- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 3: กุหลาบเย้ายวน
บทที่ 3: กุหลาบเย้ายวน
บทที่ 3: กุหลาบเย้ายวน
ด้วยชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของเจ้าของร่างเดิมในตอนนี้ แน่นอนว่าย่อมไม่มีรถตู้ของบริษัทมารับ และไม่มีแม้แต่ผู้ช่วย
เสิ่นเหลียนเรียกแท็กซี่ตามที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครจำได้แล้วปาเปลือกกล้วยใส่ เขาจึงสวมหน้ากากอนามัยเอาไว้ ทว่าดวงตาคู่สวยงดงามที่เผยให้เห็นก็ดึงดูดจนคนขับอดไม่ได้ที่จะลอบมองอยู่หลายครั้ง
การถ่ายทำโฆษณาเป็นเรื่องง่ายราวกับปอกกล้วยเข้าปากสำหรับเสิ่นเหลียน เขาตั้งใจจะรีบถ่ายให้เสร็จแล้วกลับไปหาฉู่อี้หลาน
เมื่อมาถึงกองถ่าย สตาฟฟ์กำลังเดินขวักไขว่ เสิ่นเหลียนรั้งตัวไว้คนหนึ่ง ถอดหน้ากากออกแล้วถามว่า "สวัสดีครับ ขอโทษนะครับ สตูดิโอถ่ายทำต้องไปทางไหนครับ?"
หญิงสาวชะงักไป ความงามไร้ที่ติที่ปรากฏขึ้นกะทันหันทำให้เธอพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ค่อยๆ รู้สึกว่าคนตรงหน้าดูคุ้นตา... "...เสิ่นเหลียนเหรอคะ?"
"ครับ"
หญิงสาว: "..."
เธอเคยเห็นเสิ่นเหลียนมาก่อน เวลาที่ผู้จัดการพาชายหนุ่มมากองถ่าย เขาจะก้มหน้าก้มตา ห่อไหล่ สีหน้าแฝงความประจบประแจงอย่างน่าเวทนา ช่างแตกต่างจากตอนนี้ลิบลับ ตอนนี้เขาดูเจิดจ้าเสียจนแสงแดดยังต้องยอมแพ้
หญิงสาวใจอ่อนยวบลง "เดี๋ยวฉันพาไปค่ะ"
เสิ่นเหลียนคลี่ยิ้ม "ขอบคุณมากครับ!"
ระหว่างทาง หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะเตือนเขา "เมื่อวานคุณไม่ได้มา ช่างภาพจ้าวป้านโกรธมากเลยนะคะ"
"อืม" เสิ่นเหลียนตอบรับ "เมื่อวานผมมีไข้ ลุกไม่ขึ้นน่ะครับ"
แววตาเห็นใจของหญิงสาวยิ่งลึกซึ้งขึ้น
ใครๆ ก็รู้ว่าเสิ่นเหลียนกำลังจะถูกบริษัทเขี่ยทิ้ง พวกเขาจึงรีบกอบโกยผลประโยชน์เฮือกสุดท้ายจากเขา ส่งผลให้เขามีงานล้นมือทุกวัน ต่อให้เป็นมนุษย์เหล็กก็คงรับไม่ไหว
"ถึงแล้วค่ะ" หญิงสาวพาเขามาที่หน้าประตูสตูดิโอ 3
เสิ่นเหลียนกล่าวขอบคุณเธออีกครั้ง
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในสตูดิโอ เขาก็ได้ยินเสียงเยาะเย้ยแกมหยอกล้อ "ซูเปอร์สตาร์เสิ่นเหลียนยอมลดตัวมาแล้วงั้นสิ?"
พูดตามตรง การทำงานกับไก่อ่อนทำให้หมดอารมณ์สุดๆ แต่ค่าตัวเสิ่นเหลียนนั้นถูกแสนถูก หลังจากสองบริษัทแยกตัวกัน การได้เขามาทำงานก็แทบไม่ต่างอะไรกับได้มาฟรีๆ
เสิ่นเหลียนยืนอยู่ตรงประตู มองช่างภาพจ้าวป้านด้วยท่าทีอ่อนน้อมและให้เกียรติ "ขอโทษที่เมื่อวานผมผิดนัดนะครับ วันนี้ผมจะทำตามที่คุณจัดแจงทุกอย่าง จะถ่ายยังไงก็ได้เลยครับ"
จ้าวป้านถึงกับอึ้ง
จากนั้นเมื่อมองดูดีๆ จ้าวป้านก็ตระหนักว่า แม้อีกฝ่ายจะสวมเพียงกางเกงสีดำเรียบๆ กับเสื้อเชิ้ตสีขาวและเซตผมแบบลวกๆ ทว่าท่าทีกลับดูเกียจคร้าน ต่อให้จะพยายามเก็บซ่อนอารมณ์ไว้แค่ไหน ความเย่อหยิ่งที่แผ่ซ่านออกมาจากเครื่องหน้าก็ตรงกับความรู้สึกที่จ้าวป้านต้องการในทันที
เสิ่นเหลียนคนนี้... ทำไมถึงดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ขนาดนี้?
