- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากเลิกงานตรงเวลา ทำไมต้องให้ไปปราบมารด้วย
- บทที่ 35 - การสร้างทีมและศิลปะการบริหารแบบอู้งาน
บทที่ 35 - การสร้างทีมและศิลปะการบริหารแบบอู้งาน
บทที่ 35 - การสร้างทีมและศิลปะการบริหารแบบอู้งาน
บทที่ 35 - การสร้างทีมและศิลปะการบริหารแบบอู้งาน
★★★★★
เวลาแห่งความสุขในวันหยุดพักผ่อนมักจะสั้นเสมอ เกาเสี่ยวชวนก็เหมือนกับมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ในชาติก่อน ที่ยังคงอาลัยอาวรณ์วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างสุดซึ้ง และต้องเผชิญหน้ากับวันจันทร์อันแสนโหดร้าย
แม้สัญชาตญาณจะบอกว่าเกลียดการไปทำงานแค่ไหน แต่ความมุ่งมั่นที่จะตอกบัตรให้ครบทุกวันนั้นสั่นคลอนไม่ได้เด็ดขาด เขามาเช็คชื่อเข้างานที่กองปราบเหนือตรงเวลาเป๊ะ ชงชาร้อนๆ หนึ่งป้านในห้องทำงานผู้บังคับหมวดของตัวเอง แล้วเริ่มพลิกดูเอกสารที่กองพะเนินซึ่งดูเหมือนๆ กันไปหมด หลังจากจัดการไปได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม เขารู้สึกว่าดวงตาเริ่มแห้งผาก จึงตัดสินใจไปยืดเส้นยืดสายที่ลานฝึกซ้อม แวะดูสถานการณ์การฝึกของหวังหู่กับเสี่ยวหลี่ไปด้วยเลย
เพิ่งจะลุกขึ้นยืน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
"ท่านผู้บังคับหมวด" เสียงของลูกน้องดังมาจากนอกประตูอย่างนอบน้อม "นายกองร้อยจ้าวให้ผู้น้อยมาเชิญท่านไปพบขอรับ ท่านบอกว่ารายชื่อคนที่จะมาขยายกำลังหมวดของท่านเป็นห้าสิบคน ทางหน่วยและหน่วยย่อยตามหัวเมืองต่างๆ ได้คัดเลือกมาเบื้องต้นแล้ว รอให้ท่านไปตรวจสอบและตัดสินใจด้วยตัวเองขอรับ"
เกาเสี่ยวชวนตาสว่างทันที ความง่วงปลิวหายไปจนหมดสิ้น
"มาเสียทีนะ!"
ไฟในการทำงานของขุนนางใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งงั้นรึ เกาเสี่ยวชวนไม่คิดจะจุดมันขึ้นมาเลยสักนิด สิ่งที่เขากำลังจะจุดคือเตาต้มน้ำสำหรับชงชาหลงจิ่งชั้นยอดที่เพิ่งได้มาต่างหาก
เขานั่งอยู่ในห้องทำงานผู้บังคับหมวดที่กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ค่อยๆ ลวกป้านชา ชงชา และรินน้ำชาอย่างเชื่องช้า ท่าทางสบายอารมณ์ราวกับกำลังแข่งขันชงชาอยู่ก็ไม่ปาน ส่วนตรงหน้าของเขานั้นมีรายชื่อพร้อมประวัติย่อๆ ของผู้สมัครที่นายกองร้อยจ้าวส่งมาให้กองอยู่สูงเป็นตั้ง กวาดสายตาดูคร่าวๆ ก็รู้ว่ามีไม่ต่ำกว่าร้อยคน
"มีโควตาแค่ห้าสิบคน แต่ส่งประวัติมาเป็นร้อย นี่ต้องอ่านไปถึงปีไหนชาติไหนกันเนี่ย โรคจิตชัดๆ" เขานวดคลึงหว่างคิ้วที่เริ่มปวดตุบๆ ตัดสินใจผลักกองเอกสารประวัติชวนปวดหัวพวกนั้นไปไว้ข้างๆ แล้วงัดเอาแก่นแท้แห่งศิลปะการเป็นผู้นำออกมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ นั่นก็คือการกระจายอำนาจนั่นเอง
"หวังหู่ เสี่ยวหลี่ เข้ามานี่สิ" เขาส่งเสียงเรียกคนที่อยู่ข้างนอก
