- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 145 การหาเงินน่ะไม่ใช่เรื่องน่าอาย
บทที่ 145 การหาเงินน่ะไม่ใช่เรื่องน่าอาย
บทที่ 145 การหาเงินน่ะไม่ใช่เรื่องน่าอาย
บทที่ 145 การหาเงินน่ะไม่ใช่เรื่องน่าอาย
"ได้ยินข่าวหรือยัง? ไป๋ตงหลินที่เคยกำราบสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพเมื่อห้าปีก่อนกลับมาแล้ว!"
"ใช่ไป๋ตงหลินคนที่ต่อยระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ตายด้วยหมัดเดียวคนนั้นน่ะหรือ?"
"เหอะ ข่าวของเจ้าล้าหลังไปแล้ว มีคนเล่าว่าคราวนั้นที่ชื่อปี้เหลียนน่ะได้รับคำสั่งมาจากใครบางคน เลยจงใจแสร้งตายต่างหาก!"
"ข้าได้ยินมาว่าทูหยาจะท้าประลองกับไป๋ตงหลินที่หอคอยท่องนภา พวกเรา รีบไปดูเร็วเข้า!"
"ไปด้วย! ไปด้วยกัน!"
ทั้งไป๋ตงหลินและทูหยาต่างก็เป็นบุคคลเด่นดังในบรรดาศิษย์ใหม่รุ่นนี้ คนหนึ่งเคยขึ้นสู่จุดสูงสุดของทำเนียบดาวรุ่งแต่กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี จนต้องสูญเสียเวลาห้าปีไปอย่างเปล่าประโยชน์ในนรกดำ
ส่วนอีกคนคืออันดับสองของทำเนียบดาวรุ่งในปัจจุบัน ซึ่งครองตำแหน่งนี้มาอย่างเหนียวแน่นถึงห้าปี เป็นรองเพียงเทพไร้ตำหนิที่เป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น
หนึ่งคืออดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่งที่ดูเหมือนจะมอดดับไปแล้ว กับอีกหนึ่งคือดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังฉายแสงเจิดจรัส การปะทะกันของทั้งสองย่อมเป็นจุดดึงดูดที่น่าสนใจยิ่งนัก
ผนวกกับการจงใจผลักดันข่าวของเซิ่งชิงตามคำขอของไป๋ตงหลิน เพียงชั่วครึ่งวัน ข่าวการประลองครั้งนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมของเหล่าศิษย์ใหม่ นอกจากศิษย์ส่วนน้อยที่ออกไปฝึกฝนทำภารกิจสำนักด้านนอกแล้ว คนส่วนใหญ่ต่างก็แห่กันไปยังหอคอยท่องนภา หลายคนถึงกับไปปักหลักรออยู่ล่วงหน้าก่อนหนึ่งวันด้วยซ้ำ
วันต่อมา เมื่อถึงเวลาที่นัดหมาย ไป๋ตงหลินก็เปิดประตูแสงออกมาอย่างไม่รีบร้อน เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าสู่โถงชั้นศูนย์อันโอ่อ่ากว้างขวางของหอคอยท่องนภา
ยามนี้ภายในโถงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ศิษย์ใหม่เก้าในสิบส่วนล้วนมารอคอยอยู่ที่นี่ โชคดีที่พื้นที่ของหอคอยท่องนภานั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก มิเช่นนั้นคงต้องใช้คำว่ามืดฟ้ามัวดินมาบรรยาย ทันทีที่ไป๋ตงหลินปรากฏตัว กลิ่นอายอันโดดเด่นของเขาก็ดึงดูดสายตาจากทุกสารทิศ โถงที่เคยเซ็งแซ่พลันอื้ออึงขึ้นมาทันที
"มาแล้ว! มาแล้ว! ดูเร็ว นั่นแหละไป๋ตงหลิน!"
"ว้าว... หล่อเหลาเหลือเกิน!"
"เหอะ! ยัยพวกบ้าผู้ชาย ข้าว่าพี่ทูหยาของข้าดูองอาจกว่าเยอะ ดูมัดกล้ามที่นูนแน่นนั่นสิ เห็นแล้วอยากจะลูบไล้ดูสักครั้งจริง ๆ!"