จ้าวป้านเป็นพวกให้ความสำคัญกับ "อินเนอร์" เขาเรียกทีมงานให้เริ่มงานทันที
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่งคือ เซนส์ในการสู้กล้องของเสิ่นเหลียนนั้นยอดเยี่ยมมาก... ชายหนุ่มใช้ประโยชน์จากส่วนสูงร้อยแปดสิบเซนติเมตรของตัวเอง แม้รูปร่างจะค่อนข้างเพรียวบางแต่สัดส่วนกลับสมดุล ส่วนโค้งเว้าของช่วงเอวเผยให้เห็นชัดเจนผ่านรอยยับของเสื้อผ้าตามจังหวะการเคลื่อนไหว ใบหน้าหล่อเหลานั้นแฝงไปด้วยความผ่อนคลายและเอาอยู่
จ้าวป้านเม้มปากพลางส่งสัญญาณให้เสิ่นเหลียนเปลี่ยนโพส เขาแทบไม่ต้องอธิบายให้มากความ เสิ่นเหลียนก็ปรับท่าทางได้ตรงตามที่เขาต้องการเป๊ะ
ชายหนุ่มเผยยิ้มบางเบา... ดูยั่วยวนสามส่วนและห่างเหินเจ็ดส่วน ดึงดูดให้ผู้คนอยากมอง แต่กลับไม่กล้าเข้าใกล้หรือล่วงเกิน
จ้าวป้านเริ่มอินกับงานและสัญชาตญาณการแสวงหาความสมบูรณ์แบบก็ทำงาน เขาขมวดคิ้วพลางเอ่ย "ยังยั่วไม่พอ"
แต่ลูกค้าสปอนเซอร์ระบุมาว่าต้องเป็นชุดนี้ ซึ่งเป็นเสื้อเชิ้ตสีดำสไตล์ธรรมดาทั่วไป จึงไม่มีลูกเล่นอะไรให้พลิกแพลงมากนัก
เสิ่นเหลียนพยักหน้ารับเมื่อได้ยิน บ่งบอกว่าเขาเข้าใจแล้ว
จ้าวป้าน: "?"
เสิ่นเหลียนกวาดสายตามองไปรอบๆ นัยน์ตาสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย เขาเดินเร็วๆ ไปที่โต๊ะ ดึงดอกกุหลาบสีแดงออกจากแจกัน แล้วเทน้ำครึ่งขวดราดลงบนหน้าอกตัวเอง
จ้าวป้าน: "??"
หลังจากทำแบบนั้น เสิ่นเหลียนก็หันกลับมามองจ้าวป้าน เขายังคงท่วงท่าผ่อนคลายและอิสระ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดูมีเสน่ห์ยั่วยวนขึ้นมาในพริบตา
จ้าวป้าน: "???"
เสิ่นเหลียนนั่งลงบนเก้าอี้ ทิ้งตัวพาดขาอย่างสบายๆ พลางหยอกล้อกับดอกกุหลาบในมือ
นี่เป็นเพียงการด้นสดเท่านั้น ในชีวิตก่อน เสิ่นเหลียนคือลูกรักของตากล้อง เขารู้ดีว่าช่างภาพพวกนี้ชอบอะไร
ด้วยแผงอกที่เปียกชุ่ม เสิ่นเหลียนดูเกียจคร้านและเย้ายวน ราวกับกุหลาบที่เบ่งบานจนถึงขีดสุดในยามค่ำคืน กำลังจะร่วงโรยแต่กลับส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย
ให้ความรู้สึกราวกับว่า หากบีบเค้นแรงๆ น้ำหวานสีสวยข้นคลั่กก็จะเอ่อล้นทะลักออกมาเต็มฝ่ามือ
มันคือแรงดึงดูดทางเพศที่ทำเอาเสียวสันหลังวาบ
ขณะที่จ้าวป้านกดชัตเตอร์ เขารู้สึกเพียงแค่คอแห้งผาก
ในขณะเดียวกัน ทั้งสตูดิโอก็ตกอยู่ในความเงียบงันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทุกคนหยุดมือจากงานแล้วจ้องมองเสิ่นเหลียนตาไม่กะพริบ
เขาชินกับมันแล้ว เสิ่นเหลียนนิ่งสงบมาก ท้ายที่สุด มงกุฎเกียรติยศทุกวงที่สวมอยู่บนหัวในชีวิตก่อน ล้วนได้มาด้วยความสามารถที่แท้จริง เจ้าของร่างเดิมก็มีใบหน้าเดียวกับเขา ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องพ่ายแพ้
