เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 135 ความเจ็บปวดดับสูญ

บทที่ 135 ความเจ็บปวดดับสูญ

บทที่ 135 ความเจ็บปวดดับสูญ


บทที่ 135 ความเจ็บปวดดับสูญ

เว่ยฉือเกิงขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย

เมื่อมองไปยังไป๋ตงหลินที่กำลังเผยรอยยิ้ม เว่ยฉือเกิงที่เตรียมจะปิดฉากการต่อสู้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวพลันใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรงโดยมิอาจทราบสาเหตุ ลางสังหรณ์แห่งวิกฤตอันหนักหน่วงโถมเข้าปกคลุมเขาอย่างแน่นหนาในชั่วพริบตา!

ประหนึ่งว่าทุกอนุภาคเซลล์ในร่างกายกำลังกู่ร้องตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่ง สั่งให้เขาหนี! เร่งหนีไปเสีย! หากไม่หนีก็มีเพียงความตาย!

เป็นไปได้อย่างไรกัน!

ดวงตาพยัคฆ์ของเว่ยฉือเกิงเบิกกว้าง จ้องมองไป๋ตงหลินที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้าด้วยแววตาสับสนระคนตื่นตระหนก ชั่วขณะนั้นถึงกับชะงักงันไปเสียดื้อ ๆ วิกฤตที่ไม่รู้ที่มาทำให้เขาเสียกระบวน ทว่าเมื่อแผ่ขยายจิตสัมผัสเทพอันมหาศาลออกไปสำรวจ เขาก็ยังไม่เชื่อว่าลางสังหรณ์นี้จะมาจากตัวไป๋ตงหลิน

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง จิตสัมผัสเทพของเขากลับไม่พบสิ่งใด ในอาณาบริเวณนี้มีเพียงพวกเขาสองคน ส่วนพวกนักโทษในเมืองก็หนีไปไกลแล้ว และในกลุ่มนั้นก็ไม่มีผู้บำเพ็ญคนใดที่จะคุกคามเขาได้เลย

ไป๋ตงหลินค่อย ๆ ชูฝ่ามือขึ้น บนใจกลางฝ่ามือมีจุดเล็ก ๆ สีเทาแดงสองจุดลอยล่องอยู่ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพิกเซลถึงสิบเท่า

เมื่อเขาร่ายกระบวนท่านี้จนเสร็จสิ้น เว่ยฉือเกิงก็สิ้นไร้โอกาสที่จะหลบหนี ด้วยคุณลักษณะของช่องวิญญาณมิติ ตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตการมองเห็นของตาทิพย์และหูทิพย์ อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางหนีพ้น!

ยามนี้เว่ยฉือเกิงไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว และไม่มีกะจิตกะใจจะใส่ใจไป๋ตงหลิน ลางสังหรณ์แห่งหายนะที่น่าหวาดกลัวทำให้ช่องวิญญาณจำนวนมากในร่างเริ่มส่งเสียงคร่ำครวญ เขาหันหลังกลับและพุ่งตัวหนีด้วยความเร็วขีดสุด

ทว่าไม่ว่าเขาจะหนีไปทิศทางใด หรือเปลี่ยนทิศทางกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ความรู้สึกวิกฤตที่ทำให้หายใจไม่ออกนั้นก็ยังไม่ลดเลือนลงแม้แต่น้อย มันยังคงตามติดประหนึ่งเงาตามตัว วนเวียนอยู่ในจิตใจ จนใบหน้าของเว่ยฉือเกิงเริ่มปรากฏแววแห่งความสิ้นหวังออกมาทีละนิด

เนตรของไป๋ตงหลินส่องประกายแสงขาวเรืองรอง เงาร่างของเว่ยฉือเกิงที่หลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุนปรากฏชัดในดวงตา กลิ่นอายสายหนึ่งล็อกเป้าหมายไว้อย่างแน่นหนา เพียงแค่เจตจำนงเคลื่อนไหว ภายใต้การควบคุมของจิตวิญญาณ ช่องวิญญาณมิติสีเทาก็เข้าเขมือบช่องวิญญาณความเจ็บปวดสีแดงอย่างช้า ๆ แผ่ซ่านคลื่นพลังประหลาดที่มิอาจอธิบายได้ออกมา

"อา! ข้าไม่ยินยอม!"