ไม่ว่าที่ใดล้วนมีพวกคลั่งไคล้หลงใหล สำนักศักดิ์สิทธิ์เองก็ไม่ต่างกัน ด้วยวัยหนุ่มสาวที่หัวใจเริ่มสั่นไหว ย่อมเป็นธรรมดาที่จะชื่นชมในรูปโฉมและวรยุทธ์อันกล้าแกร่ง ซึ่งเรื่องนี้หาได้เกี่ยวข้องกับระดับพลังฝีมือไม่
วิถีการบำเพ็ญกายามิได้มีข้อกำหนดเรื่องการตัดราคะหรือไร้ความรู้สึก เพียงแค่ต้องกระทำตามความต้องการของหัวใจ ยึดมั่นในเจตจำนง และเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งสิ่งนี้กลับช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเสียด้วยซ้ำ
ทูหยาเห็นได้ชัดว่าให้ความสำคัญกับการประลองครั้งนี้มาก เขามาถึงก่อนเวลานานแล้ว ร่างกายสูงใหญ่กำยำประดุจหอคอยเหล็กยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น สองแขนล่ำสันกอดอก กล้ามเนื้อแข็งแกร่งราวกับหินแกรนิตนูนเด่น เขาหลับตาลงเพื่อปรับสภาวะจิตใจและสะสมเจตจำนงการต่อสู้ให้พุ่งทะยาน
เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตจำนงการต่อสู้ที่รุนแรงดุจคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำของทูหยา ไป๋ตงหลินก็ยกยิ้มน้อย ๆ แล้วเอ่ยว่า "ข้าไม่ได้มาสายเกินไปใช่ไหม?"
"กำลังพอดี!" ดวงตาของทูหยาฉายแววเร่าร้อน เจตจำนงการต่อสู้อันดุดันรอบกายเขาเข้มข้นจนดูราวกับจะจับต้องได้
ในขณะที่ทั้งสองจ้องตากันอย่างไม่ลดละ ท่ามกลางฝูงชนที่อยู่ห่างออกไป มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเปิดบ่อนพนันกันอย่างคึกคัก
"เร่เข้ามา! เร่เข้ามา! เดินผ่านมาแล้วอย่าผ่านเลย ซื้อแล้วห้ามเปลี่ยน วางเงินแล้วรอรับโชค!"
"อยากมั่งมีต้องทุ่มให้หนัก!"
"วัดดวงกันสักครา ศาสตราเวทอาจกลายเป็นศาสตราวิญญาณ พนันสวนทางผลลัพธ์ วิมานเซียนริมทะเลอาจเป็นของท่าน!"
เสียงร้องเชิญชวนที่เปี่ยมด้วยความเย้ายวนใจทำเอาไป๋ตงหลินเริ่มคันไม้คันมือขึ้นมาบ้าง จนเขาแอบสงสัยว่าคนพวกนี้แอบใช้อิทธิฤทธิ์มนต์สะกดลงไปในน้ำเสียงด้วยหรือไม่
เหล่านักพนันที่อยู่รอบข้างต่างก็ถูกกระตุ้นในทันที ส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ก็เพื่อหวังจะเสี่ยงโชคหาผลกำไร หาได้สนใจเรื่องการประลองของไป๋ตงหลินกับทูหยาจริงจังเหมือนที่ปากว่าไม่
"ข้าลงฝั่งทูหยาหนึ่งพันคะแนน!"
"ข้าลงฝั่งไป๋ตงหลิน..."
"เดี๋ยวก่อน พี่ชาย ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือ? มองมุมไหนทูหยาก็มีโอกาสชนะมากกว่า เห็น ๆ กันอยู่ว่านรกดำมันเป็นสถานที่พรรค์ไหน ท่านไม่รู้หรืออย่างไร?"
"ไป๋ตงหลินไม่ได้ก้าวหน้าเลยตลอดห้าปี ในสถานที่อัปมงคลเช่นนั้น พลังฝีมืออาจจะถดถอยลงด้วยซ้ำ กลับกันทูหยาได้เข้าสู่ยอดเขาหลัก เพลิดเพลินกับแดนเร้นลับฝึกฝนระดับสูงมากมาย อีกฝ่ายย่ำอยู่กับที่ แต่อีกฝ่ายก้าวกระโดด ทูหยาชนะเห็น ๆ!"
ชายร่างกำยำที่ถูกรั้งมือไว้มีสีหน้าลังเล เดิมทีเขารู้สึกทึ่งในพละกำลังของไป๋ตงหลินที่ "สังหาร" ปี้เหลียนได้ในพริบตาบนลานประลองอู๋เจียน แต่พอได้ฟังที่สหายผู้นี้กล่าวมา มันก็นับว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย!
