- หน้าแรก
- ยอดรักวันสิ้นโลก ครองเสบียงหมื่นล้านพร้อมเปิดโหมดสังหาร
- บทที่ 8 พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีก
บทที่ 8 พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีก
บทที่ 8 พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีก
บทที่ 8 พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีก
ท่าทางของเซี่ยกุ่ยกุยทำเอาชายหนุ่มรู้สึกขบขัน จินซ่างยกยิ้มมุมปาก "ของของเธอก็คือของของเธอ!"
เมื่อได้ยินว่าเธอสามารถเก็บแหวนวงนี้ไว้ได้ เซี่ยกุ่ยกุยก็มองเขาด้วยสีหน้าโง่งม
จากนั้น พอรู้สึกตัวว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ เธอก็รีบเปลี่ยนสายตาทันที "เอาอย่างนี้ไหม นายคิดเงินฉันสักหน่อยพอเป็นพิธีก็แล้วกัน?" แบบนั้นมันถึงจะกลายเป็นของเธออย่างแท้จริง
"เธอคิดว่าของที่ฉันอยากได้ จะใช้สิทธิ์ครอบครองด้วยวิธีพรรค์นี้ได้งั้นเหรอ?"
"..." เซี่ยกุ่ยกุยกอดอก พยายามทำตัวให้ดูใสซื่อไร้เดียงสา
ผู้ชายมักจะแพ้ทางผู้หญิงที่ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสาไม่ใช่หรือไง?
และก็เป็นอย่างที่คิด ชายหนุ่มดูเหมือนจะตกหลุมพราง "ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครเอาแหวนวงนี้ไปจากเธอได้หรอก มันเป็นของเธอแล้ว!"
"ขอบคุณนะ!" เซี่ยกุ่ยกุยแสดงท่าทีผ่อนคลายลง แต่มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเธอประหม่าแค่ไหน
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนี้ เธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกมองทะลุปรุโปร่งไปเสียหมด
"ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนนายแล้วนะ!"
ได้เวลาเผ่นแล้ว!
"รับแหวนไปแล้ว จะให้เกียรติร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับฉันหน่อยได้ไหม?" แม้จะฟังดูเหมือนประโยคคำถาม แต่สำหรับเซี่ยกุ่ยกุยแล้ว มันคือคำสั่งชัดๆ
ไม่กี่นาทีต่อมา ขณะที่นั่งอยู่ในร้านอาหาร เธอก็ได้แต่พูดไม่ออกกับตัวเอง เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไปตกลงรับปากเขาตอนไหน
เธอรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ความหล่อเหลาของเขาจะร่ายมนตร์สะกดจนเธอสูญเสียความสามารถในการต่อต้านขัดขืนไป
เธอเป็นถึงคนที่ทะลุมิติเข้ามาในนิยายแถมยังได้กลับมาเกิดใหม่เลยนะ ทำไมถึงถูกชักจูงได้ง่ายดายขนาดนี้?
น่าขายหน้าชะมัด!
"ในเมื่อนายก็เชื่อเรื่องวันสิ้นโลกที่ฉันบอกไปแล้ว ทำไมถึงไม่ไปเตรียมกักตุนเสบียงล่ะ มาเสียเวลากินข้าวกับฉันอยู่ที่นี่ทำไม?" เซี่ยกุ่ยกุยไม่เข้าใจเขาเลยจริงๆ
นัยน์ตาจิ้งจอกของจินซ่างตวัดขึ้น แฝงแววหยอกเย้า "ฉันไม่คิดว่าการกินข้าวกับเธอเป็นการเสียเวลาหรอกนะ!"
เซี่ยกุ่ยกุย: "..."
ดูเหมือนเธอจะเถียงไม่ออกแล้ว!
"อีกอย่าง เธอคิดว่าคนอย่างฉันจำเป็นต้องลงมือรวบรวมเสบียงด้วยตัวเองงั้นเหรอ?"
