- หน้าแรก
- เมื่อผมมีแต้มสถานะระดับท็อปในโลกธุรกิจ
- บทที่ 2: เดี๋ยวฝึกให้ใหม่ได้นะ
บทที่ 2: เดี๋ยวฝึกให้ใหม่ได้นะ
บทที่ 2: เดี๋ยวฝึกให้ใหม่ได้นะ
ฉู่อี้หลานมีน้ำเสียงที่ทั้งทุ้มและมีเสน่ห์ ทว่าในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความอันตราย "ถ้ามันช่วยให้ฉันหายแค้นล่ะ? แล้วถ้ามันไม่ช่วยล่ะ?"
ความหมายแฝงก็คือ ไม่ว่าจะยังไง แกก็ต้องตายอยู่ดี
เสิ่นเหลียนหรี่ตาลง ความรู้สึกเสียวซ่านแล่นปร๊าดจากกระดูกก้นกบ
ให้ตายเถอะ ถึงแม้โชคชะตาจะเล่นตลก แต่ก็ยังใจดีอยู่บ้าง แค่เสียงของฉู่อี้หลานก็ทำเอาเขาเข่าอ่อนได้ขนาดนี้แล้ว
สมกับที่เขาว่ากันว่า เมื่ออดอยากปากแห้งมานาน แค่ได้ลิ้มรสเพียงนิดก็แทบจะขาดใจตายได้เลย
สายตาของฉู่อี้หลานเลื่อนต่ำลง จับจ้องไปยังไหปลาร้าขาวเนียนของเสิ่นเหลียนอย่างไม่ได้ตั้งใจ มันดูสวยงาม แม้จะผอมไปสักหน่อยก็ตาม
เสิ่นเหลียนแย้มยิ้มบางๆ "ถ้าคุณฉู่หายแค้นแล้ว ก็โปรดเมตตาปล่อยผมไปเถอะครับ แต่ถ้ายังไม่หาย จะรับเพิ่มอีกสักแก้วก็ได้นะ"
ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดเหล่านี้กลับยิ่งกระพือโทสะของชายหนุ่ม ฉู่อี้หลานโน้มตัวลงมาคว้าปลายคางของเขา ดึงเข้าไปใกล้ "เมตตางั้นเหรอ? ลองมองแผลเป็นบนหน้าฉันสิ แล้วบอกมาว่าคิดว่าฉันยังจะเมตตาแกได้อีกไหม?"
"แผลเป็นมันทำไมเหรอ?" พูดจบ เสิ่นเหลียนก็อดใจไม่ไหว เอื้อมมือออกไปทำท่าเหมือนจะลูบคลำมัน
แววตาของฉู่อี้หลานหม่นทะมึนลงฉับพลัน เขาคว้าข้อมือของเสิ่นเหลียนไว้แทน "รนหาที่ตายนักใช่ไหม?"
"จะไม่มีแผลเป็นหรือมีแผลเป็น คุณก็ยังดูดีมากอยู่ดี" เสิ่นเหลียนพูดจากใจจริง
เขาขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ตอนนี้ทั้งสองแทบจะประจันหน้ากัน จมูกห่างกันไม่ถึงครึ่งข้อนิ้ว จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกันอย่างชัดเจน
กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นไม้กฤษณาจางๆ
นี่แหละสเปกของฉันเลย เสิ่นเหลียนยืนยันหนักแน่น
ความดุดันแบบลูกผู้ชายที่กระแทกใจเข้าอย่างจังแบบนี้ เจิ้งเกอนี่มันเศษขยะชัดๆ
ประกายความเย็นชาพาดผ่านแววตาของฉู่อี้หลาน ก่อนที่เขาจะผลักเสิ่นเหลียนออกไป
เสิ่นเหลียนเข้าใจดี เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครรู้ว่าวิญญาณของเขาถูกสับเปลี่ยน ในสายตาของฉู่อี้หลาน เขายังคงเป็นตัวการที่ทำให้ใบหน้านั้นต้องเสียโฉม
"พรุ่งนี้เป็นต้นไป ชื่อของแกจะถูกลบออกไปจากวงการบันเทิงอย่างถาวร เตรียมตัวจ่ายค่าปรับก้อนโตข้อหาผิดสัญญาไว้ได้เลย" ฉู่อี้หลานไม่ปิดบังจุดประสงค์ของตน เขาตั้งใจจะต้อนเสิ่นเหลียนให้จนตรอก
ทว่าผิดคาด สีหน้าของเสิ่นเหลียนกลับยังคงราบเรียบ "ผมยังไม่พร้อมหรอกครับ เลยหวังว่าคุณฉู่จะเห็นใจกันบ้าง"
"ด้วยเหตุผลอะไรล่ะ?"