คะแนนของเขาไม่ใช่ว่าได้มาโดยง่าย ต้องลำบากตรากตรำช่วยงานยอดเขาสารพัดสมบัติหลอมสร้างวัสดุในแกนโลกอันร้อนระอุ หากโชคดีหน่อยวันหนึ่งก็ได้เพียงยี่สิบกว่าคะแนนเท่านั้น
"ตกลงจะพนันหรือไม่? ถ้าไม่พนันก็หลีกไป คนข้างหลังยังรออยู่อีกเพียบ!"
ชายร่างยักษ์สบตากับพี่ชายที่รั้งมือเขาไว้ด้วยแววตาซื่อตรง ก่อนจะพยักหน้าอย่างแรงแล้วกล่าวว่า
"พี่ชาย ข้าเชื่อท่าน! ข้าแทงข้างทูหยาชนะ สองพันคะแนน กับอีกหนึ่งหมื่นหินวิญญาณชั้นสูง!"
จุดรับพนันนับสิบแห่งถูกฝูงชนรุมล้อม ผู้คนมากมายต่างกรูเข้ามาวางเดิมพัน ทุกคนล้วนระมัดระวังเป็นที่สุด เพราะคะแนนนั้นมิใช่จะได้มาโดยง่าย แต่ละแต้มล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย!
ด้วยเหตุนี้ คนส่วนใหญ่จึงยังคงเลือกวางเดิมพันข้างทูหยา แม้ว่าเมื่อห้าปีก่อนไป๋ตงหลินจะเคยโดดเด่นเพียงใด ทว่าสถานการณ์ในยามนี้ย่อมต่างไปจากวันวาน อัตราต่อรองของไป๋ตงหลินพุ่งสูงขึ้นเป็นหนึ่งต่อสองในทันที
ท่ามกลางฝูงชน เซิ่งชิงแทรกตัวไปมาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ เขาประสานสายตากับไป๋ตงหลินอย่างมีเลศนัยจากระยะไกล เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย เขาก็เริ่มก้าวไปยังจุดรับพนัน
"ข้าลงข้างไป๋ตงหลินชนะ หนึ่งหมื่นคะแนน และหนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นสูง!"
ฮือฮา!
ฝูงชนรอบข้างเกิดเสียงอื้ออึงขึ้นมาทันควัน เศรษฐีผู้มั่งคั่งคนนี้มาจากไหนกัน? ช่างน่าริษยายิ่งนัก หนึ่งหมื่นคะแนนนั้นต้องตรากตรำทำงานหนักเพียงใดถึงจะได้มา!
เซิ่งชิงมีท่าทีสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง การเอาเงินผู้อื่นมาใช้สร้างบารมีให้ตนเองช่างสำราญใจแท้! ดูเถิด เหล่าศิษย์สตรีพวกนั้นล้วนกำลังจับจ้องมาที่เขา ช่างเป็นความรู้สึกที่ประเสริฐนัก!
เซิ่งชิงไม่หยุดเพียงเท่านั้น ร่างของเขาเคลื่อนที่ไปยังจุดรับพนันถัดไป ทุ่มเงินหนึ่งหมื่นคะแนนและหนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นสูงเท่าเดิม เพียงเวลาไม่นาน เขาก็แวะเวียนไปครบทั้งสิบกว่าแห่ง ด้วยกำลังของเขาเพียงคนเดียว เซิ่งชิงสามารถดึงอัตราต่อรองของไป๋ตงหลินให้ลงมาเหลือเพียงหนึ่งต่อหนึ่งจุดห้า!
ยามนี้สีหน้าของทุกคนต่างแข็งค้าง ตกตะลึงกับการทุ่มไม่อั้นของเซิ่งชิง ต้องรู้ก่อนว่าแม้ศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์จะมีหนทางหาคะแนนได้มากมาย แต่ละวิธีล้วนยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่งรวมกับการจับจ่ายเพื่อฝึกตนในยามปกติแล้ว ผู้ที่มีคะแนนติดตัวถึงห้าพันก็นับเป็นผู้มั่งคั่งแล้ว!
เหล่าศิษย์ผู้ดูแลโต๊ะพนันทั้งสิบกว่าคนต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ไอ้เจ้าทูหยานี่คงไม่ได้ล้มมวยหรอกนะ?
ทูหยาที่ยืนกอดอกอยู่ขมวดคิ้วมุ่น เขาเยืนรอจนขาทั้งสองข้างเริ่มชาหนึบ ไม่รู้ว่าไป๋ตงหลินผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่ ในที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากออกมา
"ไป๋ตงหลิน เริ่มได้หรือยัง?"
