- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 17: คิดถึงผมไหม?
บทที่ 17: คิดถึงผมไหม?
บทที่ 17: คิดถึงผมไหม?
เมื่อชาวเน็ตได้ยินคำสารภาพจากปากเสิ่นเหลียน โลกออนไลน์ก็แทบจะระเบิดเป็นจล
【มีดที่เตรียมมาสับนี่เก็บลงแทบไม่ทัน เฮ้อ ฟังดูแล้วเหมือนเขาไม่ได้หมายถึงโจวถังซือเลยนะ】
【บอกได้คำเดียวว่า สมองคนคลั่งรักของเสิ่นเหลียนน่ะเริ่มตื่นขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ แต่นิดเดียวจริงๆ นะ แต่งเรื่องขึ้นมาสดๆ แบบนี้ คิดว่าพวกเรากินหญ้าหรือไง?】
【นั่นดิ วงสังคมของเขามันแคบจะตาย ชาวเน็ตขุดกันจนพรุนหมดแล้ว ไม่เห็นจะมีผู้ชายหล่อๆ ตัดผมสกินเฮดโผล่มาสักคนเลย】
แน่นอนว่าการที่คนคนหนึ่งจะเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ สำหรับคนที่คุ้นเคยกับเขาแล้ว มันดูเหมือนเป็นการแสดงละครเสียมากกว่า
เสิ่นเหลียนเคยถูกลากขึ้นเทรนด์ฮอตเชิร์ชจนโดนขุดรากถอนโคนไปถึงบรรพบุรุษ คงไม่เกินจริงนักถ้าจะบอกว่าพวกแอนตี้แฟนหรือแฟนคลับคู่แข่งรู้จักเขาดีกว่าที่เขารู้จักตัวเองเสียอีก
เมื่อได้เห็นคำแถลงของเสิ่นเหลียน คนส่วนใหญ่จึงเริ่มสงบสติอารมณ์และอดไม่ได้ที่จะแค่นยิ้มหยัน
【แต่ดูจากสีหน้าเสิ่นเหลียนแล้ว มันดูไม่เหมือนลวงโลกเลยนะ...】
【คุณพี่ข้างบนคะ รบกวนไปย้อนดูท่าทางตอนเสิ่นเหลียนประจบเอาใจโจวถังซือด้วยค่ะ อันนั้นน่ะของจริง】
"อคติ" ของชาวเน็ตกลายเป็นเกราะกำบังชั้นดีให้เสิ่นเหลียนโดยไม่รู้ตัว
ใครจะไปคาดคิดว่าคนคนนี้จะยอมแบไต๋ไพ่ตายของตัวเองออกมาตั้งแต่เริ่มต้น
จูอิงอวี่เองก็คิดไม่ต่างกัน เธอรู้สึกว่ามันดูปุบปับและน่าแปลกใจเกินไป แต่พอมาคิดดูอีกที การขีดเส้นแบ่งกับโจวถังซือก็เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการกอบกู้ชื่อเสียงที่พังพินาศของเขาให้กลับคืนมา
เสิ่นเหลียนย่างปลาเสร็จก็หาใบไม้ใบใหญ่มาห่อไว้ แล้วพอกด้วยโคลนอีกชั้นเพื่อรักษาความร้อน ก่อนจะพากันเดินกลับเส้นทางเดิมพร้อมกับจูอิงอวี่
จูอิงอวี่ถักมงกุฎดอกไม้ด้วยตัวเอง เมื่อไหร่ที่เธอทำเองไม่ถนัด เสิ่นเหลียนก็จะยื่นมือเข้าไปช่วย ทราบกเดินสลับกับหยุดพักเป็นระยะ ทั้งสองไม่ขาดแคลนทั้งน้ำและอาหาร บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและสบายใจ
ในทางกลับกัน อีกสองกลุ่มที่เหลือกลับตกอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าอลหม่าน
แม้จ้าวหลินกับฟางเคอจะมีกันแค่สองคน แต่พวกเขาก็รู้จักใช้สมอง ทั้งคู่ทำฉมวกจับปลาเอง และใช้เถาวัลย์มาถักเป็นแหจับปลาแบบลวกๆ พยายามทำทุกวิถีทาง แม้จะไม่ได้เก่งกาจเหนือมนุษย์เหมือนเสิ่นเหลียน แต่ก็พอจะจับปลามาได้บ้าง ทว่าสภาพแต่ละคนนี่เปียกโชกไปทั้งตัว เหงื่อไหลไคลย้อยจนดูไม่ได้
