- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 10: ฟาดไม่ยั้ง
บทที่ 10: ฟาดไม่ยั้ง
บทที่ 10: ฟาดไม่ยั้ง
กว่ารถจะแล่นออกมาได้ไกลโข เฉียนเกาถึงเพิ่งตั้งสติได้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น
เดี๋ยวนะ ทำไมเขาถึงต้องยอมทำตามที่เสิ่นเหลียนบอกด้วยล่ะ?!
ทว่าก่อนที่เฉียนเกาจะได้อ้าปากพูด เสิ่นเหลียนก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน "ผมกับเจิ้งเกอปกติดีครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน"
เฉียนเกาถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออก
รายการต้องการกระแส และที่ลากเขาไปร่วมด้วยก็เพื่อใช้เป็นกระสอบทราย พูดง่ายๆ คือยิ่งเสิ่นเหลียนทำตัวน่าสมเพชเท่าไหร่ เรตติ้งก็จะยิ่งพุ่งกระฉูดเท่านั้น
อีกใจหนึ่ง เฉียนเกาก็ไม่อยากให้เสิ่นเหลียนไปล่วงเกินเจิ้งเกอหรือโจวถังซืออีก เพราะพวกเขากระดูกคนละเบอร์ ไม่มีทางสู้สองคนนั้นได้เลย
ภายในรถตกอยู่ในความเงียบตลอดสี่สิบนาที จนกระทั่งรถมาจอดสนิทอยู่หน้าภัตตาคารแห่งหนึ่ง
ในที่สุดเสิ่นเหลียนก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ "พี่เฉียน คืนนี้เรามากินข้าวกับใครเหรอครับ?"
"สปอนเซอร์น่ะสิ ฟุตเทจที่นายถ่ายไว้คราวก่อนออกมาดูดี พวกเขาเห็นแล้วสนใจอยากร่วมงานด้วย"
เสิ่นเหลียนพยักหน้ารับและไม่ถามอะไรต่อ
ห้องวีไอพีอยู่บนชั้นแปด โถงทางเดินกว้างขวางปูด้วยพรมสีแดง การตกแต่งดูหรูหราแบบโบราณนิดๆ ทุกๆ สิบก้าวจะมีต้นไม้เงินต้นไม้ทองตั้งประดับไว้อย่างงดงาม
เฉียนเกาสังเกตเห็นรองเท้าของเสิ่นเหลียนแล้วขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ "เลอะโคลนขนาดนั้นไม่คิดจะเช็ดออกหน่อยหรือไง"
"เมื่อกี้อยู่บนรถมันไม่ค่อยสะดวกน่ะครับ"
เฉียนเกา: "แล้วเตรียมรองเท้ามาเปลี่ยนอีกสักคู่ไม่ได้หรือไง?"
"ไม่มีเงินครับ ซื้อไม่ไหว" เสิ่นเหลียนตอบกลับ
นี่ไม่ใช่คำพูดเกินจริงเลยสักนิด ขนาดดอกไม้ที่ซื้อให้ฉู่อี้หลาน เขายังต้องกระเบียดกระเสียรแทบแย่
เฉียนเกาพ่นลมหายใจฮึดฮัดและไม่ต่อล้อต่อเถียงอีก
เสิ่นเหลียนรู้ดีว่าคนพวกนี้ก็แค่ปลิงดูดเลือดที่คอยยักยอกเงินของเขาไป และไม่มีวันคายออกมาหรอก
พอถึงหน้าประตู เฉียนเกาก็รีบจัดระเบียบเนกไทและลูบผมให้เข้าทรงทันที เขาปรายตามองเสิ่นเหลียน เห็นว่าภาพรวมดูใช้ได้ มองแล้วเจริญตากว่าเมื่อก่อนเยอะ จึงยอมเคาะประตู
"เข้ามา!"