ทั้งสองคนที่รออยู่หน้าประตูรีบเดินเข้ามาทันที หวังหู่ที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดดูเหมือนจะมีรูปร่างกำยำล่ำสันขึ้นกว่าเดิม ลมปราณในร่างหนักแน่นดั่งขุนเขา แค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ให้ความรู้สึกพึ่งพาได้แล้ว ส่วนเสี่ยวหลี่ก็ยังคงดูเป็นคนหัวไวเหมือนเดิม แต่ในแววตาเพิ่มความสุขุมเยือกเย็นเข้ามาอีกนิด หว่างคิ้วก็แฝงความเด็ดขาดที่ผ่านการขัดเกลาจากการทำงานมาบ้างแล้ว
"นี่ รายชื่อทั้งหมด" เกาเสี่ยวชวนพยักพเยิดหน้าไปทางกองเอกสารที่เหมือนคัมภีร์สวรรค์ "พวกเจ้าสองคนเอาไปดูก่อน คัดกรองเบื้องต้นมาให้ข้าที ใครที่ดูแล้วไม่เข้าท่า หรือรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าตา ก็คัดทิ้งไปได้เลย"
หวังหู่เกาหัวแกรกๆ มองดูกองรายชื่อหนาเตอะด้วยความหนักใจ แต่เสี่ยวหลี่กลับเข้าใจความหมายของเจ้านายได้ในทันที แววตาของเขาเป็นประกาย ก่อนจะลดเสียงลงแล้วถามเพื่อความแน่ใจ "ลูกพี่เกา ความหมายของท่านก็คือ เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ เน้นคนที่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา และเข้าใจหลักการความปลอดภัยต้องมาก่อนใช่ไหมขอรับ"
"ถูกต้อง! นั่นแหละที่ข้าต้องการ!" เกาเสี่ยวชวนตบไหล่เสี่ยวหลี่ด้วยความชื่นชม "เจ้าเด็กนี่หัวไวใช้ได้! จำไว้นะ ศาลเจ้าเล็กๆ ของพวกเราน่ะ ไม่มีที่ว่างให้พวกบ้างานที่เอาแต่จ้องจะเหยียบหัวคนอื่นปีนขึ้นไปหรอกนะ หรือพวกบ้าระห่ำที่อยากจะได้ความดีความชอบจนกล้าทำเรื่องทะลุฟ้าก็ไม่เอา! คนที่เราต้องการคือคนที่เวลาต้องออกแรงก็ไม่ถอย แต่ต้องรู้จักประเมินสถานการณ์ รักตัวกลัวตาย รู้ว่าตอนไหนควรลุย ตอนไหนควรหลบต่างหาก!"
เขามอบหมายหน้าที่หลักในการคัดคนให้เสี่ยวหลี่ผู้ละเอียดรอบคอบและเก่งเรื่องการสังเกตคน ส่วนหวังหู่ก็คอยเป็นลูกมือ เน้นตรวจสอบเรื่องพื้นฐานวิชาการต่อสู้ของผู้สมัคร และดูว่ามีนิสัยใจเย็นหรือไม่ มีวี่แววของความหัวแข็งดื้อรั้นไม่ฟังคำสั่งบ้างหรือเปล่า
ไม่กี่วันต่อมา รายชื่อที่ถูกคัดให้เหลือประมาณหกสิบคน ก็ถูกเสี่ยวหลี่นำมาวางตรงหน้าเกาเสี่ยวชวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้านหลังรายชื่อยังมีคำวิจารณ์สั้นๆ ของเสี่ยวหลี่แนบมาด้วย เช่น เพลงดาบช่ำชอง นิสัยสุขุมเยือกเย็น หรือ ทักษะสะกดรอยพอใช้ได้ หัวไวรู้จักหลบหลีก หรือ ย้ายมาจากกองบัญชาการทหารทิศใต้ ถูกกีดกันเพราะไม่ชอบแย่งผลงาน มีประสบการณ์สูง เป็นต้น
เกาเสี่ยวชวนพลิกอ่านดูอย่างละเอียด รู้สึกพอใจกับผลงานของเสี่ยวหลี่มาก คนที่มีชื่ออยู่ในนี้ ถ้าไม่ใช่พวกคนมีฝีมือแต่เก็บเนื้อเก็บตัว ก็เป็นพวกคนหนุ่มหัวไวแต่รู้จักกาลเทศะ แถมยังมีพวกคนทำงานเก่าแก่ที่เคยโดนแผนกอื่นบีบออกเพราะไม่มีความทะเยอทะยานอีกด้วย ในสายตาของเกาเสี่ยวชวนแล้ว คนพวกนี้แหละคือสมาชิกในฝันสำหรับทีมเน้นความปลอดภัยของเขาเลย!