ส่วนทีมของเจิ้งเกอนั้นกลับแย่ยิ่งกว่า เหนื่อยหอบจนตัวโยนแต่กลับได้ผลลัพธ์เพียงน้อยนิด
หลี่เจียป๋อนั้นหน้าตาดีแต่กลับไร้ประโยชน์ เขายังห่วงภาพลักษณ์ไอดอลจนขยับตัวลำบาท แต่ป่าเขาและปลาในน้ำมันไม่ได้สนใจภาพลักษณ์ของคุณหรอก พอส่งเสียงดังเข้าหน่อยพวกมันก็ว่ายหนีไปหมดแล้ว
น้ำในลำธารนั้นเย็นจัด เฟิงซูซูที่เป็นผู้หญิงจึงเริ่มรู้สึกไม่สบายตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
และเจิ้งเกอ ตัวการสำคัญของความล้มเหลว กลับทำตัวแย่ยิ่งกว่าหลี่เจียป๋อเสียอีก ซ้ำร้ายแผลเก่าที่ข้อเท้ายังเริ่มประท้วงขึ้นมา ทำให้เขากลายเป็นภาระของทีมไปโดยปริยาย
นี่แหละคือภาพลักษณ์ที่แท้จริงของรายการ "เหล่าดาราบุกไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว" มันเป็นเรื่องปกติที่แขกรับเชิญในซีซั่นก่อนๆ จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้... ซึ่งมันช่างต่างจากเสิ่นเหลียนราวฟ้ากับเหว!
ทีมงานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่พวกเขาแล้วล่ะ แต่น่าจะอยู่ที่เสิ่นเหลียนมากกว่า
จูอิงอวี่พบดอกไม้ป่าสามสี เธอเอามาประดับบนมงกุฎดอกไม้แล้วสวมไว้บนหัว ดูสวยงามไม่น้อยเลยทีเดียว
【จู่ๆ ก็รู้สึกว่าอิงอวี่เหมาะกับบทนางเอกสไตล์บ้านไร่ชายทุ่งมากเลย】
【เมื่อก่อนมีคนว่าเธอแต่งตัวเชย แต่ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ เครื่องหน้าเธอเด่นมากจริงๆ】
เส้นทางสู่เส้นชัยช่างยาวไกล แต่เพราะมีเพื่อนร่วมทางและใจที่เบาสบาย เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า พวกเขาก็หาที่นั่งพักได้สำเร็จ
หลังจากนั่งคุยกันอีกพักใหญ่ เสิ่นเหลียนก็แกะปลาออกมา แบ่งให้ตัวเองตัวหนึ่งและจูอิงอวี่อีกตัวหนึ่ง
อาจจะเป็นเพราะเป็นปลาป่า บวกกับกลิ่นอายความสดชื่นของยอดหญ้าและผืนดิน จูอิงอวี่จึงรู้สึกว่ามันอร่อยเป็นพิเศษ
กินไปได้ครึ่งทาง จ้าวหลินกับฟางเคอก็ตามมาถึง ทั้งคู่เดินหลังค่อมราวกับชายแก่คนละแขน หอบแฮก สภาพสะบักสะบอมสุดๆ
พอเห็นปลาในมือเสิ่นเหลียนกับจูอิงอวี่ ทั้งคู่ก็ถึงกับชะงักไปทันที
ฟางเคอลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
เสิ่นเหลียนเตือนขึ้นว่า "ไปเช็กอินก่อนสิ"
จ้าวหลินเดินโซซัดโซเซเข้าไปเช็กอินกับทีมงานจนเรียบร้อย
"พอเช็กอินแล้ว พวกเราก็ไม่ใช่คู่แข่งกันแล้วล่ะ" เสิ่นเหลียนส่งปลาที่เหลืออยู่อีกครึ่งพร้อมกับน้ำอีกครึ่งขวดให้ "เอาไหม?"