เดิมทีจ้าวป้านรู้สึกว่าถ่ายเสิ่นเหลียนเพิ่มแม้แต่รูปเดียวก็เสียเวลาเปล่า แต่ตอนนี้ในกล้องเขากลับมีแต่รูปเสิ่นเหลียนเต็มไปหมด งานที่กะจะให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง กลับถูกยืดเยื้อออกไปเป็นการถ่ายทำถึงสามชั่วโมงอย่างดื้อรั้น
ช่วยไม่ได้ ก็คนมันหล่อเกินไปนี่นา
เสิ่นเหลียนออกมาตั้งแต่บ่าย จนตอนนี้ดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว
เมื่องานถ่ายทำสิ้นสุดลง จ้าวป้านก็พูดจาสุภาพขึ้นมาก "อาจารย์เสิ่น คุณนี่เป็นเพชรเม็ดงามที่ถูกซ่อนไว้จริงๆ"
เสิ่นเหลียนไม่ได้โต้แย้ง "ก่อนหน้านี้บริษัทกำหนดภาพลักษณ์มาให้น่ะครับ เลยไม่มีทางเลือก"
จ้าวป้านทำหน้าเหมือนเพิ่งตาสว่าง ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นบริษัทของเสิ่นเหลียน... ก็สายตาสั้นสิ้นดี
หลังจากจัดการงานส่วนที่เหลือเสร็จ เสิ่นเหลียนก็นั่งแท็กซี่กลับทางเดิม
เมื่อว่างแล้ว เสิ่นเหลียนก็มีเวลามาคิดเรื่องฉู่อี้หลาน
ยิ่งคิดก็ยิ่งเบิกบานใจ
ถูกต้อง เขาหลงใหลในรูปลักษณ์ เขาปรารถนาในร่างกายของฉู่อี้หลาน เขามันพวกมักมาก
แต่ตามความเป็นจริง หลังจากครองตัวเป็นโสดมาถึงยี่สิบแปดปี จู่ๆ ก็ได้เจอคนที่ถูกใจ ความรู้สึกราวกับมีดอกไม้ไฟตระการตาระเบิดอยู่ตรงหน้า ถือเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่งสำหรับเสิ่นเหลียน
เสิ่นเหลียนเป็นคนที่มีความต้องการต่ำมาก เพราะเขามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้วในชีวิตก่อน แต่ตอนนี้เมื่อมีใครบางคนมาอยู่ในใจ เขาก็เหมือนกลับไปเป็นเด็กหนุ่มอีกครั้ง หัวใจเต้นระรัวราวกับนกที่ติดอยู่ในกรงขัง
ส่วนเรื่องเละเทะที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้... เสิ่นเหลียนไม่ได้คิดว่ามันเลวร้ายขนาดนั้น
เขาเป็นคนประเภทที่แฟนคลับมักเรียกว่า "หัวรั้น" และ "อึดตายยาก" ในบรรดาคนมากมายที่เคยอยากให้เสิ่นเหลียนตาย ไม่มีใครสามารถสู้หรือยืนหยัดได้นานกว่าเขาเลย
ระหว่างที่สลบไปเมื่อวาน เสิ่นเหลียนได้ทบทวนพล็อตเรื่องในนิยายทั้งหมดอีกครั้ง
เนื้อหาไม่ได้มีสาระอะไรมากมาย เรื่องราวทั้งหมดมีแค่การดึงดันทางอารมณ์ระหว่างโจวถังซือกับเจิ้งเกอ ส่วนเจ้าของร่างเดิมก็เป็นแค่ตัวประกอบที่โผล่มาไม่กี่ครั้งแล้วก็ตาย
ในทางกลับกัน ฉู่อี้หลานต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนักในช่วงหลัง ซึ่งนั่นทำให้เสิ่นเหลียนรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก
พ่อแม่ของฉู่อี้หลานจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก เขาจึงไม่ค่อยได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว ประโยคของเจิ้งเกอที่ว่า "จากนี้ไปฉันจะเป็นครอบครัวให้คุณเอง" จึงทำลายกำแพงในใจของเขาลงได้อย่างง่ายดาย
แต่เจิ้งเกอปฏิบัติต่อฉู่อี้หลานเหมือนเป็นแค่ตัวสำรอง ความรักที่เรียกกันว่าซาบซึ้งตรึงใจของตัวเอกทั้งสอง กลับเหยียบย่ำชีวิตและความเสียสละของคนอื่น
