- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นยามหน่วย 749 แต่มีระบบเช็คอินเป็นศิษย์ปิดสำนักเหมาซาน
- บทที่ 40 - ข้ามแม่น้ำ
บทที่ 40 - ข้ามแม่น้ำ
บทที่ 40 - ข้ามแม่น้ำ
บทที่ 40 - ข้ามแม่น้ำ
เจียงเฉินมองดูลูกแก้วขนาดเท่ากำปั้น สีเขียวเรืองรอง และส่องแสงประกายแวววาวในมือ
เขาใช้ปราณแท้สัมผัสลูกแก้วลูกนี้ ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงภาพลวงตามากมายที่ผุดขึ้นมารอบตัว
ทำให้เจียงเฉินต้องรีบตั้งสติและรักษาความปลอดโปร่งของจิตใจเอาไว้
แม้ว่าเขาจะพอมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับปีศาจอยู่บ้าง ทว่าสำหรับรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ เขากลับไม่ค่อยจะเข้าใจนัก ในตอนนี้เขาจึงไม่รู้ว่ามุกมายาเม็ดนี้มีชื่อและวิธีใช้อย่างไร
เจียงเฉินเพียงแค่รู้สึกว่า ลูกแก้วลูกนี้น่าจะเป็นแก่นแห่งปีศาจของอสูรมายาตนนี้ มูลค่าของมันย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เขาจึงเก็บมันเข้าไว้ในอกเสื้อ หลังจากที่อสูรมายาตนนี้ตายลง หมอกที่อยู่ไกลออกไปก็เริ่มสลายหายไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเฉินเลือกทิศทางหนึ่งแล้วเดินลงเขาไป
หลังจากที่เจียงเฉินลงเขาไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็มีคนสองคนวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงริมทะเลสาบแห่งนั้น
จื่อไจ้เต้าเหรินมองดูคราบเลือดสีแดงฉานที่ย้อมผิวน้ำในทะเลสาบไปกว่าครึ่ง ความโกรธแค้นในแววตาแทบจะปิดบังเอาไว้ไม่อยู่
"ท่านอาจารย์ หากคนผู้นั้นไม่รู้ว่าในตัวของอสูรมายามีมุกมายาอยู่..."
กู่หมิงยังพูดไม่ทันจบ เขาก็ถูกสายตาอันมืดมนจนถึงขีดสุดของอาจารย์จ้องมองจนพูดไม่ออก
แปะ
มือข้างหนึ่งวางลงบนมือของจื่อไจ้เต้าเหรินอย่างแผ่วเบา มันคือซีนังตนหนึ่งที่เพิ่งจะออกมาหาอาหาร
ทว่าในครั้งนี้ดูเหมือนมันจะหาเป้าหมายผิดคนเช่นเดียวกับพรรคพวกของมัน
ทันทีที่มันจับมือของจื่อไจ้เต้าเหริน ซีนังก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ มันตั้งใจจะวิ่งหนีสุดชีวิต
ทว่าจื่อไจ้เต้าเหรินกำลังโกรธจัด แต่ก็ไม่สามารถระบายอารมณ์ใส่ศิษย์ของตนเองได้ เมื่อต้องมาเจอกับปีศาจที่ไร้แววตาเช่นนี้ เขาย่อมไม่มีทางปล่อยผ่านไปอย่างแน่นอน
จื่อไจ้เต้าเหรินใช้ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนหัวของซีนังอย่างแรงในขณะที่มันยังไม่ทันตั้งตัว
กู่หมิงทนดูไม่ได้จนต้องเบือนหน้าหนี ราวกับว่าเขาคาดเดาถึงภาพที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้แล้ว
กรอบ
โพล๊ะ
เสียงดังติดต่อกันสองครั้ง หัวของซีนังถูกจื่อไจ้เต้าเหรินบีบจนแตกกระจาย
ของเหลวสีแดงและสีขาวสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นดิน ช่างดูเข้ากันกับน้ำในทะเลสาบสีแดงฉานนั้นเสียเหลือเกิน
กู่หมิงใช้นิ้วปัดเศษสมองสีขาวที่กระเด็นมาเปื้อนแขนเสื้อของตัวเองออกด้วยความรังเกียจเล็กน้อย
"ท่านอาจารย์ แล้วแบบนี้ของขวัญที่พวกเราจะนำไปถวายฝ่าบาทในครั้งนี้ จะทำอย่างไรดีขอรับ"
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ได้ระบายความโกรธส่วนใหญ่ไปที่ซีนังแล้ว กู่หมิงถึงได้เอ่ยถาม
"เมื่อครู่นี้ฟังจากคำพูดของพ่อค้าพวกนั้น นักพรตผู้นี้น่าจะเดินทางไปยังนครฉางอันเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทเช่นกัน"
"ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นใคร เมื่อถึงเวลา ข้าจะต้องให้มันรู้ว่าสิ่งใดควรแตะ สิ่งใดไม่ควรแตะ"
จื่อไจ้เต้าเหรินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมาแล้วเอ่ยว่า
"ข้ายังมีหยกยู่อี่ระดับ 6 อยู่อีกชิ้น ก็ใช้เจ้านี่เป็นของขวัญในเทศกาลไหว้พระจันทร์ถวายฝ่าบาทก็แล้วกัน"
กู่หมิงเบิกตาโพลง หยกยู่อี่ชิ้นนี้เป็นอาวุธวิเศษชิ้นโปรดของจื่อไจ้เต้าเหริน เป็นอาวุธวิเศษระดับสูง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคุณสมบัติในการยืดอายุขัยและช่วยในการบำเพ็ญเพียรอีกด้วย
ในยามปกติแค่เขาอยากจะมองสักครั้งยังเป็นไปได้ยากเลย
ไม่นึกเลยว่าท่านอาจารย์ในครั้งนี้ กลับยอมตัดใจ มอบอาวุธวิเศษชิ้นนี้ให้แก่ฝ่าบาท
จื่อไจ้เต้าเหรินเพียงแค่ปรายตามองสีหน้าของศิษย์ เขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
"กู่หมิง เจ้าคิดว่าที่สำนักจิ้งหมิงเต๋าของเราสามารถพัฒนาจนยิ่งใหญ่ท่ามกลางช่องว่างระหว่างสามสำนักใหญ่และสำนักเป่ยตี้ได้นั้น ต้องพึ่งพาสิ่งใดกัน"
สีหน้าของกู่หมิงเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ท่านอาจารย์กำลังจะทดสอบเขาอีกแล้ว
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างลังเลว่า
"พึ่งพาความอุตสาหะและการต่อสู้อย่างยากลำบากของปรมาจารย์แห่งสำนักจิ้งหมิงเต๋ารุ่นแล้วรุ่นเล่าหรือขอรับ"
จื่อไจ้เต้าเหรินตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
"ผายลมสิ พึ่งพาพระบารมีของฝ่าบาทต่างหาก"
"ทำให้ฝ่าบาททรงพระเกษมสำราญ สำนักจิ้งหมิงเต๋าของเราถึงจะมีผลประโยชน์ให้กอบโกย"
"หากวันใดที่ฝ่าบาทไม่ทรงปกป้องสำนักจิ้งหมิงเต๋าของเราอีกต่อไป สำนักใหญ่เหล่านั้นก็จะพากันรุมทึ้ง และแบ่งปันผลประโยชน์ของสำนักจิ้งหมิงเต๋าไปจนหมดสิ้น"
กู่หมิงถูกสั่งสอนจนเหมือนกับลูกสะใภ้ตัวน้อยที่ถูกรังแก ไม่กล้าเอ่ยคำพูดใดโต้แย้งออกมาเลย
ท่านอาจารย์ของเขาคนนี้อย่าได้มองแค่ใบหน้าที่ดูมีเมตตากรุณา ทว่าในเรื่องของจิตใจนั้นกลับโหดเหี้ยมและอำมหิตอย่างแท้จริง เมื่อก่อนเคยมีศิษย์พี่คนหนึ่ง ขัดคำสั่งของเขาเพียงเรื่องเดียว ทำให้จื่อไจ้เต้าเหรินเสียหน้า
และแล้ววันหนึ่งศิษย์พี่คนนั้นลงเขาไปทำธุระ แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่กลับมานั้น ทุกคนต่างก็รู้ดี ย่อมเป็นเพราะถูกจื่อไจ้เต้าเหรินสังหารเพื่อระบายความโกรธแค้นไปแล้วนั่นเอง
"ไปเถอะ หากโชคดีบังเอิญได้พบเจอกับไอ้นักพรตหัวขโมยคนนี้ระหว่างทาง"
"ก็จะได้ถือโอกาสนำสมบัติของสำนักจิ้งหมิงเต๋ากลับคืนมาเสียเลย"
กล่าวจบ จื่อไจ้เต้าเหรินก็ใช้ฝ่ามือฟาดลงไปอีกครั้ง ทำลายร่างของซีนังจนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี กลิ่นอายอันแข็งแกร่งทำให้กู่หมิงถึงกับตัวสั่นสะท้าน
แม้ว่าจื่อไจ้เต้าเหรินผู้นี้จะมีนิสัยเจ้าเล่ห์และอำมหิต ทว่าความแข็งแกร่งก็เป็นของจริง ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาได้เข้าสู่ระดับกงล้อโชคชะตาแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่กล้ามาเอาชีวิตของอสูรมายาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
ในยามปกติอสูรมายามีท่าทีเป็นมิตรต่อสำนักจิ้งหมิงเต๋า นั่นก็เป็นเพราะมันรู้ว่าตัวเองจะได้ไปเป็นสัตว์เทวะคุ้มกันภูเขาของสำนักจิ้งหมิงเต๋า และได้รับการสักการะบูชา
