนจึงเผยอริมฝีปากบางและเปล่งประโยคคลาสสิกของบุปผาอสรพิษออกมา
"พิษงูหรือจะสู้พิษร้ายในใจคน?"
"ถ้าเจ้ายังเอาแต่จ้องมองข้าเช่นนี้ ข้าเกรงว่าอีกไม่นานเจ้าจะต้องตกหลุมรักข้าเป็นแน่"
"กรี๊ดดด!!!" เสียงกรีดร้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ
"บุปผาอสรพิษ! บุปผาอสรพิษของฉัน!"
ตอนที่หยางปินกลับมาพร้อมกับฉู่อี้หลานหลังจากการประชุมเสร็จสิ้น เขาก็เห็นผู้ช่วยพิเศษหญิงกำลังถือโทรศัพท์และยืนกรี๊ดอยู่ตรงประตู