เขาตวัดพู่กันวงกลมลงบนชื่อทั้งห้าสิบคน ถือว่ารับเอาไว้ทั้งหมด!
เมื่อจัดสรรกำลังพลเสร็จสิ้น พื้นที่ฝั่งตะวันตกของลานฝึกซ้อมที่เคยดูโล่งๆ ก็กลับมาคึกคักขึ้นทันตาเห็น คนห้าสิบคนสวมชุดปลาบินตัวใหม่เอี่ยมที่เพิ่งได้รับแจก แม้การเข้าแถวจะยังดูหลวมๆ รูปร่างก็มีทั้งสูงต่ำดำขาวปะปนกันไป แต่ทุกคนก็มีแววตาเป็นประกาย ดูมีชีวิตชีวา พวกเขากำลังจ้องมองท่านผู้บังคับหมวดที่ยังหนุ่มยังแน่น และมีข่าวลือว่าดวงดีสุดๆ บนแท่นบัญชาการอย่างอยากรู้อยากเห็น
เกาเสี่ยวชวนยืนอยู่บนแท่นบัญชาการชั่วคราว กวาดสายตามองดวงตาห้าสิบดวงที่แสดงอารมณ์แตกต่างกันไปเบื้องล่าง มีทั้งอยากรู้อยากเห็น เคารพยำเกรง จับผิด และมีบางคนที่ดูตื่นเต้นอยากลองของ เขาแอมไอเคลียร์คอ ไม่ได้ใช้ลมปราณช่วยกระจายเสียง แต่เสียงก็ยังคงดังก้องเข้าไปในหูของทุกคน เขาเริ่มกล่าวสุนทรพจน์รับตำแหน่ง หรือจะเรียกว่าเป็นการปลูกฝังค่านิยมหลักของทีมก็คงไม่ผิดนัก
"พี่น้องทั้งหลาย!" เขาเปิดฉากเข้าประเด็นทันที "นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือคนของข้าเกาเสี่ยวชวน! ทีมของพวกเราเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ ทุกอย่างคือการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด กฎกติกาบางอย่าง ข้าต้องชี้แจงให้พวกเจ้าเข้าใจตรงกันก่อนจะเริ่มทำงาน!"
เบื้องล่างเงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างกลั้นหายใจตั้งใจฟัง อยากรู้ว่าเจ้านายหนุ่มคนนี้จะตั้งกฎอะไรบ้าง
"หน่วยองครักษ์เสื้อแพรของพวกเรา ทำงานอยู่บนคมดาบ เป็นงานจับโจรผู้ร้าย เรื่องความอันตรายคงไม่ต้องพูดถึง" เกาเสี่ยวชวนยอมรับความเสี่ยงของงานก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้ดูจริงจังและเด็ดขาดขึ้น "แต่ก็เพราะเหตุนี้แหละ ข้าถึงต้องเน้นย้ำให้พวกเจ้าจำไว้ให้ขึ้นใจ มีชีวิตรอดกลับมาให้ได้ ถึงจะทำงานรับเงินเดือนต่อไปได้! มีชีวิตรอดกลับมาให้ได้ ถึงจะมีโอกาสเชิดหน้าชูตาให้วงศ์ตระกูล! การมีชีวิตรอดคือความจริงเพียงหนึ่งเดียว!"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและดูเหมือนจะขี้ขลาดไปสักหน่อย ทำเอาหลายคนที่อยู่ข้างล่างถึงกับอึ้ง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกคนหนุ่มที่เลือดร้อนบางคนถึงกับขมวดคิ้ว แต่พวกที่เสี่ยวหลี่ทำเครื่องหมายว่าเป็นคนสุขุมรอบคอบ หรือพวกคนเก่าคนแก่ที่เคยผ่านความโหดร้ายของโลกมาแล้ว กลับมีแววตาเห็นด้วยอย่างลึกซึ้ง บางคนถึงกับพยักหน้าเงียบๆ
"ดังนั้น!" เกาเสี่ยวชวนเร่งเสียงให้ดังขึ้น ประกาศอย่างหนักแน่น "กฎเหล็กข้อแรกของข้าก็คือ ความปลอดภัยต้องมาก่อน ผลงานมาเป็นอันดับสอง!" สายตาของเขาดุดันกวาดมองไปทั่วลาน "ไม่ว่าเวลาไหน ไม่ว่าจะทำภารกิจอะไร การรักษาชีวิตของตัวเอง รักษาชีวิตของพี่น้องเพื่อนร่วมงาน ถือเป็นภารกิจหลัก! ถือเป็นกฎสูงสุด! ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้าเอาชีวิตไปเสี่ยงตายเพื่อแลกกับผลงานลมๆ แล้งๆ! ข้าต้องการให้พวกเจ้าเอาผลงานจริงๆ กลับมาให้ข้าแบบครบสามสิบสองประการและไร้รอยขีดข่วน! ใครกล้าฝ่าฝืนกฎข้อนี้ ทำตัวเป็นฮีโร่จนพาพี่น้องไปซวย อย่าหาว่าข้าใช้กฎหมายลงโทษอย่างโหดเหี้ยมก็แล้วกัน!"