"ท่านพ่อ!" ฟางเคอถึงกับถลาลงไปคุกเข่ารับ ท่าทางลื่นไหลเสียจนทุกคนในที่นั้นถึงกับอึ้ง
จูอิงอวี่เองก็แบ่งปลาที่เหลือของเธอให้จ้าวหลิน "พี่จ้าว รีบกินเร็วเข้าเถอะค่ะ"
ฟางเคอจิบน้ำเข้าไปคำหนึ่ง ตามด้วยเนื้อปลาอีกคำ จู่ๆ ดวงตาก็เริ่มแดงก่ำขึ้นมา
【ฮ่าๆๆๆ! แคปรูปนี้ไว้เร็ว!】
【ขำจนจะตายอยู่แล้ว ดูสิว่าทีมงานทำเด็กมันขนาดไหน】
【ต้องยอมรับนะว่าเสิ่นเหลียนน่ะเป็นคนมีน้ำใจนักเลงใช้ได้เลย】
【เหอะ ไอ้หมาเสิ่นมันจงใจซื้อใจคนน่ะสิ แล้วทำไมต้องให้ฟางเคอไปหมดด้วยล่ะ? เจิ้งเกอกับคนอื่นๆ ยังมาไม่ถึงเลยนะ】
เจิ้งเกอเคยเหยียบเสิ่นเหลียนเพื่อสร้างชื่อเสียงและแย่งชิงทรัพยากรงานไปไม่น้อย มีหรือจะไม่ทำให้คนหมั่นไส้? ผนวกกับผลงานที่งั้นๆ แถมแฟนคลับยังอวดดี จึงไม่แปลกที่จะมีคนทนไม่ไหวออกมาจวกบ้าง
【แฟนคลับเจิ้งเกอ ฉันทนพวกคุณมานานแล้วนะ! เป็นโรคประสาทหรือไง? ปลาเขาก็หามาเอง น้ำเขาก็หามาเอง เขาจะให้ใครมันก็เรื่องของเขา เจิ้งเกอเป็นรัชทายาทมาจากไหนเหรอ ถึงต้องคอยเก็บไว้ประเคนให้?】
【ชอบประโยคนี้จัง อย่าลืมปิดไดเรกต์ข้อความนะคะ แฟนคลับเจิ้งเกอก็เป็นแบบนี้แหละ อะไรดีๆ ต้องเป็นของ 'พี่ชาย' ของพวกนางเท่านั้นแหละ~】
【อาศัยการปีนขึ้นเตียงโจวถังซือเพื่อแลกกับงาน ยังคิดว่าตัวเองเก่งนักหนาอีก】
【อยากพูดมานานแล้ว โจวถังซือเป็นนักธุรกิจ ทำไมต้องมาวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงทุกวันด้วย? ถ้าจะเดบิวต์ก็รีบๆ หน่อย ไม่อย่างนั้นอีกสองปีจะกลายเป็น 'แตงกวาเหี่ยว' ไปซะก่อน สองคนนั้นทำตัวเหมือนเล่นซีรีส์รักน้ำเน่าอยู่ได้ แฟนคลับคู่จิ้นนี่ก็กินจุ๊บจิ๊บกันจังเลยนะ】
ช่องคอมเมนต์กลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างแฟนคลับกับพวกแอนตี้อีกครั้ง แต่กลับมีคนด่าเสิ่นเหลียนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
หากตัดสินกันตามเนื้อผ้า ผลงานของเสิ่นเหลียนในรายการวาไรตี้นี้ถือว่ายอดเยี่ยมและไร้ที่ติ
หลังจากรอคอยอยู่เกือบชั่วโมง ท้องฟ้าก็มืดมิดลง ในที่สุดเจิ้งเกอและทีมของเขาก็มาถึงจนได้
พวกเขาจับปลาไม่ได้ถึงสิบจินหรอก ตามแผนเดิมทีมงานจึงยอมลดเกณฑ์ลงเหลือแค่หกจิน ซึ่งก็ถือว่าผ่านเกณฑ์แบบหวุดหวิด
เจิ้งเกอนั่งแหมะลงกับพื้น เสื้อผ้าและขามีแต่โคลนเปรอะเปื้อน ทรงผมที่เซตมาอย่างดีก็ยุ่งเหยิงพังทลายจนเผยให้เห็นข้อบกพร่องของรูปหัวใจ ท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงทำให้ออร่าความสะอาดสะอ้านของเขาหายวับไป ความหล่อลดลงฮวบฮาบในทันที
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เจิ้งเกอก็เงยหน้าขึ้นและเห็นเสิ่นเหลียนกำลังเอนหลังหัวเราะร่าอย่างมีความสุข ดวงตาคู่นั้นสดใสและเป็นประกาย
