- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 9: เกิดอะไรขึ้น?!
บทที่ 9: เกิดอะไรขึ้น?!
บทที่ 9: เกิดอะไรขึ้น?!
หยางปินเดินเข้ามาด้านหลังฉู่อี้หลานและเห็นชื่อรายการวาไรตี้ที่มุมบนซ้ายของจอ
เขายังไม่ทันได้ตกใจที่ประธานฉู่ดูรายการวาไรตี้ด้วยซ้ำ!
ด้วยมาตรฐานความเป็นมืออาชีพอันยอดเยี่ยม หยางปินรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเช็กข้อมูลที่เกี่ยวข้องทันที
รูปโปรไฟล์ของแขกรับเชิญประจำรายการเรียงรายอยู่ในคอลัมน์แรก
หยางปินอธิบาย "หนึ่งในแขกรับเชิญเป็นดาราหน้าใหม่ครับ"
ส่วนตำแหน่งยาวเหยียดต่อท้ายชื่อของหลี่เจียป๋อนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรสลักสำคัญ
"เรามีโปรเจกต์ร่วมกับทางซิงไคไหม?"
ซิงไคเป็นบริษัทลูกในเครือเหิงไท่ ซึ่งเน้นธุรกิจด้านบันเทิงที่ฉู่อี้หลานก่อตั้งขึ้นเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด
สามนาทีต่อมา หยางปินก็ตอบ "มีงานพรีเซนเตอร์แบรนด์หนึ่งตัวครับ"
เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับจากฉู่อี้หลาน สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้นในใจของหยางปินทันที "มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ ประธานฉู่?"
"ฉันชักสงสัยรสนิยมของคนดูแลซิงไคซะแล้วสิ" ฉู่อี้หลานพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ไอ้หลี่เจียข่ายนี่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักนิด"
แค่ไม่กี่นาที คุณก็เปลี่ยนชื่อเขาไปสองรอบแล้วนะ หยางปินคิดในใจ แต่ในฐานะคนสนิทของฉู่อี้หลาน เขาย่อมเข้าใจความหมายแฝงนั้นดี "เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมจัดการให้"
คราวนี้หยางปินเพิ่งจะมีเวลามานั่งสงสัยว่าทำไมประธานฉู่ถึงมานั่งดูรายการวาไรตี้ได้
ในไลฟ์สด หลี่เจียป๋อก้าวพลาดและตามสัญชาตญาณเขาจึงคว้าตัวเสิ่นเหลียนที่เดินนำหน้าไว้ ถ้าจ้าวหลินไม่ไหวตัวทัน ทั้งสองคนอาจจะกลิ้งตกหน้าผาลงไปพร้อมกันแล้ว
ถึงแม้ทั้งคู่จะปลอดภัยดี แต่เสื้อของเสิ่นเหลียนก็ถูกดึงร่นลงมาจนเผยให้เห็นไฝแดงเม็ดเล็กๆ บนไหล่ขวา
ชั่วขณะนั้น แววตาของฉู่อี้หลานเยียบเย็นและดุดันราวกับหมาป่าล่าเหยื่อ
เสิ่นเหลียนหันกลับไปมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลี่เจียป๋อยิ้มแบบไม่สะทกสะท้าน "โทษที ฉันไม่ได้ระวังน่ะ"
"ไอ้หลี่เจียฟางนี่... ซิงไคไม่ต้องร่วมงานกับมันอีกแล้วนะ" ฉู่อี้หลานพูดเสียงเรียบ
หยางปินแย้งเสียงเบา "หลี่เจียป๋อครับ..."
ฉู่อี้หลานตวัดสายตามอง "อะไรนะ?"
"เปล่าครับ..."
หลังจากปีนขึ้นเนินเขาสูงชัน จ้าวหลินก็ตะโกนบอกให้ทุกคนพัก
เดิมทีเสิ่นเหลียนก็แทบไม่ได้ดื่มน้ำอยู่แล้ว ตอนนี้ริมฝีปากเขาจึงซีดเผือดและแห้งจนลอก
ทีมงานยึดโทรศัพท์มือถือพวกเขาไปหมด เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหันไปถามตากล้อง "ขอโทษนะครับ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?"