"ข้อที่สอง!" เขาไม่ปล่อยให้ทุกคนได้มีเวลาคิด ทิ้งระเบิดลูกที่สองลงมาทันที "มั่นคงปลอดภัยไว้ก่อน งดทำงานล่วงเวลา!"
เบื้องล่างเริ่มมีเสียงสูดลมหายใจด้วยความตกใจดังขึ้น
"การฝึกซ้อมประจำวัน หรือการออกไปทำคดี ต้องวางแผนให้รัดกุมก่อนลงมือ ข้อมูลไม่ชัดเจนไม่ทำ เตรียมตัวไม่พร้อมไม่ทำ มั่นใจไม่ถึงเจ็ดส่วนไม่ทำ! หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือเรื่องสำคัญระดับชาติ ห้ามใครไปเบียดเบียนเวลาหยุดพักผ่อน หรือเวลาอยู่กับครอบครัวของพี่น้องเด็ดขาด! ร่างกายคือต้นทุนของการทำงานรับใช้ราชสำนัก! ทำงานสลับกับพักผ่อนให้พอดี ทีมของพวกเราถึงจะเดินไปได้ไกล ถึงจะแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทได้อย่างยั่งยืน!"
เบื้องล่างเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น สายตาของหลายคนเปลี่ยนจากความงุนงง ตกตะลึง กลายเป็นความไม่อยากจะเชื่อ และตามมาด้วยประกายแห่งความประหลาดใจและเห็นด้วยอย่างลึกซึ้ง ก็แน่ล่ะสิ ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากมีเจ้านายที่ห่วงใยลูกน้องและไม่ชอบสั่งงานจุกจิกน่ารำคาญ
"แน่นอน!" เกาเสี่ยวชวนกวาดสายตามองทุกคน น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเย็นชาและแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่อาจขัดขืนได้ "ไม่เอาชีวิตไปเสี่ยง ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องออกแรง! ไม่ทำงานล่วงเวลา ไม่ได้แปลว่าให้อู้งาน! วิชาที่ต้องฝึก พวกเจ้าต้องฝึกให้เชี่ยวชาญ! คดีที่ต้องทำ พวกเจ้าก็ต้องทำให้สวยงาม! สิ่งที่เราต้องการสร้าง คือทีมที่สามารถลุยงานหนักได้ และสามารถเอาชนะด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด รู้จักรักษาชีวิตตัวเองเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกต่างหาก! หากใครกล้าขี้เกียจสันหลังยาว ละเลยหน้าที่ หรือทำให้ทีมต้องเดือดร้อนเพราะความประมาทของตัวเองล่ะก็ ดาบสลักวสันต์ที่เอวของข้า มันก็ไม่ไว้หน้าใครเหมือนกัน!"