"ก็คงไม่!" เซี่ยกุ่ยกุยนึกย้อนดูตัวเอง ก็จริงแฮะ ตอนนี้เธอก็มานั่งกินข้าวอยู่ที่นี่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
ในตอนนั้นเอง จินซ่างก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากแล้วไอออกมาสองสามครั้ง ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงในทันตา
"นายไม่เป็นไรใช่ไหม?" เซี่ยกุ่ยกุยไม่คาดคิดมาก่อนว่าจินซ่างจะร่างกายอ่อนแอขนาดนี้
เมื่อคืนเธอเห็นเขาแค่แวบเดียวก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในห้องของโรงแรม เขาก็ไม่ได้มีท่าทีอึดอัดเจ็บป่วยอะไรนี่นา
แต่ตอนนี้... พอได้สังเกตเขาใกล้ๆ เธอถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าเขาผอมบางและดูอมโรคหนักมาก
ขนาดป่วยกระเสาะกระแสะยังดูดีขนาดนี้ ถ้าเขาสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่กลายเป็นภัยพิบัติต่อหัวใจคนทั้งโลกเลยหรือไง?
"โรคเก่าน่ะ ยังไม่ตายตอนนี้นักหรอก" หลังจากไออีกสองครั้ง เขาก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มวางผ้าเช็ดหน้าลง เงยหน้าขึ้น แล้วมองข้ามไปทางด้านหลังของเธอ
เซี่ยกุ่ยกุยหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ
ด้านหลังของเธอคืออดีตคู่หมั้นสุดเฮงซวยกับคู่หมั้นคนปัจจุบันของเขา
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมาเจอเซี่ยกุ่ยกุยที่นี่
โดยเฉพาะหวังเวยหยา เธอแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ถึงกับต้องเพ่งมองเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดไป
ทว่าสีหน้าของเซี่ยกุ่ยกุยกลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เธอหันกลับมาอย่างใจเย็นแล้วคีบอาหารเข้าปากต่อไป
"คุณชาย ยังไม่กลับเมืองหลวงอีกเหรอคะ?" หวังเวยหยาหน้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหม่า
เธอจินตนาการไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าการได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเขาจะให้ความรู้สึกอย่างไร
"บังเอิญเจอเรื่องน่าสนใจนิดหน่อยน่ะ เลยกะว่าจะอยู่ต่ออีกสักสองสามวัน!" น้ำเสียงของจินซ่างราบเรียบไร้อารมณ์ เขาปรายตามองเซี่ยกุ่ยกุย ก่อนจะใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารจากจานของตัวเองไปวางลงในจานของหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ท่วงท่าของเขาสง่างามและสุภาพบุรุษสุดๆ
เซี่ยกุ่ยกุยถึงกับผงะ
นี่ไม่เหมือนการกระทำที่คุณชายผู้สูงศักดิ์อย่างจินซ่างน่าจะทำเลยสักนิด
แต่ทว่า... เมื่อเห็นสีหน้าคับแค้นใจและไม่อยากจะเชื่อของหวังเวยหยา เธอก็ยอมรับมันอย่างใจเย็น "คุณชายจิน ทานเยอะๆ นะคะ!"
จากนั้นเธอก็ใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารกลับไปวางบนจานของจินซ่างบ้าง
โดยเมินเฉยต่ออีกสองคนนั้นไปอย่างสิ้นเชิง
ฉีหยวนรู้สึกจุกแน่นอยู่ในอกอย่างบอกไม่ถูก ราวกับมีอะไรบางอย่างอุดตันอยู่
เมื่อก่อนเธอเคยเอาอกเอาใจและมีสายตาไว้ให้แค่เขาคนเดียวเท่านั้น
"เมื่อวานเพิ่งจะถอนหมั้นกันไป วันนี้เธอก็มานั่งกินข้าวกับผู้ชายคนอื่นหน้าตาเฉยเลยงั้นเหรอ?" คำพูดของเขาแฝงนัยยะว่าเธอเป็นผู้หญิงใจง่าย "เธอรู้ด้วยซ้ำไหมว่าเขาเป็นใคร ถึงได้ออกมาไหนมาไหนกับเขาง่ายๆ แบบนี้?"
