- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 7: ปั่นประสาทชาวบ้าน
บทที่ 7: ปั่นประสาทชาวบ้าน
บทที่ 7: ปั่นประสาทชาวบ้าน
เสิ่นเหลียนไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าตอนนี้ชาวเน็ตกำลังรุมด่าเขาเละเทะแค่ไหน
และทันทีที่เจิ้งเกอเห็นเสิ่นเหลียน เขาก็รู้สึกสับสนไปหมด
รอยยิ้มของเขาแข็งค้าง แววตาเปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้ ซุกซ่อนความระแวดระวังและความขุ่นเคืองไว้ลึกๆ แต่เขาดูเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่ากล้องกำลังจับภาพอยู่ อารมณ์ด้านลบเหล่านั้นจึงมลายหายไปในพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความประนีประนอมและไม่ถือสาหาความ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เสิ่นเหลียน"
เสิ่นเหลียนคิดในใจ แอคติ้งก็ไม่เลวนี่ ทำไมพวกแอนตี้บางคนถึงชอบด่าเจิ้งเกอว่าแสดงแข็งเป็นหินล่ะเนี่ย?
เสิ่นเหลียนพยักหน้ารับ "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"
【เชี่ย! เสี่ยวเกอของฉันโดนรังแกจนน่าสงสาร】
【เสิ่นเหลียนมันจะมาไม้ไหนอีกเนี่ย?!】
【เด็กใหม่รายงานตัว ขอถามหน่อยว่า นี่ใช่เสิ่นเหลียนที่พวกคุณด่าว่าตาเหล่ ปากเบี้ยว หน้าเหมือนใยบวบเน่าหรือเปล่า?】
【พระเจ้าช่วย! เผลอกดเข้ามาดูรายการวาไรตี้นี้ พ่อหนุ่มเสื้อยืดสีฟ้านี่ใครอ่ะ หล่อทะลุจอมาก ขอวาร์ปด่วนๆ ภายในสามนาที!】
【เมนต์บนรับเสิ่นเหลียนลงเหรอ? หิวมาจากไหนเนี่ย?】
【ตอบเมนต์บน ฉันจะชอบใครมันก็เรื่องของฉัน หนักหัวใครไม่ทราบ?】
ช่องคอมเมนต์ลุกเป็นไฟด้วยการโต้เถียงอย่างดุเดือดทันที
บอกตามตรงนะ แม้แต่พวกนักปั่นมืออาชีพก็ยังใบ้กิน
เดิมทีพวกเขากะจะมาปั่นกระแสให้เจิ้งเกอ เพราะหมอนี่มันตัวเรียกยอดเอ็นเกจเมนต์อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเสิ่นเหลียนจะ "โต้กลับอย่างเผ็ดร้อน" หลังจากเงียบหายไปถึงสองเดือน
เปลี่ยนคาแรคเตอร์งั้นเหรอ?
แต่ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าสนใจทีเดียว
ทุกคนจึงตัดสินใจรอดูสถานการณ์ไปก่อน
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การเผชิญหน้ากันระหว่างเจิ้งเกอกับเสิ่นเหลียนก็สร้างอิมแพคได้ดีกว่าที่ทีมงานคาดไว้มาก!
เดิมทีทีมงานตั้งใจจะให้เสิ่นเหลียนเป็นเป้าสายตา เพื่อดึงดูดอารมณ์ด้านลบของผู้ชมมาลงที่เขา ไม่จำเป็นต้องให้แอร์ไทม์อะไรมากมาย ยังไงซะเขาก็เก่งเรื่องขุดหลุมฝังตัวเองอยู่แล้ว ขอแค่มีฉากโง่ๆ สักสองสามฉากเพื่อกระตุ้นอารมณ์คนดูก็พอ
ใครจะไปรู้ว่าตอนที่แขกรับเชิญทุกคนยืนรวมกัน เสิ่นเหลียนกลับยืนตัวตรงสง่าผ่าเผยราวกับต้นสน ดึงดูดสายตาผู้คนให้หันไปมองได้ในทันที
และคนประเภทนี้แหละที่เป็นลูกรักของตากล้องอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อสังเกตเห็นว่ากล้องจับภาพมาที่ตนนานแล้ว เสิ่นเหลียนก็หรี่ตาลงพร้อมกับเผยรอยยิ้มบางๆ
คอมเมนต์: 【???】
【ไม่นะ ไอ้งั่งนี่คิดว่าเก๊กหล่อแล้วจะดูดีขึ้นมางั้นเหรอ?】
【ในฐานะคนโรคจิต ขอการันตีว่าเขาหล่อของจริง】
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ายอดผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียของเสิ่นเหลียนที่นิ่งสนิทมานาน กำลังค่อยๆ เพิ่มขึ้น...