คำพูดของเขามีทั้งพระเดชและพระคุณ ทั้งให้รางวัลและข่มขู่ ขีดเส้นแบ่งระหว่างการอู้งานอย่างปลอดภัยกับการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุด
ต่อไปก็คือการแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ที่สำคัญที่สุด
"หวังหู่!" เกาเสี่ยวชวนตะโกนเรียกเสียงดัง
"ผู้น้อยอยู่นี่!" หวังหู่ที่อดใจรอแทบไม่ไหวรีบก้าวออกมาข้างหน้า เสียงของเขาดังกังวาน ลมปราณของขอบเขตก่อกำเนิดแผ่กระจายออกมาจางๆ ทำให้ไม่มีใครกล้าดูถูก
"ข้าขอเลื่อนขั้นให้เจ้าเป็นหัวหน้าหมู่ประจำหมวด!" เกาเสี่ยวชวนประกาศเสียงดังฟังชัด "รับผิดชอบดูแลการฝึกซ้อมประจำวัน การใช้กำลังบุกทะลวง การไล่ล่าจับกุม และการป้องกันฐานที่มั่น รวมไปถึงเรื่องที่ต้องใช้กำลังทั้งหมด! พาพี่น้องไปฝึกหมัดมวย เพลงดาบ และการขี่ม้ายิงธนูให้เก่งกาจ! ทำได้หรือไม่"
"รับทราบขอรับท่านผู้บังคับหมวด! ผู้น้อยจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง! จะไม่ทำให้ท่านต้องเสียหน้าเด็ดขาด!" หวังหู่ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ สองมือที่ประสานกันสั่นระริกน้อยๆ เขายืดอกขึ้นจนสุด ในที่สุดเขาก็สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้อย่างสง่างามด้วยความพยายามของตัวเองเสียที!
"เสี่ยวหลี่!"
"ผู้น้อยอยู่นี่!" เสี่ยวหลี่ก้าวออกมาข้างหน้าอีกคน ในดวงตาสาดประกายความตื่นเต้นและคาดหวัง
"ข้าขอเลื่อนขั้นให้เจ้าเป็นหัวหน้าหมู่ประจำหมวด!" เกาเสี่ยวชวนมองหน้าเขา "รับผิดชอบดูแลเรื่องการรวบรวมและคัดกรองเบาะแสข่าวกรองเบื้องต้น การจัดการแฟ้มคดีและเอกสาร การรับส่งหนังสือราชการกับหน่วยงานอื่น และช่วยข้าจัดการงานเอกสารประจำวัน รวมถึงประสานงานภายในทีม! อย่าปล่อยให้สมองอันชาญฉลาดของเจ้าต้องสูญเปล่า จัดการเรื่องยุ่งๆ ของพวกเราให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและชัดเจนที่สุด!"
"ขอบพระคุณท่านผู้บังคับหมวดที่เมตตา! ผู้น้อยจะทุ่มเททำงานอย่างสุดความสามารถ จะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังกับความไว้วางใจนี้อย่างแน่นอน!" เสี่ยวหลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกว่าความสามารถและความทุ่มเทของตัวเองได้รับการยอมรับและมีเวทีให้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่เสียที
เมื่อเห็นพี่น้องชุดแรกที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาได้เลื่อนตำแหน่งเพราะความสามารถและความซื่อสัตย์ ทุกคนก็เริ่มคิดคำนวณอยู่ในใจ การได้ติดตามเจ้านายที่ดูเหมือนจะกลัวตายแต่ความจริงแล้วมีฝีมือร้ายกาจ รักลูกน้อง และที่สำคัญคือจริงใจกับลูกน้องแบบนี้ ดูเหมือนว่านอกจากชีวิตจะปลอดภัยขึ้นแล้ว อนาคตก็ดูสดใสไม่เบาเลยทีเดียว
โครงสร้างหลักของทีมถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ จากนั้นเกาเสี่ยวชวนก็เริ่มแจกแจงงานอย่างละเอียด เช่น การแบ่งทีมย่อยของคนทั้งห้าสิบคน การเบิกจ่ายและดูแลรักษาอาวุธชุดเกราะ การจัดเวรยามตรวจตราในพื้นที่รับผิดชอบ การติดต่อประสานงานกับทีมอื่น เป็นต้น เขามอบหมายงานทั้งหมดลงไปอย่างสมเหตุสมผล โดยใช้ข้ออ้างว่าไว้ใจลูกน้องอย่างเต็มที่ อยากให้ลูกน้องได้ฝึกฝน และต้องการให้มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน
หลังจากนั้น เกาเสี่ยวชวนก็หาโอกาสมอบยาอวิ้นเสินอันล้ำค่าที่ได้จากสำนักตงฉ่างให้กับหวังหู่และเสี่ยวหลี่คนละเม็ด ถือเป็นรางวัลเลื่อนตำแหน่งและช่วยให้พวกเขาเสริมสร้างรากฐานพลังยุทธ์ให้มั่นคง ทั้งสองคนซาบซึ้งใจจนแทบน้ำตาไหล พวกเขารู้ดีว่ายาเม็ดนี้ล้ำค่าแค่ไหน ทำให้พวกเขายิ่งจงรักภักดีต่อเกาเสี่ยวชวนมากขึ้นไปอีก
ส่วนตัวเกาเสี่ยวชวนเองก็สบายใจเฉิบ นั่งแท่นเป็นผู้บัญชาการเชิงกลยุทธ์และคอยควบคุมทิศทางหลักๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการหมกตัวอยู่ในห้องทำงาน ชงชาดื่ม ฟังรายงานจากหวังหู่และเสี่ยวหลี่เป็นพักๆ แล้วก็คอยให้คำแนะนำแบบผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หรือไม่ก็บอกปัดไปง่ายๆ ว่าพวกเจ้าจัดการกันเองเลย ข้าไว้ใจพวกเจ้า
แต่จะว่าไป การบริหารงานแบบเน้นเรื่องใหญ่ปล่อยเรื่องเล็กและมอบอำนาจให้ลูกน้องอย่างเต็มที่ซึ่งจริงๆ แล้วคือการขี้เกียจของเขานี้ กลับทำให้ทีมใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นมานี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเกินคาด หน้าที่รับผิดชอบชัดเจน เป้าหมายก็ชัดเจนซึ่งก็คือการทำงานอย่างปลอดภัยและมั่นคง ภายในทีมไม่มีการแข่งขันกันเองแบบเอาเป็นเอาตาย หรือไม่มีการกดดันกันเองจนเกินไป พลังใจและความกระตือรือร้นของทุกคนกลับถูกกระตุ้นออกมาได้อย่างเต็มที่ หวังหู่นำทีมฝึกซ้อมที่ลานฝึกซ้อมอย่างดุเดือด เสียงตะโกนดังกึกก้อง ส่วนเสี่ยวหลี่ก็จัดการเอกสาร แฟ้มคดี และเบาะแสต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เวลามารายงานก็พูดจาฉะฉาน ช่วยลดภาระให้เกาเสี่ยวชวนไปได้มหาศาลเลยทีเดียว
เขาถึงกับมีเวลาว่างมานั่งวิเคราะห์ชิ้นส่วนทักษะระดับกฎเกณฑ์ที่ส่องแสงเรืองรองดูลึกลับนั่น ถึงแม้ตอนนี้มันจะดูเหมือนคัมภีร์สวรรค์ที่อ่านไม่ออกเลยสักตัว แต่ว่างๆ ก็ดูไปเถอะ เผื่อวันไหนเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาบ้างล่ะ
วันนี้เขาก็เพิ่งจะเซ็นชื่อในเอกสารงานประจำวันสองสามฉบับเสร็จอย่างรวดเร็ว เอนหลังพิงเก้าอี้ มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นหวังหู่กำลังควบคุมการฝึกซ้อมที่ลานฝึกอย่างขะมักเขม้นจนเหงื่อท่วมตัว ส่วนที่ห้องด้านนอกเสี่ยวหลี่ก็กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนเอกสารอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาพยักหน้าด้วยความพอใจ
"อืม ไม่เลวเลย ทีมก็เข้ารูปเข้ารอยแล้ว กฎเกณฑ์ก็ชัดเจนแล้ว ข้าถึงจะสามารถอู้งานและฝึกวิชา เพื่อสนุกกับชีวิตได้อย่างเต็มที่สักที"
แน่นอนว่าลึกๆ ในใจเขาก็รู้ดีว่าความสงบสุขและความเป็นระเบียบชั่วคราวนี้ เป็นเพียงช่วงเวลาสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่จะมาเยือนเท่านั้น ในเมืองหลวงที่มีคลื่นใต้น้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา และในกองปราบเหนือที่เป็นศูนย์รวมของอำนาจแบบนี้ ปัญหามันจะวิ่งมาหาเขาเองในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน
เกาเสี่ยวชวนยกถ้วยชาที่เริ่มเย็นชืดขึ้นมาจิบ มองออกไปที่ท้องฟ้าสีครามสดใสนอกหน้าต่าง แล้วถอนหายใจยาว
"ช่างเถอะ ได้นั่งอู้งานสบายใจเฉิบไปอีกหนึ่งวัน ก็ถือว่ากำไรไปอีกหนึ่งวันก็แล้วกัน"
[จบแล้ว]