เป็นคำถามปกติธรรมดา ตากล้องจึงตอบกลับไปว่า "บ่ายสองสี่สิบครับ"
ไม่รู้ว่าเสิ่นเหลียนคิดอะไรอยู่ จู่ๆ เขาก็คลี่ยิ้มออกมา
เป็นจังหวะเดียวกับที่กล้องโคลสอัปซูมเข้าที่ใบหน้าของชายหนุ่มพอดี
อาจพูดได้ว่านี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปรากฏตัวที่เสิ่นเหลียนยิ้มแบบนี้
มันเป็นรอยยิ้มที่สดใส เจือปนด้วยความดีใจลึกๆ ราวกับแผนการเล็กๆ บางอย่างกำลังจะสำเร็จ ความภาคภูมิใจเอ่อล้นออกมาจากหางตา ทำให้เขาดูงดงามจับตาจนแทบละสายตาไม่ได้
【ใครก็ได้ช่วยขุดวีรกรรมเก่าๆ ของเสิ่นเหลียนมาเตือนสติฉันที ดึงฉันกลับสู่โลกความจริงหน่อย】
【เดี๋ยวก่อน รอยยิ้มแบบนั้นเขาตั้งใจจะอ่อยใครกันแน่?】
นั่นสิ นายกำลังพยายามจะยั่วยวนใครกัน? ฉู่อี้หลานคิดในใจ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—
หยางปินพูดขึ้น "เข้ามาสิ"
ฉู่อี้หลานมีผู้ช่วยหลายระดับอยู่เจ็ดแปดคน แต่มีเพียงหยางปินเท่านั้นที่คอยประกบติดเขาตลอด ผู้ช่วยสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าแสดงท่าทีระแวดระวัง แต่แววตากลับปิดบังความอยากรู้อยากเห็นเรื่องซุบซิบเอาไว้ไม่อยู่!
หยางปิน: "?"
ผู้ช่วยสาวหยิบช่อดอกทานตะวันออกมาจากข้างหลัง น้ำเสียงของเธอยิ่งระมัดระวังกว่าเดิม "ประธานฉู่คะ มีคนส่งดอกไม้มาให้ค่ะ"
พูดจบเธอก็กลั้นหายใจ รอฟังคำสั่งของประธานฉู่ให้เอาทานตะวันช่อนี้ไปโยนทิ้งลงถังขยะ
"เอามานี่" ฉู่อี้หลานสั่งเสียงเรียบ
ผู้ช่วยสาวรีบก้าวเข้าไปส่งดอกทานตะวันให้เขาทันที
ถึงแม้ในช่อจะมีดอกทานตะวันแค่ห้าดอก แต่มันก็บานสะพรั่งและจัดทรงมาอย่างสวยงาม ดูออกเลยว่าคนให้ใส่ใจมาก ทว่ามันก็ดูราคาถูกไปหน่อยเมื่อเทียบกับระดับประธานฉู่
"ยืนบื้ออยู่ข้างหลังทำไม?" ฉู่อี้หลานเอ่ยขึ้น
หยางปินรีบถอยกรูดไปยืนข้างผู้ช่วยสาวทันที
จากนั้นทั้งสองก็เห็นฉู่อี้หลานหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาจากช่อดอกไม้
【ช่วงนี้ผมช็อตนิดหน่อย เลยเปลี่ยนมาให้ดอกไม้เล็กๆ พวกนี้แทน ไว้เงินเดือนออกเมื่อไหร่จะซื้อกุหลาบให้ใหม่นะครับ】
กว่าจะถึงตอนนั้นผมแก่นายคงหงอกหมดแล้วมั้ง ฉู่อี้หลานค่อนขอดในใจ
ผู้ช่วยสาวเบิกตากว้าง ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะสะกิดหยางปินเบาๆ: พี่หยาง! ทำไมประธานฉู่ถึงยิ้มล่ะ?!