เฉียนเกาส่งสายตาเตือนเสิ่นเหลียน ก่อนจะผลักประตูห้องวีไอพีเข้าไปพร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจง
ด้านในมีผู้ชายห้าคนนั่งอยู่ ทุกคนอายุน่าจะราวๆ สี่สิบต้นๆ ภายในห้องตลบอบอวลไปด้วยควันบุหรี่จนกลิ่นเหม็นคลุ้ง เสิ่นเหลียนขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
"มาแล้วเหรอ นั่งสิ!" หนึ่งในนั้นลุกขึ้นทักทาย
เสิ่นเหลียนดึงเก้าอี้ออก แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัด "เฮ้ย? นายน่ะมานั่งตรงนี้"
เสิ่นเหลียนเงยหน้ามองตามนิ้วที่ชี้ไป ซึ่งเป็นที่นั่งข้างๆ ชายคนหนึ่งที่กำลังสูบบุหรี่พร้อมกับกอดอก
ชายคนนั้นกำลังหรี่ตามองเสิ่นเหลียนอย่างนึกสนใจผ่านม่านควัน
เสิ่นเหลียนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนในชาติก่อนย่อมดูออกทะลุปรุโปร่ง เขาหันไปมองหน้าเฉียนเกาตามสัญชาตญาณ
แต่เฉียนเกากลับทำเป็นหูทวนลมและหันไปคุยกับคนอื่นหน้าตาเฉย
"ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ? นั่งลงสิ"
เสิ่นเหลียนไม่มีทางเลือกจึงจำใจนั่งลงไปก่อน
"นี่คือผู้จัดการหลิว หัวหน้าฝ่ายโฆษณาของเทียนเหอ งานในอนาคตของนายต้องพึ่งพาเขาแล้วล่ะ" ใครบางคนแนะนำตัวอย่างกระตือรือร้น
เสิ่นเหลียนยกแก้วน้ำชาขึ้นแทนเหล้า "ผู้จัดการหลิวครับ..."
"อ้าวๆ?" ชายคนที่คอยชงเรื่องคว้าแก้วชาของเสิ่นเหลียนไว้ แล้วยัดแก้วเหล้าใส่มือแทนด้วยน้ำเสียงแฝงนัย "แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าจริงใจ"
เสิ่นเหลียนดันลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ยิ้มและพยักหน้ารับ
แต่เขาไม่ยอมรับเหล้าจากมืออีกฝ่าย กลับรินเหล้าแก้วใหม่ให้ตัวเองแทน
"ผู้จัดการหลิว ดื่มให้คุณครับ"
หลิวข่ายเซิงฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี รูปร่างหน้าตาของเขาทั้งอ้วนฉุและมักมากในกามราวกับลูกโป่งที่ถูกสูบลมจนพอง มองจากด้านหน้าเห็นหูแค่ครึ่งเดียว พอเขายิ้มแบบนั้น รอยย่นที่หางตาก็แทบจะหนีบแมลงวันตายได้เลย
หลิวข่ายเซิงชนแก้วกับเสิ่นเหลียนถึงสามครั้ง
ของเหลวรสชาติบาดคอไหลลงสู่กระเพาะ ความร้อนรุ่มตีตื้นขึ้นมาจากช่วงอกจนชวนให้อึดอัด
หลังจากนั้น เสิ่นเหลียนก็โดนคะยั้นคะยอให้ดื่มกับคนอื่นต่อ เขาไม่ใช่คอทองแดงที่พอจะสู้รบปรบมือกับพวกขี้เมาเหล่านี้ได้ ประกอบกับยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยสักคำ ไม่นานกระเพาะของเขาก็เริ่มปั่นป่วน
ลำคอของเขาชื้นไปด้วยเหงื่อ เสิ่นเหลียนจึงยกมือขึ้นเช็ดออก
ภาพนั้นทำให้หลิวข่ายเซิงถึงกับตาค้าง
"ตัวจริงดูดีกว่าในรูปซะอีกนะเนี่ย" หลิวข่ายเซิงเอ่ยชมอย่างออกนอกหน้า ก่อนจะวางมือแหมะลงบนต้นขาของเสิ่นเหลียน
เฉียนเกาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง แววตาของเขาฉายความรู้สึกลังเล แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะหุบปากเงียบ
เสิ่นเหลียนเข้าใจสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง
เสิ่นเหลียนสูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นความขยะแขยงเอาไว้ แล้วปัดมือของหลิวข่ายเซิงออก "ขอบคุณที่เมตตาครับ ผู้จัดการหลิว"
คำพูดของเสิ่นเหลียนนั้นฟังดูสุภาพและให้เกียรติ แต่การกระทำที่ปฏิเสธอย่างชัดเจนนั้นทำให้หลิวข่ายเซิงเกิดอาการไม่พอใจขึ้นมาทันที
หลิวข่ายเซิงเป็นพวกพูดจาขวานผ่าซาก เขาหรี่ตามองเสิ่นเหลียนแล้วพูดตรงเข้าประเด็น "ถ้าดูแลฉันไม่ดี แล้วนายจะเอาเงินเอาทองจากไหน? คิดว่ากินเหล้าแค่สองสามแก้วแล้วจะจบเรื่องเหรอ? นึกว่าเงินมันหล่นมาจากฟ้าหรือไง?"
