- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาผูกดวงกับเทพเจ้าถังซาน
- บทที่ 2: ฟาดค้อนแรกทำเอาถังซานสะท้าน
บทที่ 2: ฟาดค้อนแรกทำเอาถังซานสะท้าน
บทที่ 2: ฟาดค้อนแรกทำเอาถังซานสะท้าน
เติ้งมู่ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจนักที่เห็นลูกแก้วคริสตัลเปล่งแสงออกมา ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ครอบครองถึงสองวิญญาณยุทธ์ระดับท็อป
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงหนานหนาน พี่สาวของเขาก็มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดเช่นเดียวกัน
หากเขาเปิดเผยว่าตนเองมีวิญญาณยุทธ์ค้อนเฮ่าเทียนด้วยล่ะก็ คงทำให้ผู้คนแตกตื่นตกตะลึงยิ่งกว่านี้เป็นแน่
ทว่าเขาไม่อยากเปิดเผยความจริงที่ว่าตนมีวิญญาณยุทธ์คู่ เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่อาจตามมา
เติ้งมู่วิ่งเข้าไปหาเจียงหนานหนานแล้วหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ "ขอบคุณครับท่านพี่ หากไม่ได้พรอันประเสริฐจากท่าน ข้าอาจไม่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดก็ได้"
เจียงหนานหนานที่ถูกเติ้งมู่ขโมยหอมแก้มรู้สึกเขินอายเล็กน้อย "ถ้าอย่างนั้นต่อไปเจ้าต้องเชื่อฟังพี่ให้ดีๆ ห้ามรังแกพี่อีกนะ"
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นดีมาก แต่เติ้งมู่ก็มักจะชอบเล่นแผลงๆ แกล้งเจียงหนานหนานอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อได้ยินเจียงหนานหนานพูดเช่นนั้น เติ้งมู่ก็ยิ้มและพยักหน้ารับ "อื้ม ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่านพี่"
กล่าวจบ ทั้งสองก็จูงมือกันเดินออกจากลานกว้าง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของผู้คนรอบข้าง
พ่อแม่หลายคนต่างอิจฉามารดาของเจียงหนานหนานเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ลูกสาวจะมีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดเท่านั้น แต่ลูกชายก็ยังมีความสามารถระดับเดียวกันอีก
เช่นนี้แล้ว ต่อไปมารดาของเจียงหนานหนานก็แค่นอนเสวยสุขอยู่บ้านได้เลย
ระหว่างทางกลับ เติ้งมู่เพิ่งรู้จากปากของเจียงหนานหนานว่า หลังจากปลุกวิญญาณยุทธ์เสร็จ สีผมของเขาก็เปลี่ยนจากสีดำกลายเป็นสีน้ำเงินไปแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น เติ้งมู่ก็ถึงกับพูดไม่ออก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นลูกนอกสมรสของถังซานไปเสียแล้ว
หากถังซานมาเห็นเข้า คงต้องสงสัยว่าเขาเป็นลูกนอกสมรสแน่ๆ
"น้องชาย เจ้าอยากกินอะไรไหม?"