หยางปินหลับตาลง ไม่ต้องมาถามเขา เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาเริ่มสงสัยตัวเองแล้วว่าช่วงนี้เขาทำงานหนักไปจนพลาดอะไรไปหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นทำไมจู่ๆ เขาถึงอ่านใจประธานฉู่ไม่ออกเลยล่ะ?
และก็เป็นไปตามคาด ดอกทานตะวันช่อนั้นถูกปักลงในแจกันน้ำใส วางประดับอยู่บนคอนโซลเล็กๆ ข้างประตูคู่กับแจกันใบสวยอีกใบ
ดอกลิลลี่จากคราวก่อนยังไม่ทันเหี่ยวเฉา แถมในบ้านยังมีกุหลาบอยู่อีก
ราวกับว่าจู่ๆ โลกที่จืดชืดของฉู่อี้หลานก็เต็มไปด้วยสีสันขึ้นมา
"เสิ่นเหลียน นายดีใจเรื่องอะไรนักหนาเนี่ย?" จูอิงอวี่ถาม หัวใจเธอเต้นแรงเพราะรอยยิ้มของเสิ่นเหลียน
เสิ่นเหลียนยิ้มบางๆ "ผมเพิ่งส่งดอกทานตะวันไปให้น่ะครับ"
"หืม?"
"ผมหวังว่าคนที่ได้รับจะอารมณ์ดีไปทั้งวันเลย"
จูอิงอวี่: "...ไม่เห็นเข้าใจเลย"
เสิ่นเหลียนหยิบใบไม้แห้งออกจากไหล่ของเธออย่างเป็นธรรมชาติ "ไม่มีอะไรหรอกครับ ไปกันเถอะ"
อีกด้านหนึ่ง ฉู่อี้หลานพับหน้าจอแล็ปท็อปลงเสียงดังปัง
ต่อหน้าสายตาคนนับไม่ถ้วน เสิ่นเหลียนดูเหมือนจะกำลังสารภาพรักแบบอ้อมๆ แต่ชัดเจนที่สุด
ทำไมนายไม่กล้าให้มากกว่านี้หน่อยล่ะ? ฉู่อี้หลานกอดอกและจ้องมองหน้าจอแล็ปท็อปที่ปิดสนิทราวกับมันคือตัวเสิ่นเหลียนเอง
หยางปิน: "..." โธ่เว้ย! ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น?!
จะโทษหยางปินก็ไม่ได้ เขาเพิ่งกลับมาจากทริปดูงานเมื่อเช้านี้เอง
และฉู่อี้หลานก็ไม่ได้เล่าเรื่องของเสิ่นเหลียนให้เขาฟังเลยแม้แต่น้อย
การถ่ายทำวันแรกไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก หลักๆ คือให้แขกรับเชิญได้ทำความรู้จักกันและคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในป่า ความยากในด่านต่อๆ ไปก็จะวนเวียนอยู่ในพื้นที่นี้แหละ
พอตกเย็น แขกรับเชิญทุกคนก็มาถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด
ทุกคนเหนื่อยหอบจนแทบขาดใจ พวกเขารับเสบียงแล้วก็นั่งทรุดลงกับพื้น ไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหนอีก
เสิ่นเหลียนได้โทรศัพท์คืนจากทีมงาน เขาตั้งใจจะส่งข้อความหาผู้ช่วยของฉู่อี้หลานแต่ก็รู้สึกลังเล
เขาไม่เคยเจออีกฝ่ายมาก่อน และที่สำคัญ เรื่องของฉู่อี้หลานก็ไม่ใช่เรื่องที่จะคุยกับคนนอกได้ง่ายๆ
เสิ่นเหลียนคิดว่าจะพักค้างคืนที่บ้านพักรับรอง แต่ทีมงานกลับบอกว่าที่พักไม่พอ
ถ้าเสิ่นเหลียนจะค้าง เขาคงต้องไปเบียดในหอพักชั่วคราวของสตาฟฟ์
เสิ่นเหลียนขมวดคิ้ว จังหวะนั้นเองเฉียนเกาก็โทรมาพอดี
"คืนนี้ว่างไหม?"