เซี่ยกุ่ยกุยยิ้ม นัยน์ตาจิ้งจอกตวัดขึ้นแฝงแววเย้ยหยัน "ฉันจะมากินข้าวกับใครมันก็เรื่องของฉัน ไม่กงการอะไรของนายมั้ง อดีตคู่หมั้น?"
ฉีหยวนชะงักงัน คำพูดจุกอยู่ที่คอหอย
ในขณะเดียวกัน หวังเวยหยาก็มีสีหน้าราวกับเห็นผี โดยไม่ทันสังเกตเห็นปฏิกิริยาของคู่หมั้นตัวเองเลยแม้แต่น้อย
เขา... คุณชายผู้สูงศักดิ์คนนั้น ยอมกินอาหารที่คนอื่นคีบให้เนี่ยนะ?
เรื่องนี้คงได้กลายเป็นข่าวใหญ่แน่ๆ
อันที่จริง ตลอดมื้ออาหารมื้อนั้น เซี่ยกุ่ยกุยแทบไม่รับรู้ถึงรสชาติอะไรเลย
ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอเห็นได้ชัดว่ามีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่กลับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นบางอย่างกดทับเธอเอาไว้
เฮ้อ!
ลากันแค่วันนี้ ขออย่าได้พบได้เจอกันอีกเลยเถอะ สาธุ!
นั่นคือสิ่งที่เธอคิดในตอนที่แยกย้ายกัน
"เซี่ยกุ่ยกุย พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีก!"
เซี่ยกุ่ยกุย: "???"
หลังจากส่งเซี่ยกุ่ยกุยกลับไปแล้ว กลิ่นอายความอันตรายอันเป็นธรรมชาติของจินซ่างก็แผ่ซ่านออกมาทันที "ยกเลิกเที่ยวบินพรุ่งนี้ซะ"
เหยียนหมิงรับคำและรีบต่อสายจัดการให้ทันที
เขารู้สึกประหลาดใจมากที่ผู้หญิงคนนั้นสามารถนั่งกินข้าวต่อหน้าคุณชายของเขาได้หน้าตาเฉย
สำหรับคนธรรมดาทั่วไป แค่ได้ร่วมโต๊ะอาหารและพูดคุยตามลำพังกับคุณชายก็ถือเป็นเรื่องยากจะทนรับไหวแล้ว
"คุณชายครับ เมื่อกี้คุณชายเฉียนโทรมาถามว่าพวกเราจำเป็นต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันไว้ด้วยไหมครับ?"
"เตรียมสิ นอกจากเสบียงอาหารแล้ว ก็กว้านซื้อของอย่างอื่นมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้!" เวลาหนึ่งสัปดาห์ยังพอมืออยู่
อารมณ์ของเซี่ยกุ่ยกุยตอนนี้ขุ่นมัวสุดๆ
เธออุตส่าห์แกล้งทำตัวโง่เง่าใสซื่อ แถมยังจงใจเล่าเรื่องวันสิ้นโลกให้เขาฟัง ก็เพราะไม่อยากสร้างศัตรูกับคนอันตรายอย่างเขานี่แหละ
แต่ไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั่นเหมือนจะมองเธอออกทะลุปรุโปร่ง ถึงได้ยืนกรานว่าจะต้องเจอกันอีกให้ได้ในวันพรุ่งนี้
ไม่รู้ว่าเขาต้องการจะรีดเค้นอะไรจากเธออีก
มิติเก็บของคือความลับขั้นสุดยอดของเธอ เธอไม่มีทางแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาดหากไม่ใช่คนที่เธอไว้ใจอย่างแท้จริง
ตอนนั้นเธอบอกไปว่า "ฉันไม่เหมือนนายนะ ฉันต้องไปเตรียมเสบียง"
ใครจะไปคิดว่าเขาจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสนใจใคร่รู้ว่า "พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีก!"