ระหว่างทางกลับบ้าน เจียงหนานหนานเห็นร้านขายขนมริมทาง จึงเอ่ยถามเติ้งมู่ที่เดินอยู่ข้างๆ
หลังจากที่เธอกลายเป็นวิญญาจารย์ เธอจะได้รับเงินอุดหนุนวิญญาจารย์ทุกเดือน แต่มันไม่ใช่หนึ่งเหรียญทอง ทว่าเป็นห้าเหรียญเงิน
เจียงหนานหนานรู้ดีว่าเงินส่วนหนึ่งถูกพวกคนแจกจ่ายยักยอกไป แต่เธอก็ไม่มีปัญญาไปจัดการเรื่องพรรค์นั้นได้
ทุกครั้งที่ได้รับเงินอุดหนุน เธอจะนำเงินไปให้มารดาทั้งหมด แต่มารดาก็มักจะแบ่งเงินหนึ่งเหรียญเงินไว้ให้เธอเป็นค่าขนมเสมอ
เติ้งมู่เห็นเจียงหนานหนานลอบมองถังหูลู่เป็นระยะ จึงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "งั้นเอาถังหูลู่ก็แล้วกัน ขอถังหูลู่สองไม้ครับ"
เมื่อได้ยินเติ้งมู่พูด เจียงหนานหนานก็เดินไปที่ร้านขายถังหูลู่และซื้อมาสองไม้
"น้องชาย เอานี่ไปสิ"
"ท่านพี่ ข้ากินไม้เดียวก็พอแล้ว อีกไม้ท่านพี่กินเถอะ"
เติ้งมู่รับถังหูลู่มาหนึ่งไม้พลางเอ่ยกับเจียงหนานหนาน
เจียงหนานหนานลูบหัวเติ้งมู่อย่างอ่อนโยน หากเติ้งมู่ต้องการกินทั้งสองไม้ เธอก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะเธอรักน้องชายคนนี้มากที่สุด
ทั้งสองคนเดินกินถังหูลู่ไปพลาง มุ่งหน้ากลับบ้านไปพลาง
เมื่อกลับถึงบ้าน เติ้งมู่ก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของหญิงสาวผู้เลอโฉม "ท่านแม่ ข้าปลุกวิญญาณยุทธ์ได้สองอย่าง แถมยังมีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดด้วยล่ะ"
หญิงสาวผู้นี้มีนามว่า เหยียนอวี่ฮวา เป็นมารดาแท้ๆ ของเจียงหนานหนาน และเป็นมารดาบุญธรรมของเติ้งมู่
แม้เธอจะสวมใส่เสื้อผ้าที่มีรอยปะชุน แต่มันก็ไม่อาจปิดบังเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบของเหยียนอวี่ฮวาได้เลย
เหยียนอวี่ฮวาทั้งประหลาดใจและดีใจเมื่อรู้ว่าเติ้งมู่ครอบครองวิญญาณยุทธ์คู่ "ดีมากเลยเสี่ยวมู่ แต่เรื่องนี้เจ้าห้ามเอาไปบอกใครเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลใจ พวกเขาเป็นเพียงครอบครัวธรรมดาๆ จะเอาปัญญาที่ไหนไปปกป้องเติ้งมู่ได้?
เจียงหนานหนานที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตกใจเล็กน้อย เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าน้องชายจะมีวิญญาณยุทธ์ถึงสองอย่าง แต่เธอไม่ได้โกรธที่เติ้งมู่ปิดบังตน กลับรู้สึกว่าสิ่งที่เติ้งมู่ทำนั้นถูกต้องแล้ว
หากเขาป่าวประกาศออกไปที่ลานกว้าง คงได้สร้างความวุ่นวายโดยไม่จำเป็น และอาจดึงดูดความสนใจจากพวกคนไม่ดีได้
เติ้งมู่เงยหน้ามองเหยียนอวี่ฮวาแล้วกล่าว "เข้าใจแล้วครับท่านแม่ ข้าจะไม่บอกใครเรื่องนี้เด็ดขาด"
แน่นอนว่าเขาเข้าใจความหมายของเหยียนอวี่ฮวาดี ยุคของทวีปโต้วหลัวภาคสองนั้นไม่ได้ปลอดภัยเหมือนยุคภาคแรก แถมยังมีวิญญาจารย์มารเพ่นพ่านอยู่มากมายบนทวีป
หากพวกวิญญาจารย์มารล่วงรู้เรื่องนี้ เขาอาจถูกพวกมันตามล่าจนตายได้
แม้เขาจะผูกมัดกับถังซานไว้แล้วและไม่ได้กังวลเรื่องความตายของตัวเองเท่าไหร่นัก แต่หากทำให้พี่สาวและมารดาต้องพลอยร่างแหไปด้วย เขาคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
เหยียนอวี่ฮวาลูบหัวเติ้งมู่อย่างเอ็นดู "เสี่ยวมู่ วันนี้เจ้าอยากกินอะไรล่ะ? เดี๋ยวแม่จะทำให้กิน"
เติ้งมู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "ท่านแม่ ข้าอยากกินหมูผัดแครอท แล้วก็ซี่โครงหมูอีกนิดหน่อยก็พอครับ"
ฐานะทางครอบครัวของพวกเขาอยู่ในระดับปานกลาง การจะได้กินของราคาแพงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แต่เขาก็ไม่ได้พิสมัยอาหารหรูหราอะไรขนาดนั้นอยู่แล้ว