ไม่มีช่องว่างให้ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
"โธ่ ผู้จัดการหลิว เสิ่นเหลียนเขาเข้าใจครับ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปเลย" เฉียนเการีบรินเหล้าเอาใจ
นานแค่ไหนแล้วนะที่เสิ่นเหลียนไม่ได้ถูกหยามเกียรติขนาดนี้
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หันไปมองเฉียนเกาแล้วพูดว่า "พี่เฉียน ผมเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระ งั้นผมขอตัว..."
ซ่า!
เสิ่นเหลียนหลับตาลง
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ชาร้อนๆ ถ้วยหนึ่งก็ถูกสาดเข้าเต็มหน้า
หยดน้ำไหลย้อยลงมาจากปลายคาง เสิ่นเหลียนหันไปมองชายที่เพิ่งคะยั้นคะยอให้เขาดื่มเมื่อครู่
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้ค่าตัวแกมันตกต่ำแค่ไหน?" ชายคนนั้นที่เริ่มเมาได้ที่ตะคอกใส่ด้วยสีหน้าดุดัน "แกมันก็แค่ขยะเปียกไร้ค่า! มีแค่ผู้จัดการหลิวเท่านั้นแหละที่ไม่รังเกียจ แทนที่จะสำนึกบุญคุณดันมาเล่นตัวเหรอ? คอยดูเถอะ ต่อไปนี้แกจะไม่ได้งานพรีเซนเตอร์เลยแม้แต่ชิ้นเดียว!"
หลิวข่ายเซิงไม่ได้ห้ามปราม เขาสูบบุหรี่พลางฟังคำด่านั้นอย่างพึงพอใจ
ถ้าเป็นเด็กใหม่คนอื่นโดนขู่เรื่องอนาคตในวงการแบบนี้ คงกลัวจนหัวหดและยอมจำนนทำตามเงื่อนไขแต่โดยดี
เสิ่นเหลียนหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดหน้า
สีหน้าของเขาเรียบเฉย ท่าทางการเคลื่อนไหวยังคงดูสง่างาม ไม่มีวี่แววของความโกรธเกรี้ยวใดๆ
ทุกคนคิดว่าเสิ่นเหลียนยอมแพ้แล้ว
ทว่าวินาทีต่อมา เสิ่นเหลียนกลับเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เขาคว้าหัวตาแก่ที่เพิ่งปากดีเมื่อครู่ แล้วจับกระแทกลงไปในชามซุปไก่ร้อนๆ อย่างจัง!
เสียงดังโครมครามทำเอาทุกคนในโต๊ะสะดุ้งเฮือก
ในตอนนั้นเองที่ความอำมหิตพาดผ่านลึกเข้าไปในแววตาของเสิ่นเหลียน เขาเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "ลองพูดอีกคำดูสิ แล้วจะได้รู้ว่าเป็นยังไง"
ฉิบหายแล้ว เฉียนเกาคิดในใจ
"ไอ้เวรเอ๊ย!"
ทันใดนั้น จานชามในห้องก็ปลิวว่อนแตกกระจาย เสียงฝีเท้าและข้าวของร่วงหล่นดังสนั่นหวั่นไหว ทุกอย่างตกอยู่ในความโกลาหล
เสิ่นเหลียนเปิดศึกหนึ่งรุมห้า ท่ามกลางความชุลมุน เขายังแถมหมัดให้เฉียนเกาที่พยายามเข้ามาห้ามทัพด้วยความลนลานไปหนึ่งที โทษฐานที่กล้าขายเขา!