มื้อเที่ยงเป็นข้าวกล่อง และช่วงบ่ายก็เริ่มถ่ายทำอย่างเป็นทางการ โดยยังคงเป็นรูปแบบการถ่ายทอดสด
ภายในห้องพักนักแสดง บรรยากาศอึมครึมอย่างประหลาด
แทบไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย
"เสิ่นเหลียน ข้าวแค่นั้นกินอิ่มเหรอ?" จูอิงอวี่เดินเข้ามาพร้อมกับข้าวกล่องในมือ ข้าวในนั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
เจิ้งเกอเหลือบมองมาทางนี้
เสิ่นเหลียนเงยหน้าขึ้น "อิ่มสิ กินไม่หมดเหรอ?"
"อืม" จูอิงอวี่พยักหน้า "ฉันต้องรักษาหุ่นน่ะ"
เสิ่นเหลียนยื่นกล่องข้าวของตัวเองให้ "งั้นเทมาให้ฉันสิ"
ไม่รู้ว่าทีมงานจงใจหรือเปล่า แต่ปริมาณอาหารของเสิ่นเหลียนไม่เพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ยังมีแต่ผักอีกต่างหาก เมื่อเทียบกับข้าวกล่องที่มีเนื้อสามอย่างและผักหนึ่งอย่างของแขกรับเชิญคนอื่นๆ แล้ว ช่างน่าสมเพชนัก
ทีมงานก็กำลังรออยู่เช่นกัน รอให้เสิ่นเหลียนระเบิดอารมณ์ เพื่อจะได้มีอะไรเด็ดๆ ให้คนดูตอนเริ่มออกอากาศ
ใครจะรู้ว่าหมอนี่จะนิ่งเป็นหินขนาดนี้
ตอนที่จูอิงอวี่ตักข้าวให้เสิ่นเหลียน เธอยังแบ่งหมูสามชั้นตุ๋นกับพริกหยวกยัดไส้ให้เขาด้วย
เสิ่นเหลียนมองจูอิงอวี่แล้วพูดเสียงเบา "ขอบใจนะ"
จูอิงอวี่ยิ้มรับ
หลังจากจูอิงอวี่กลับไปนั่งที่ เฟิงซูซูที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็กัดตะเกียบแล้วพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "พี่อิงอวี่นี่เข้ากับคนง่ายจังเลยนะคะ"
วันนี้จูอิงอวี่มัดผมหางม้า ดูทะมัดทะแมง ส่วนเฟิงซูซูใส่ชุดสีลูกกวาด ดูยังไงก็ไม่ใช่ชุดลำลอง แต่เหมือนคอสเพลย์ตัวการ์ตูนมากกว่า
จูอิงอวี่สบตาเฟิงซูซู รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
วินาทีต่อมา เธอก็ได้ยินเสิ่นเหลียนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน "ถ้าฉันจำไม่ผิด จูอิงอวี่อายุน้อยกว่าเธอนะ"
ขนตาของเฟิงซูซูสั่นระริก
เสิ่นเหลียนปิดฉากด้วยประโยคเด็ด "เด็กกว่าตั้งสองปีแน่ะ"
ตอนที่ข้อมูลแขกรับเชิญเพิ่งปล่อยออกมา เสิ่นเหลียนก็จำรายละเอียดของทุกคนไว้หมดแล้ว
เฟิงซูซูเงียบกริบ ก้มหน้าก้มตากินข้าว แต่ใครมีตาก็มองออกว่าเธอไม่สบอารมณ์สุดๆ
"โธ่เอ๊ย ห่างกันแค่สองปีเอง ไม่เห็นเป็นไรเลย" หลี่เจียป๋อรีบกระโดดเข้ามาไกล่เกลี่ย เขายิ้มแย้มขณะพูดกับเฟิงซูซู "เธอควรเรียนรู้จากเสิ่นเหลียนนะ ความหน้าด้านของเขาน่ะหาตัวจับยาก"
เขามักจะพูดไปยิ้มไป ซึ่งช่วยกลบเกลื่อนความมุ่งร้ายที่ซ่อนอยู่ได้อย่างแนบเนียน ทำให้ดูเหมือนเป็นแค่เรื่องตลก
สีหน้าของเฟิงซูซูเปลี่ยนไป ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเสิ่นเหลียนอยู่ตำแหน่งไหนในรายการ—ก็แค่กระสอบทรายนี่นา
เฟิงซูซูจึงเรียกความมั่นใจกลับคืนมา เธอวางตะเกียบลงแล้วแกล้งกระแอมไอกระซิก "เสิ่นเหลียน ช่วยแชร์ประสบการณ์หน่อยสิคะ?"