ก่อนจะทะลุมิติมา เขากินอาหารราคาแพงมานักต่อนักแล้ว และรู้สึกว่ารสชาติมันก็ไม่ได้วิเศษวิโสหรืออร่อยเลิศเลออย่างที่คิดไว้เลย
เหตุผลที่เขาขอให้ทำหมูผัดแครอท ก็เพราะพี่สาวของเขาไม่ค่อยชอบกินเนื้อหมูแต่ชอบกินแครอท เขาจึงขอให้ท่านแม่ทำอาหารจานนี้
เมื่อเจียงหนานหนานได้ยินเมนูหมูผัดแครอท เธอก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไร เธอคุ้นชินกับอาหารจานนี้อยู่แล้ว
เหยียนอวี่ฮวาได้ฟังคำขอของเติ้งมู่ก็ยิ้มรับ "ตกลง วันนี้เราจะกินเมนูนี้กัน"
เธอลูบหัวเติ้งมู่อีกครั้งก่อนจะเดินออกไปจ่ายตลาด ตั้งใจจะจัดงานฉลองเล็กๆ ให้กับเขาในคืนนี้
มองตามแผ่นหลังของเหยียนอวี่ฮวาไป เติ้งมู่ก็หันมามองเจียงหนานหนานแล้วเอ่ย "ท่านพี่ ข้าขอตัวไปพักผ่อนที่ห้องสักเดี๋ยวนะ"
เจียงหนานหนานพยักหน้า "อื้ม เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวเสร็จแล้วพี่จะไปเรียกนะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เติ้งมู่ก็กลับเข้าไปในห้อง นั่งลงบนเตียงและครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
หลังจากทำการผูกมัดกับถังซาน ความคิดบ้าบิ่นบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว แต่เขาไม่แน่ใจว่ามันจะทิ้งผลข้างเคียงอะไรไว้หรือไม่
"ระบบ การโจมตีใดๆ ก็ตามที่ข้าได้รับ จะถูกถ่ายโอนไปยังถังซานทั้งหมดเลยใช่ไหม?"
"ถูกต้องแล้วโฮสต์ หากโฮสต์ต้องการสร้างบาดแผลปลอมๆ ตบตาก็สามารถทำได้เช่นกัน"
เมื่อได้ฟังคำตอบจากระบบ เติ้งมู่ก็ยังรู้สึกตงิดใจอยู่นิดหน่อย
เขาจึงถามคำถามสุดท้ายออกไป "ระบบ แล้วข้าจะรู้สึกเจ็บไหม?"
"ไม่"
เมื่อรู้ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ เติ้งมู่ก็สูดลมหายใจเข้าลึกและตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
เขาลงจากเตียงเงียบๆ ล็อกประตูเพื่อป้องกันไม่ให้เจียงหนานหนานพรวดพราดเข้ามา จากนั้นก็ปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้ใครมองเห็น
เติ้งมู่ถอดกางเกงออกอย่างเงียบเชียบ เรียกค้อนเฮ่าเทียนออกมา แล้วฟาดมันลงไปที่จุดสำคัญจุดหนึ่งอย่างจัง!
"ถังซาน รับค้อนนี้ไปซะ!"
...
ณ แดนเทพ ตำหนักเทพสมุทร
"อ๊ากกก—"
ชายหนุ่มรูปงามผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินยาวสยาย กุมเป้ากางเกงของตนไว้แน่นและกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นมาบนหน้าผากอย่างต่อเนื่อง
"พี่สาม เกิดอะไรขึ้น?"
ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงอ่อนโยนของหญิงสาวก็ดังขึ้น แฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ชายหนุ่มก็กัดฟันกรอด พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก และแสร้งทำสีหน้าให้ดูสงบนิ่งเป็นปกติ
ชายผู้นี้ก็คือ ถังซาน ผู้ครอบครองตำแหน่งเทพสมุทรและเทพชูร่า และยังเป็นหนึ่งในห้าราชันย์เทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนเทพอีกด้วย
"พี่สาม"
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังถังซานและเดินตรงเข้ามาหาเขา
ถังซานหันกลับไปมองผู้มาเยือน แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เสียวอู่ มีอะไรหรือเปล่า?"
เมื่อเห็นว่าถังซานไม่ได้เป็นอะไร เสียวอู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางกล่าวว่า "ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่เหมือนจะได้ยินเสียงท่านร้องตะโกนก็เลยเข้ามาดู"