แต่อีกฝ่ายมีกันตั้งห้าคน เสิ่นเหลียนได้เปรียบแค่ตอนเปิดฉาก แต่ก็โดนสวนกลับไปหลายหมัด ทว่าความเจ็บปวดนั้นอยู่แค่ชั่วพริบตา เมื่ออะดรีนาลีนสูบฉีด บวกกับความกดดันจากการถูกหมางเมินมาตลอดช่วงนี้ เขาจึงต้องการที่ระบายอารมณ์อย่างบ้าคลั่ง
ข้าวของในห้องวีไอพีพังยับเยินไม่มีชิ้นดี
เสิ่นเหลียนกุมเอวตัวเองไว้ด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะกระชากประตูลากสังขารออกมา
เฉียนเกาตกตะลึงกับความดุดันราวกับเทพเจ้าแห่งสงครามของเขาไปนานแล้ว
"แม่งเอ๊ย! มึงหยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!" หลิวข่ายเซิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างทุลักทุเล
เสิ่นเหลียนอยู่ในสภาพสะบักสะบอม การมองเห็นของเขาเริ่มพร่าเลือน เขาพิงผนังโถงทางเดิน หูแว่วเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยหัวเราะดังมาจากข้างหน้า ไม่นานเสียงเหล่านั้นก็เงียบลงกะทันหัน ราวกับมีคนกลุ่มใหญ่กำลังมองมาทางเขา
เสิ่นเหลียนไม่สนอะไรทั้งนั้น
จนกระทั่งเงาดำร่างสูงทอดทับลงมาบดบังแสงสว่าง
เสิ่นเหลียนเห็นรองเท้าหนังสีดำคู่หนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า ตามมาด้วยกางเกงสแล็กทรงเนี้ยบ
"นายกำลังทำอะไร?" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมเสน่ห์ของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น
เสียงนั้นดึงสติสัมปชัญญะที่กำลังหลุดลอยของเสิ่นเหลียนให้กลับคืนสู่โลกความเป็นจริงในทันที
เสิ่นเหลียนเงยหน้าขึ้น ชายคนนั้นยืนย้อนแสง ทว่าโครงหน้ากลับคมคายชัดเจน
เขาเม้มริมฝีปากและเพ่งมองเพื่อยืนยันอีกครั้ง... ใช่ฉู่อี้หลานจริงๆ
ทันทีที่ฉู่อี้หลานเห็นริมฝีปากที่แตกยับและรอยช้ำรอบดวงตาของเสิ่นเหลียน สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงทันตาเห็น
"คุณชายฉู่" เสิ่นเหลียนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
แพขนตาของเขาสั่นระริก ผิวที่ซีดเซียวจนแทบจะโปร่งแสงเผยให้เห็นถึงความเปราะบางที่ราวกับจะแตกหักได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส
ร่างของเสิ่นเหลียนโงนเงนไปมา ฉู่อี้หลานจึงเอื้อมมือไปประคองไว้ จากนั้นก็ก้มตัวลงเล็กน้อยจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกับเสิ่นเหลียน เขาเน้นย้ำทีละคำ "ฉันถามว่านายกำลังทำอะไร"
"เสิ่นเหลียน! แกคิดว่าตัวเองเป็นใครฮะ! ให้มานั่งรินเหล้าเอาใจแขก แต่ดันไปลงไม้ลงมือทำร้ายคนอื่นเนี่ยนะ?!" เฉียนเกาที่เพิ่งได้สติรีบวิ่งหน้าตั้งพุ่งพรวดออกมาจากห้องพร้อมกับด่าทอฉอดๆ "เป็นบุญหัวแค่ไหนแล้วที่ผู้จัดการหลิวเขาถูกใจแก! อย่ามาทำตัวเนรคุณ..."
คำพูดที่เหลือถูกกลืนหายลงคอไปในพริบตา
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนเป็นพวกเจนจัดในวงการ ฟังแค่นี้มีหรือจะไม่เข้าใจเรื่องราว?
ดังนั้น เสิ่นเหลียนจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายเลยว่าเกิดอะไรขึ้น
เฟิงเยวี่ยซานยืนล้วงกระเป๋าด้วยมือข้างหนึ่ง เขากระตุกยิ้มเย็นชาขณะจ้องหน้าเฉียนเกา "ไอ้หนู แกนี่มันอวดดีไม่เบาเลยนะ"