"หน้าหนาเข้าไว้" เสิ่นเหลียนพูดต่อ "ตราบใดที่หน้าหนาพอ ก็ไม่มีอาวุธไหนทำอะไรเธอได้หรอก"
เฟิงซูซูกำลังจะหัวเราะเยาะ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสิ่นเหลียนพูดต่อ "แต่เธอมีพรสวรรค์พิเศษอยู่แล้ว คงไม่ต้องเรียนรู้หรอกมั้ง แค่คลุกคลีในวงการนี้สักสองวันก็คงเชี่ยวชาญแล้วล่ะ"
น้ำเสียงของเขาเป็นธรรมชาติยิ่งกว่าใครๆ ไม่มีเค้าลางของการประชดประชันแม้แต่น้อย ราวกับรุ่นพี่ที่กำลังถ่ายทอดวิชาให้รุ่นน้องด้วยความหวังดี
ในเรื่องของฝีปาก เฟิงซูซูยังห่างชั้นนัก เธอได้แต่ตาตุกยิกๆ
หลี่เจียป๋อแสดงท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย "เสิ่นเหลียน สุภาพกับผู้หญิงหน่อยสิ"
"นายเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับภาพลักษณ์ 'หนุ่มซันไชน์' ก็เลยไม่ยอมทุ่มเทให้กับการแสดงสินะ ดูอย่างฟางเคอสิ เขาเพิ่งเดบิวต์ได้แค่ปีเดียว ถึงจะเป็นแค่เว็บดราม่าแต่ก็ฮิตติดลมบนทั้งนั้น" เสิ่นเหลียนยังคงสลัดคราบซูเปอร์สตาร์ในชาติก่อนไม่หลุด น้ำเสียงของเขาจึงเต็มไปด้วยอำนาจบารมี "ฟางเคอ พยายามต่อไปนะ อนาคตนายไปได้สวยแน่"
ฟางเคอเป็นคนถ่อมตัวและใฝ่รู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แถมเสิ่นเหลียนก็ถือเป็นรุ่นพี่ เมื่อได้รับคำชม เขาจึงพยักหน้ารัวๆ "ครับๆ ผมจะพยายามต่อไปครับ"
จ้าวหลิน พี่ใหญ่ของกลุ่ม มองดูเสิ่นเหลียนพ่นน้ำลายใส่ใครก็ตามที่กล้าแหยม สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอกเขาว่า นิ่งเสียตำลึงทองดีกว่า
"นี่" เจิ้งเกอวางกล่องข้าวลง ในที่สุดก็ยอมสบตากับเสิ่นเหลียนตรงๆ สีหน้าของเขาแฝงไว้ด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ น้ำเสียงฟังดูน่าสงสารและไร้หนทาง "เสิ่นเหลียน อย่าทำแบบนี้เลยนะ โจวถังซือกับฉัน..."
"โจวถังซือ" เสิ่นเหลียนพูดแทรก พลางนวดขมับด้วยความรำคาญใจสุดขีด แล้วพูดอย่างจริงจัง "เราเลิกพูดชื่อกาลกิณีนี้สักทีได้ไหม?"
เขาถูกโจวถังซือหลอกใช้เยี่ยงสุนัข จนกระทั่งเจ้าของร่างเดิมต้องจบชีวิตลง
เรียกได้ว่าถ้าไม่มีการหลอกใช้และทำร้ายอย่างเลือดเย็นของโจวถังซือ เจ้าของร่างเดิมก็คงไม่ต้องมีจุดจบแบบนี้
เจิ้งเกอถึงกับอึ้ง
คนอื่นๆ ก็เหมือนโดนกดปุ่มปิดเสียงไปตามๆ กัน
ไม่ต้องพูดถึงเจิ้งเกอเลย ในที่นี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเสิ่นเหลียนคลั่งไคล้โจวถังซือ? ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาทำเรื่องบ้าบอเพื่อโจวถังซือมาตั้งเท่าไหร่? จะเรียกว่าเป็นคนคลั่งรักระดับตำนานเลยก็ว่าได้
แต่นั่นมันเจ้าของร่างเดิม สำหรับเสิ่นเหลียนแล้ว โจวถังซือก็แค่ไอ้โง่ที่เห็นแก่ตัว หัวรั้น และไร้ศีลธรรมสิ้นดี ถ้าเป็นไปได้ ชาตินี้อย่าได้โคจรมาเจอกันอีกเลย
"กินข้าว! กินข้าว!" จ้าวหลินทนไม่ไหวจนต้องตะโกนออกมาสองรอบ
ทีมงาน: "..."
เดิมทีตั้งใจจะปั่นประสาทเสิ่นเหลียน ไม่ใช่ให้เสิ่นเหลียนมาปั่นประสาทชาวบ้านแบบนี้
หลังจากนั้น ตอนที่เจิ้งเกอลุกขึ้นยืน เขาดูเหมือนยังคงช็อกกับคำพูดของเสิ่นเหลียนเมื่อครู่ ท่าทางดูล่องลอยไปเลย
เสิ่นเหลียนนั้นทั้งเกียจคร้านและเย็นชา ในเมื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้ เขาก็จะใช้ไพ่เน่าๆ ในมือนี่แหละ ถล่มพวกมันให้ราบคาบไปเลย