หากมันรู้ว่าสิ่งที่ได้รับการสักการะบูชาไม่ใช่ตัวมัน แต่เป็นเพียงแก่นปีศาจมุกมายาในตัวมันเท่านั้น มันคงจะต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตายกับคนของสำนักจิ้งหมิงเต๋าไปแล้ว
หลังจากลงเขามาได้ เจียงเฉินก็รีบเดินทางต่อไป เขาหารู้ไม่ว่าในตอนนี้ด้านหลังของเขา ยังมีศิษย์และอาจารย์คู่หนึ่งกำลังสะกดรอยตามเขามา
ทั้งสองฝ่ายล้วนแต่กำลังมุ่งหน้าไปยังนครฉางอัน เส้นทางการเดินทางจึงมาทับซ้อนกันอย่างปาฏิหาริย์
เดินไปได้ไม่นาน แม่น้ำสายใหญ่ก็ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าราวกับเสือขวางทาง
หากเดินทวนกระแสน้ำไป ก็จะสามารถไปถึงจุดหมายได้เช่นกัน ทว่านั่นจะทำให้ต้องเดินอ้อมไปอีกหลายสิบหลายร้อยลี้
สู้ข้ามแม่น้ำไปโดยตรงเลยจะรวดเร็วกว่า
ทว่าโชคดีที่สองฝั่งของแม่น้ำสายนี้มีคนแจวเรือที่หาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาและแจวเรือข้ามฟากอยู่ไม่น้อย
เจียงเฉินจึงสุ่มหาคนแจวเรือมาหนึ่งคน
"ท่านลุง ค่าข้ามแม่น้ำเท่าไหร่งั้นหรือ"
คนแจวเรือผู้นั้นเป็นชายชรารูปร่างเล็ก ผิวพรรณเหี่ยวย่นและดำคล้ำจากการถูกแดดเผา เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะมองดูเสื้อผ้าของเจียงเฉิน แล้วถึงเอ่ยว่า
"ท่านนักพรตน้อย ตามปกติแล้วการแจวเรือทวนน้ำ ข้ามแม่น้ำจะต้องเก็บเงินแปดสิบอีแปะ"
"ทว่าในเมื่อท่านนักพรตน้อยมานั่งเรือของข้า ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้ข้าได้รับกลิ่นอายของเซียนมาบ้าง"
"ข้าก็จะคิดเงินท่านนักพรตน้อยเพียงหกสิบอีแปะ ท่านเห็นว่าอย่างไร"
ตอนแรกชายชรากางนิ้วออกห้านิ้ว ทว่าบนใบหน้าก็แสดงความเสียดายออกมา จึงรีบชูนิ้วเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้ว
เจียงเฉินมองดูภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกขบขันเล็กน้อย
"ไม่เป็นไรท่านลุง ควรเก็บแปดสิบอีแปะก็เก็บแปดสิบอีแปะเถอะ"
"อย่ามัวเสียเวลาเลย พวกเราออกเดินทางกันเถอะ"
"ได้ๆๆ"
ดวงตาของคนแจวเรือเป็นประกาย เขารีบแกะเชือกป่านที่ผูกติดกับเสาไม้บนฝั่งออก
"ท่านนักพรตน้อย ท่านเลือกนั่งเรือของข้านับว่าเลือกถูกแล้ว"
"พอดีเลย ข้าเพิ่งตกปลาจี้ฮื้อสดๆ มาได้สองตัว เดี๋ยวข้าจะทำมาให้ท่านนักพรตลองชิมดูนะ"
"โอ๊ะ ข้าลืมไปเสียสนิท ท่านนักพรตเป็นผู้ถือศีล ไม่ทานเนื้อสัตว์นี่นา"
เจียงเฉินหัวเราะและเอ่ยว่า
"ไม่เป็นไรหรอก นั่นมันพวกหัวโล้น"
"พระสงฆ์ต่างหากที่ไม่ทานเนื้อสัตว์"
"ส่วนพวกเราที่เป็นนักพรต มีเพียงเนื้อสัตว์บางชนิดเท่านั้นที่ห้ามรับประทาน"
"อย่างปลาจี้ฮื้อนั้นไม่ถือเป็นของต้องห้าม ต้องขอขอบคุณท่านลุงสำหรับอาหารมื้อนี้แล้ว"
"ไม่เป็นไรๆ ในแม่น้ำสายนี้มีปลาจี้ฮื้ออยู่เยอะแยะ"
"ตกขึ้นมาได้ ชายแก่ตัวคนเดียวอย่างข้าก็กินไม่หมดหรอก"
"ในยามปกติข้าก็มักจะปล่อยพวกมันไปนั่นแหละ"
เมื่อพูดถึงสิ่งที่ตัวเองถนัด คนแจวเรือก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา เห็นได้ชัดว่าเขามีความมั่นใจและภาคภูมิใจในฝีมือการตกปลาของตัวเองเป็นอย่างมาก
เจียงเฉินนั่งลงที่หัวเรือ แล้วมองไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ ฝนเพิ่งจะตกไปได้ไม่นาน ตามหลักแล้วระดับน้ำในแม่น้ำควรจะสูงขึ้น
ทว่าเจียงเฉินในเวลานี้กลับมองเห็นดินสีดำที่เปียกชุ่ม สูงขึ้นมาหลายฉื่อที่ริมแม่น้ำทั้งสองฝั่ง เห็นได้ชัดว่าระดับน้ำในแม่น้ำไม่เพียงแต่ไม่สูงขึ้น ทว่ากลับเหือดแห้งลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
[จบแล้ว]