เสิ่นเหลียน: "ว่างครับ"
เฉียนเกา: "เดี๋ยวฉันไปรับ มีนัดกินข้าวน่ะ"
เสิ่นเหลียนตกลงทันที จะได้ประหยัดค่าเดินทางด้วย
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้วตอนที่พวกเขาเดินลงจากเขา ระหว่างที่เดินตามกันมา จู่ๆ ก็มีเสียงร้องอุทานดังขึ้น
"เจิ้งเกอ?"
"อาจารย์เจิ้ง เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?!"
เจิ้งเกอก้าวพลาดและลื่นล้มลงไปในบ่อโคลน แผลเก่าที่ข้อเท้ากำเริบจนปวดหนึบ
เขาเป็นลูกรักของรายการ แถมโจวถังซือยังกำชับนักหนาให้ดูแลเขาเป็นพิเศษ ทีมงานจึงแห่กันเข้าไปมุงราวกับอยากจะหาเปลหามเจิ้งเกอลงจากเขาให้รู้แล้วรู้รอด
เสิ่นเหลียนปรายตามองแวบหนึ่งแล้วเดินต่อไป
เฉียนเกาอยู่ใกล้ๆ นี่เอง น่าจะใช้เวลาอีกประมาณสิบนาทีก็ถึง
เจิ้งเกอที่ถูกประคองอยู่ทั้งซ้ายและขวาเงยหน้าขึ้นมาพอดี และเห็นแผ่นหลังของเสิ่นเหลียนที่กำลังเดินจากไป
ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจเจิ้งเกออย่างชัดเจน
ตลอดการถ่ายทำวันนี้ เสิ่นเหลียนไม่ได้ทำตัวล้ำเส้นเลย ตรงกันข้าม การแสดงออกของเขากลับสงบนิ่งผิดคาด ไม่เหมือนคนที่เพิ่งเคยออกรายการวาไรตี้ผจญภัยครั้งแรกเลยสักนิด
เมื่อสองเดือนก่อน พวกเขายังสาดโคลนใส่กันบนอินเทอร์เน็ตอยู่เลย เจิ้งเกอชนะขาดลอยในขณะที่เสิ่นเหลียนโดนด่าเละเทะ มาเจอกันวันนี้ เสิ่นเหลียนไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ หรือ?
การเปลี่ยนแปลงหน้ามือเป็นหลังมือของเสิ่นเหลียนทำให้เจิ้งเกอตั้งรับไม่ทัน
"พี่เฉียน ผมถึงแล้ว รถพี่คันไหนครับ?" เสิ่นเหลียนคุยโทรศัพท์
จังหวะเดียวกันนั้น รถปากานีสีเทาคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านพัก
เสิ่นเหลียนกวาดสายตามองไปรอบๆ และเห็นรถของเฉียนเกากำลังเปิดไฟกะพริบอยู่ เขาจึงวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา
ทีมงานพยุงเจิ้งเกอลงมาถึงตีนเขา ชายในชุดสูทสุดเนี้ยบก้าวลงมาจากรถปากานี แม้จะมองจากระยะไกลและมีแสงไฟสลัว แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงออร่าความไม่ธรรมดาของเขา
เจิ้งเกอโผเข้าสู่อ้อมกอดของชายคนนั้น พูดอะไรบางอย่างกับเขา ก่อนจะหันไปมองทางเสิ่นเหลียน
ชายคนนั้นรีบสาวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปหา
แต่เสิ่นเหลียนขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว
เฉียนเกาจำเขาได้ "เชี่ย โจวถังซือนี่หว่า! เสิ่นเหลียน นี่นายไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกเนี่ย?"
แค่ได้ยินชื่อโจวถังซือ เสิ่นเหลียนก็รู้สึกซวยแล้ว เขาตอบเสียงเย็นชา "ออกรถเลย"
เฉียนเกาเหยียบคันเร่งตามสัญชาตญาณ รถตู้พี่เลี้ยงคันเก่าซิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ขับเฉี่ยวหน้าโจวถังซือไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ทิ้งฝุ่นตลบอบอวลไว้เบื้องหลัง
ทุกคน: "..."