บ้าบอ ใครจะอยากไปเจอกับเขากัน!
เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าพรุ่งนี้จะหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน คอยดูสิว่าเขาจะหาทางมาเจอเธอได้ยังไง
เช้าวันรุ่งขึ้น เธอออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม อาบน้ำ กินมื้อเช้ากับคุณพ่อและพี่ชาย เสร็จแล้วก็กลับเข้าห้องไปงีบหลับ
เธอกินแล้วก็นอน นอนแล้วก็ตื่นมากิน วนเวียนอยู่แบบนี้ตลอดทั้งวันจนกระทั่งตกเย็น
ช่วงนี้ เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น นอกจากการวิ่งแล้ว เธอยังฝึกศิลปะการต่อสู้อีกด้วย
ซึ่งครูฝึกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นชวีหยาง แชมป์ศิลปะการต่อสู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพี่ใหญ่ของเธอ เขามาสอนเธอด้วยตัวเองทุกคืนตอนทุ่มตรง
ชวีหยางคนนี้ไม่มีอยู่ในความทรงจำของเธอหรือแม้แต่ในนิยายต้นฉบับ
ดีไม่ดี คงเป็นตัวประกอบใช้แล้วทิ้งอีกล่ะสิ!
เมื่อเห็นว่าใกล้จะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว เธอจึงรวบผมยาวๆ ให้เข้าที่เข้าทางขณะเดินลงบันไดไปชั้นล่าง
"..." ดูเหมือนว่าจะมีคนนอกอยู่ในห้องนั่งเล่นงั้นเหรอ?
ปกติแล้ว เวลาอยู่บ้าน ถ้ามีธุระอะไร เซี่ยต้งเหลียงกับคนอื่นๆ มักจะคุยกันในห้องหนังสือเสียมากกว่า แทบไม่ค่อยมานั่งจับเข่าคุยกันในห้องนั่งเล่นเลย
พอเดินลงบันไดเวียนมาได้ครึ่งทาง เธอก็หยุดชะงัก
ร่างผอมสูงของจินซ่างนั่งเอนกายอยู่บนโซฟา บนใบหน้าซีดเผือดอมโรคนั้นประดับไปด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายและยากจะหยั่งถึง
เขาเหมือนกำลังเยาะเย้ยเธออยู่กลายๆ... เห็นไหมล่ะ? ฉันบอกแล้วว่าวันนี้เราต้องได้เจอกันอีกไม่ใช่หรือไง?
"นายมาทำอะไรที่นี่?" เซี่ยกุ่ยกุยเอ่ยถามอย่างเสียมารยาท
คนแบบนี้ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่คนที่เซี่ยต้งเหลียงกับเซี่ยต้งเฉินจะไปคบหาสมาคมด้วยได้เลยนะ
"คุณชายจินเป็นแขกของพี่เอง!" เซี่ยต้งเฉินเอ่ยตอบ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนน่าจะรู้จักมักจี่กันมาก่อน "พวกเธอรู้จักกันเหรอ?"
จินซ่าง: "ครับ!"
เซี่ยกุ่ยกุย: "ไม่ค่ะ!"
เซี่ยต้งเฉิน: "..."
"เมื่อวานเรายังทานมื้อค่ำด้วยกันอย่างมีความสุขอยู่เลยน้า เฮ้อ ผู้หญิงสวยๆ นี่ช่างใจจืดใจดำกันเสียจริง!" เขาพูดราวกับว่าเจ็บปวดรวดร้าวใจเสียเหลือเกิน แต่สีหน้ากลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เซี่ยกุ่ยกุยสบถด่าในใจ: 'ไปตายซะ!'