แววตาของไป๋ตงหลินไหววูบ เขาเฝ้ามองเซิ่งชิงวางเดิมพันจนเสร็จสิ้น เมื่อพอใจแล้วจึงพยักหน้าและหันไปกล่าวกับทูหยาว่า
"สหายทูหยา ท่านดูสิ ทุกคนต่างสนุกสนานกันเพียงนี้ พวกเราควรจะเพิ่มรางวัลติดปลายนวมกันสักหน่อยไหม?"
ไป๋ตงหลินมีสีหน้าเบิกบานใจ คะแนนและหินวิญญาณจำนวนมหาศาลกำลังจะไหลเข้ากระเป๋าโดยไม่ต้องออกแรง มีหรือที่เขาจะไม่ยินดี? แม้แต่การเรียกขานทูหยาผู้เป็นต้นเรื่องก็ยังเปลี่ยนไปดูเป็นมิตรขึ้น
สีหน้าของทูหยาแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง ศิษย์คนอื่นจะทำอะไรเขาไม่สน แต่เขาให้ความสำคัญกับการประลองครั้งนี้อย่างยิ่งยวด การที่ไป๋ตงหลินเอ่ยเรื่องเดิมพันออกมา ในสายตาของเขามันคือการหยามเกียรติของการประลองอันศักดิ์สิทธิ์นี้
"เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่?"
"หนึ่งหมื่นคะแนน แล้วเริ่มสู้กันทันที!"
"ตกลง!"
ดวงตาของทูหยาลุกโชนด้วยไฟแห่งโทสะ เขาครองอันดับสองของทำเนียบดาวรุ่งมาตลอดห้าปีจึงมีแต้มบุญอยู่ไม่น้อย แม้หนึ่งหมื่นคะแนนจะนับว่ามาก แต่เขาก็หาได้ขัดสนจนจ่ายไม่ไหว ยามนี้เขาเพียงต้องการประลองให้รู้แล้วรู้รอดไปเท่านั้น!
ไป๋ตงหลินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าทูหยาผู้นี้จะกระเป๋าหนักพอตัว ดูท่าเขาจะเรียกราคาต่ำไปเสียแล้ว แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
ทั้งสองสบตากัน เจตจำนงสื่อสารไปยังกำไลมรรคสูงสุดพร้อมกัน แสงสีแดงวาบผ่านไป ครู่หนึ่งระลอกคลื่นจากหอคอยท่องนภาก็แผ่ซ่านลงมา ปกคลุมร่างของคนทั้งสองจนหายวับไปในพริบตา
ม่านแสงขนาดมหึมาหลายจอผุดขึ้นรอบด้าน ภาพบนจอสั่นไหว ปรากฏเป็นโลกแห่งทะเลทรายที่เม็ดทรายสีเหลืองปลิวว่อน ไป๋ตงหลินและทูหยายืนตระหง่านอยู่บนห้วงเวหา ต่างจ้องมองกันจากระยะไกล กลิ่นอายแห่งการต่อสู้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
"เริ่มแล้ว! การประลองเริ่มแล้ว!"
"ปิดรับเดิมพัน!"
เสียงอื้ออึงในโถงค่อย ๆ เงียบลง เหล่าศิษย์จำนวนมากต่างเงยหน้ามองม่านแสงด้วยสีหน้าจริงจัง โดยเฉพาะผู้ที่ลงเดิมพันไปหนักหนา ต่างพากันถูมือด้วยความลุ้นระทึก
ภายในโลกย่อยของหอคอยท่องนภา ไป๋ตงหลินกำลังชั่งใจอย่างหนัก จะเอาชนะให้จบในพริบตาเดียวดี หรือจะแสดงละครสักหน่อยดีนะ?
หากเขาแสดงพลังที่แข็งแกร่งจนเกินไป จะทำให้ศิษย์พวกนี้ขวัญกระเจิงหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น ในภายภาคหน้าคงไม่มีใครกล้ามาท้าทายเขาอีกเป็นแน่
ฝีมือของทูหยาผู้นี้ยังสู้เทพไร้ตำหนิไม่ได้ด้วยซ้ำ กล่าวได้เพียงว่าพอใช้ได้ การจะบดขยี้อีกฝ่ายด้วยนิ้วเดียวหาใช่เรื่องกล่าวเกินจริงไม่
ช่างเถอะ แสดงละครไปก่อนดีกว่า เผื่อว่าวันหน้าจะมีพวกหน้าซื่อตาใสมาท้าทายเขาอีก ถึงตอนนั้นจะได้หาลำไพ่พิเศษเพิ่มได้อีกนิด
ชั่วขณะที่ความคิดแล่นผ่านไป ทูหยาก็รอดพ้นจากจุดจบที่ต้องพ่ายแพ้ในพริบตาเดียวไปได้หวุดหวิด