"คืนนั้นที่กระท่อมไม้ ไม่ใช่ฝีมือผมจริงๆ นะ"
เสิ่นเหลียนค้นหาความทรงจำที่เกี่ยวข้องจากเจ้าของร่างเดิมไม่ได้เลยสักนิด นี่มันผิดปกติชัดๆ เจ้าของร่างเดิมก็ฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาลเหมือนกัน แสดงว่าเขาน่าจะหมดสติไปในระหว่างเกิดเหตุ
"แกจะเสแสร้งไปถึงไหน?" ผู้ชายที่เคยตอบคำถามเสิ่นเหลียนก่อนหน้านี้ทนฟังไม่ได้อีกต่อไป
เขาคือ เฟิงเยวี่ยซาน เพื่อนของฉู่อี้หลานนั่นเอง
"ใครๆ ก็รู้ว่าแกเป็นหมาเลียแข้งเลียขาของโจวถังซือ แม้แต่เจิ้งเกอก็ยังโดนแกหาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน คืนนั้นใครมันจะไปวางเพลิงได้นอกจากแกล่ะ?"
"เรื่องวางเพลิงผมไม่ยอมรับหรอกนะ แต่เรื่องหาเรื่องเจิ้งเกอ อันนี้ผมไม่ปฏิเสธ"
เฟิงเยวี่ยซานแค่นเสียงหยัน รู้สึกว่าคำพูดของเสิ่นเหลียนมันไร้สาระสิ้นดี
ในขณะที่เสิ่นเหลียนดูราวกับคนปลงตก ปล่อยให้ทุกอย่างพังทลายลงตรงหน้า สายตาของเขาเลื่อนลอย ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาอย่างกะทันหัน ราวกับว่าความรู้สึกบางอย่างพุ่งทะลุขีดจำกัดจนไม่อาจเก็บงำไว้ได้อีกต่อไป
จากนั้นเสิ่นเหลียนก็จ้องมองฉู่อี้หลาน ก่อนจะเอ่ยเน้นทีละคำ "ถ้าผมไม่ไล่เจิ้งเกอไป คุณจะหันมามองผมได้ยังไงล่ะ?"
รูม่านตาของฉู่อี้หลานหดเกร็งวูบ!
สีหน้าของเสิ่นเหลียนดูสมเพชตัวเอง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความบ้าคลั่งเล็กน้อย "คุณฉู่ครับ ผมไม่ชอบให้สายตาของคุณไปหยุดอยู่ที่คนอื่นหรอกนะ ต่อจากนี้ไป ใครก็ตามที่คุณเผลอไปมอง ผมจะไม่ปล่อยมันไว้แน่"
เอาล่ะ เตรียมดูทักษะการแสดงระดับตุ๊กตาทองของฉันได้เลย!
คงไม่เกินจริงไปนักหากจะบอกว่า ประโยคสั้นๆ เพียงสองประโยคของเสิ่นเหลียนทำเอาทั้งห้องวีไอพีแทบจะคว่ำ
แม้แต่ฉู่อี้หลานยังคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
เมื่อได้เห็นการแสดงอันเร่าร้อนของเสิ่นเหลียน ฉู่อี้หลานก็หลุดหัวเราะออกมา "นี่คือแผนเอาตัวรอดที่แกคิดมางั้นสิ? มาสิ เสิ่นเหลียน พิสูจน์ให้ฉันดูหน่อย"
หัวใจของเสิ่นเหลียนพองโตทันที คุณพูดเองนะ!
ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว เสิ่นเหลียนก็ผุดลุกขึ้น
ผู้ชายคนนี้สูงกว่าเสิ่นเหลียนเล็กน้อย และไม่ว่าจะมองมุมไหน เขาก็หลงรักใบหน้านี้เข้าอย่างจัง
และเสิ่นเหลียนก็เป็นประเภทที่ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้ฤทธิ์แอลกอฮอล์และความปรารถนาที่พลุ่งพล่าน...
เสิ่นเหลียนเขย่งปลายเท้าขึ้น ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของทุกคน เขาประทับริมฝีปากลงบนรอยแผลเป็นบนใบหน้าของฉู่อี้หลาน
แผ่วเบาราวกับขนนกสัมผัส
หลังจากการจุมพิต เสิ่นเหลียนก็รีบเบือนหน้าหนี ท่าทางดูเขินอายสุดๆ ตอนนี้ไม่ใช่แค่หางตาเท่านั้นที่แดงเรื่อ แต่ลามไปทั่วทั้งใบหน้า "เอ่อ... นี่ครั้งแรกของผม... ช่วยทนๆ ไปก่อนนะครับ ถ้าคุณไม่พอใจ เดี๋ยวฝึกให้ใหม่ได้นะ"
นี่มันคำพูดน่าอับอายอะไรกันวะเนี่ย?!
ฉู่อี้หลานยืนนิ่งงันไปพักใหญ่ มีเพียงความดำมืดที่พวยพุ่งอยู่ในส่วนลึกของดวงตา
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ปริปากพูด เสิ่นเหลียนก็ลองหยั่งเชิงถาม "ไม่ดีเหรอครับ?"
"ดีสิ ดีมากเลยล่ะ!" เฟิงเยวี่ยซานแทบคลั่งเพราะภาพบาดตาบาดใจ เขาใช้สองมือปิดหน้า ทำเป็นมองไม่เห็น แต่ดวงตากลับเบิกโพลง ช่องว่างระหว่างนิ้วกว้างพอจะให้ปลาคาร์ปตัวอ้วนๆ สองตัวว่ายผ่านไปได้สบายๆ
เสิ่นเหลียนหันไปมองเฟิงเยวี่ยซานอย่างประหลาดใจ "ฉันไม่ได้จูบนายนะ อย่ามาเนียนหาเศษหาเลย"
เฟิงเยวี่ยซาน: "..."
ท่ามกลางความเงียบสงัด ฉู่อี้หลานยกมือขึ้นตบแก้มเสิ่นเหลียนเบาๆ
น้ำหนักมือไม่เบาไม่แรงนัก คล้ายกับกำลังเตรียมจะชำระความ
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร เสิ่นเหลียนก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้า เอามือกุมขมับ "ผมคิดว่า..."
ราวกับโดนของแข็งฟาดเข้าที่หัว เพียงชั่ววินาที เขาก็หมดสติไป
ฉู่อี้หลานคว้าร่างของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ
จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว มือแตะหน้าผากเสิ่นเหลียน... มันร้อนจี๋จนทอดไข่สุกได้เลย... เสิ่นเหลียนหลับฝันหวาน
ในความฝัน เขาถูกฉู่อี้หลานกดทับอยู่ข้างใต้ มัดกล้ามเนื้อบนตัวผู้ชายคนนี้ชัดเจนกว่าเส้นทางอาชีพของเขาเสียอีก
น่ากินเป็นบ้า!
ระดับมาสเตอร์พีซชัดๆ!!!
ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าเสิ่นเหลียนพอใจแค่ไหน หรือหัวใจเขาพองโตขนาดไหน
เมื่อเขาลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานห้องที่สว่างและสะอาดตา
เสิ่นเหลียนขยับปลายนิ้ว ร่างกายปวดร้าวไปหมดราวกับโดนทุบตีมา
เขารู้สึกเหมือนร่างกายนี้เพิ่งฟื้นไข้จากอาการป่วยหนัก เสิ่นเหลียนเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนัง ก่อนจะตกใจสุดขีดเมื่อพบว่า วีรกรรมลวนลามฉู่อี้หลานของเขาเกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนนู้น
เสิ่นเหลียนยังไม่มีเวลามานั่งกังวลเรื่องนั้น ตัวเขาเหนียวเหนอะหนะไปหมด อยากจะอาบน้ำชำระร่างกายใจจะขาด
ทันทีที่เดินออกมาจากห้องน้ำ ก็มีเสียงเคาะประตูหน้าห้อง
"คุณเสิ่น ตื่นหรือยังคะ?"
เสิ่นเหลียน: "เข้ามาสิครับ"
คนที่เดินเข้ามาคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย ผมของเธอถูกเกล้าไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ใบหน้าดูซื่อสัตย์และใจดี
"ฉันชื่อหวังซิ่วเฟินค่ะ ถ้าคุณเสิ่นไม่รังเกียจ จะเรียกฉันว่าป้าเฟินก็ได้นะคะ"
เสิ่นเหลียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตามคำบรรยายในนิยาย ป้าเฟินคือผู้ใหญ่ที่คอยดูแลฉู่อี้หลานมาตั้งแต่เด็ก ทั้งสองมีความผูกพันกันมาก แม้แต่ตอนที่ฉู่อี้หลานโตขึ้นและกลายเป็นคนแปลกแยก เย็นชา จนกระทั่งกลายเป็นตัวร้าย ป้าเฟินก็ยังคงอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
พูดง่ายๆ ก็คือ ตอนนี้เขาอยู่ในบ้านของฉู่อี้หลานนั่นเอง
เสิ่นเหลียนแอบแปลกใจปนดีใจอยู่ลึกๆ
ฝีมือทำอาหารของป้าเฟินอร่อยถูกปาก เสิ่นเหลียนฟาดโจ๊กผักไปสามชามกับซุปไก่อีกหนึ่งชามรวดเดียวหมด หน้าตาก็หล่อเหลา แถมยังปากหวานเจรจาพาทีเก่ง แค่พูดไม่กี่ประโยคก็ทำเอาป้าเฟินยิ้มแก้มปริ อารมณ์ดีไปทั้งวัน
กินอิ่มแล้ว เสิ่นเหลียนก็ได้โทรศัพท์มือถือคืน พอเปิดเครื่องเท่านั้นแหละ ข้อความก็เด้งรัวเป็นพายุหิมะ ทำเอาหน้าจอค้างไปสองวินาทีเต็มๆ
เจ้าของร่างเดิมยังคงใช้โทรศัพท์รุ่นเก่ากึก บ่งบอกให้เห็นถึงฐานะทางการเงินที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย
ก็สมเหตุสมผลอยู่หรอก หมอนี่ตกอับจนแทบจะขูดก้นหม้อกินอยู่แล้ว ต่อให้รอดตายจากเมื่อคืนก่อนมาได้ สถานการณ์โดยรวมก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้นสักนิด
วินาทีต่อมาก็มีสายเรียกเข้า
เฉียนเกา ผู้จัดการของเจ้าของร่างเดิม
เสิ่นเหลียนกดรับสาย
"เสิ่นเหลียน? แกอยากตายนักใช่ไหม?!" เสียงตะคอกด้วยความโมโหจากปลายสายดังลั่นจนไม่ต้องเปิดลำโพง "เมื่อวานทำไมไม่โผล่หัวไปถ่ายโฆษณาแบรนด์ XZ?! ทำตัวเป็นซูเปอร์สตาร์เรื่องมากหรือไง? ตอนนี้แกมีสิทธิ์ทำตัวเรื่องมากได้ด้วยเหรอวะ? ไสหัวมานี่เดี๋ยวนี้เลยนะ! ถ่ายเสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะคิดบัญชีกับแกแน่!"
ลูกผู้ชายก็ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพต่อไป
สภาพแบบนี้ ยังจะเรื่องมากเลือกงานได้อีกเหรอ?
เสิ่นเหลียนตอบกลับไปอย่างเกียจคร้าน "เข้าใจแล้วครับ"