เสิ่นเหลียนเกลียดเรื่องแบบนี้ที่สุด
"เดี๋ยวก่อนครับ" เสิ่นเหลียนพูดขึ้นกะทันหัน "พี่คนขับ ช่วยจอดรถแป๊บนึงนะครับ ขอเวลาสามนาที เดี๋ยวผมบวกเพิ่มให้อีกสิบหยวน"
คนขับย่อมไม่มีข้อกังขา
หลังจากลงจากรถ เสิ่นเหลียนก็วิ่งเหยาะๆ ไปที่ร้านดอกไม้ แล้วซื้อกุหลาบแดงมาหนึ่งช่อ
ชอบใคร เขาก็เต็มใจที่จะเอาอกเอาใจและทะนุถนอมคนคนนั้น
กว่าเสิ่นเหลียนจะกลับมาถึงวิลล่าของฉู่อี้หลาน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
เขาเดินฮัมเพลงขึ้นบันได ทว่าก่อนที่จะทันได้กดออด ประตูก็เปิดออกเสียก่อน
ฉู่อี้หลานยืนอยู่ตรงประตู ทั่วร่างแผ่รังสีอำมหิต
เสิ่นเหลียนกะพริบตา เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
ฉู่อี้หลานพาเสิ่นเหลียนกลับบ้าน ไม่ใช่แค่เพราะเหตุผลที่อธิบายไม่ได้บางอย่าง แต่ยังกะจะรอดูงิ้วด้วย
ราวกับจู่ๆ ก็เจอของเล่นแก้เบื่อที่ทำตัวเอาแต่ใจและโง่เง่า เขาอยากจะดูว่าอีกฝ่ายจะเล่นตุกติกไปได้ไกลสักแค่ไหน
แต่เมื่อฉู่อี้หลานกลับมาถึงบ้านวันนี้แล้วไม่เห็นใคร ความโกรธก็เริ่มเดือดพล่านในอก
กล้าปั่นหัวเขางั้นเหรอ?
ฉู่อี้หลานเอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อเสิ่นเหลียนอย่างแรง
ด้วยจังหวะที่ยืนอยู่ เสิ่นเหลียนจึงถลาไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน จนแทบจะคุกเข่าลงบนขั้นบันได
เรี่ยวแรงของฉู่อี้หลานมหาศาลมาก แทบจะหิ้วปีกเขาขึ้นมาอยู่แล้ว ใบหน้าคมคายของชายหนุ่มดูราวกับใบมีดอันเย็นเยียบที่สะท้อนประกายวาววับในยามค่ำคืน
"หนีไปแล้ว จะกลับมาอีกทำไม?" นัยน์ตาของฉู่อี้หลานเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "ทำไม โจวถังซือไม่ยอมช่วยล่ะสิ กลัวว่าฉันจะเอาคืน ก็เลยซมซานหางจุกตูดกลับมา..."
ยังไม่ทันพูดจบ ดอกกุหลาบช่อหนึ่งก็ถูกยัดใส่ตรงหน้า
วินาทีต่อมา ใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าก็โผล่พ้นออกมาจากหลังช่อกุหลาบ เสิ่นเหลียนส่งยิ้มให้ "ผมไม่ได้หนีซะหน่อย ผมตั้งใจไปซื้อดอกไม้นี่มาให้คุณต่างหาก ชอบไหมครับ?"
โดนกระสุนความหวานยิงแสกหน้าเข้าเต็มเปา ความโกรธของฉู่อี้หลานก็มลายหายไปในพริบตา เขาตั้งตัวไม่ทันจริงๆ
"ผมจะไปไหนได้ล่ะ?" เสิ่นเหลียนดูไม่ได้ใส่ใจกับความป่าเถื่อนของฉู่อี้หลานเลยแม้แต่น้อย เขาพูดด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม "ผมผิดเองแหละ ลืมฝากป้าเฟินบอกคุณไว้ นึกว่าจะกลับมาเร็วกว่านี้ซะอีก"
ฉู่อี้หลานเป็นคนที่ขาดความรู้สึกปลอดภัยอย่างหนักและเกลียดการถูกหลอกลวงเป็นที่สุด
เสิ่นเหลียนลูบขนเอาใจเขา "ถ้ายังไม่เชื่อ งั้นจุ๊บทีนึงเอาไหม?"
เขาทำปากจู๋เล็กน้อยแล้วชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ ฉู่อี้หลานที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนถึงกับหูร้อนผ่าว และรีบผลักเขาออกไปทันที