มือของเจิ้งเกอที่วางอยู่ข้างตัวกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
เขายังจำครั้งแรกที่เห็นเสิ่นเหลียนได้ ชายคนนั้นยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟและคำเยินยอมากมาย
การถ่ายทอดสดสิ้นสุดลงหลังจากแขกรับเชิญทุกคนกล่าวขอบคุณ
ยอดผู้ชมพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่ และหัวข้อสนทนาก็แพร่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ เสิ่นเหลียนสร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคนได้จริงๆ แต่ไม่ใช่ในฐานะแพะรับบาปอย่างที่ใครๆ คาดคิด
ตอนลงจากเขาและก้าวขึ้นรถ เจียงโย่วที่เป็นผู้ช่วยก็รีบส่งน้ำอุ่นให้ทันที "พี่เสิ่นครับ วันนี้พี่เท่มากเลย!"
"ดีมาก" เสิ่นเหลียนหลับตานิ่งพักผ่อน "งั้นก็รีบพาพี่ชายสุดเท่ของนายกลับบ้านเถอะ พี่เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว"
เจียงโย่วแอบสงสัยว่าทำไมเสิ่นเหลียนถึงได้ไปพักอยู่ในย่านคนรวยราคาแพงระยับขนาดนั้น แต่ในฐานะเด็กใหม่ เขาจึงยึดคติ 'พูดน้อยผิดน้อย' และไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถาม
เมื่อลงจากรถ เสิ่นเหลียนก็จับประตูรถไว้แล้วบอกว่า "ถ้ามีอะไรเดี๋ยวพี่จะโทรหา นายไม่ต้องสแตนด์บายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอก ไปเที่ยวพักผ่อนบ้างเถอะ"
เจียงโย่วตื่นเต้นดีใจ "รับทราบครับ!"
ทันทีที่ประตูเปิดออก ป้าเฟินก็ชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว "เสี่ยวเสิ่น กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ?"
"ครับ" เสิ่นเหลียนตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ "ป้าเฟินครับ ผมอยากกินปลาต้มผักกาดดอง"
"เดี๋ยวป้าทำให้เดี๋ยวนี้เลยจ้ะ!"
เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังขึ้น
เสิ่นเหลียนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นฉู่อี้หลานยืนอยู่ที่หัวบันไดในชุดลำลองสีเทาเข้ม ชายหนุ่มล้วงมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋า หล่อเหลากระชากใจแบบไม่มีเหตุผล
หัวใจของเสิ่นเหลียนกระตุกวูบ ภายใต้แสงไฟ ดวงตาของเขาดูสดใสและอ่อนโยน น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ติดจะนุ่มนวลไปสักนิด "คุณฉู่"
ฉู่อี้หลานไม่ได้พูดอะไร ในมุมที่เสิ่นเหลียนมองไม่เห็น ปลายนิ้วของเขากำลังคลึงกันเบาๆ
เสิ่นเหลียนถามย้ำอีกครั้ง "คิดถึงผมไหมครับ?"
เขามักจะแสดงออกถึงความรักอย่างกล้าหาญเสมอ... ในทุกช่วงเวลา
ฉู่อี้หลาน: "..."