เว่ยฉือเกิงหยุดร่างกายลง ยืนตระหง่านอยู่กลางห้วงอากาศธาตุ เงยหน้าคำรามก้องอย่างโกรธแค้น ในเมื่อหนีไม่พ้น ก็ได้แต่ต้องเผชิญหน้าตรง ๆ เท่านั้น ในวินาทีนั้น เลือดในกายของเขาพลันเดือดพล่าน แสงต้นกำเนิดชีวิตเผาไหม้อย่างรุนแรง ราวกับมีตะวันรุ่งปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง!

"ระเบิดออกไปซะ!"

ดวงตาพยัคฆ์ถลนจนแทบปริแตก โลหิตสีทองไหลรินลงตามโหนกแก้ม วิกฤตที่น่าสะพรึงกลัวกำลังจะบีบคั้นจนเขาคลุ้มคลั่ง ในเวลานี้เขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีกแล้ว ช่องวิญญาณกฎเกณฑ์ประเภทป้องกันและฟื้นฟูทั้งหมดในร่างกายแตกสลายในทันที แสงปฐมกาลที่ระเบิดออกถูกอัดแน่นเข้าไปในช่องวิญญาณเหล่านั้น แสงสีรุ้งหลากพรรณอันน่าหวาดเสียวแปรเปลี่ยนเป็นเสาแสงขนาดยักษ์พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า!

กฎเกณฑ์แห่งทอง ดิน ไม้ น้ำ และการป้องกัน พลันพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!

โซ่ตรวนกฎเกณฑ์หนาทึบจำนวนนับไม่ถ้วนพันธนาการร่างของเว่ยฉือเกิงไว้ทีละชั้น จนกลายเป็นทรงกลมกฎเกณฑ์ขนาดมหึมา ลอยละล่องอยู่ในเสาแสงหลากสีนั้น

การกระทำของเว่ยฉือเกิงล้วนอยู่ในสายตาของไป๋ตงหลิน ทว่าสีหน้าของเขายังคงราบเรียบ เมื่อมองไปยังจุดสีเทาแดงสองจุดที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เจตจำนงของเขาก็ขยับวูบ จุดสีเทาแดงขนาดจ้อยนั้นพลันหายวับไป และปรากฏขึ้นเหนือทรงกลมกฎเกณฑ์ของเว่ยฉือเกิงในรูปแบบที่พิลึกพิลั่น

ไป๋ตงหลินหรี่ตาลงเล็กน้อย พึมพำกับตนเองแผ่วเบา

"ปฐมกาล · ความเจ็บปวดดับสูญ!"

มหาลักษณ์ไร้รูป มหาสัทไร้เสียง

ท่ามกลางความเงียบงันอันไร้ซุ้มเสียง โดยเริ่มจากจุดเล็ก ๆ สีเทาแดงนั้น มิติรอบด้านค่อย ๆ ดับสูญไปทีละนิ้ว หลุมดำทมิฬขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากร้อยจั้ง เป็นพันจั้ง จนกระทั่งถึงหมื่นจั้ง การขยายตัวอันบ้าคลั่งจึงหยุดลง

ที่ขอบของหลุมดำมหึมานั้น มีรอยแยกมิติหนาทึบขยายตัวออกไปไกลกว่าหลายร้อยกิโลเมตร!

พลังงานมหาศาลปะทุออกมาอย่างไม่สิ้นสุด คลื่นกระแทกที่ถูกผลักไสและบีบอัดจนถึงขีดสุดจนแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า เริ่มกวาดล้างไปทั่วบริเวณอย่างบ้าคลั่ง!

ครืนนน!

ปฐพีทลายเลื่อนลั่น ขุนเขาสูงตระหง่านนับไม่ถ้วนกลายเป็นผุยผงในพริบตา แมกม่าสีแดงฉานพุ่งทะยานออกมาจากใต้ดิน หมู่เมฆบนท้องฟ้าถูกปัดเป่าจนว่างเปล่า เกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่มีรัศมีหลายพันกิโลเมตร

พื้นที่มิติที่ฉีกขาดเริ่มสมานตัว หลุมดำทมิฬค่อย ๆ หดตัวลง เมฆเห็ดขนาดมหึมาที่หอบเอาทั้งแมกม่า หิน และฝุ่นควันพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า!

ไป๋ตงหลินซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร หยุดยืนนิ่งก่อนที่คลื่นกระแทกจะมาถึง ตัวเขายามนี้ที่กลับคืนสู่สภาวะสมบูรณ์แบบย่อมสามารถเมินเฉยต่อคลื่นพลังที่อ่อนกำลังลงนี้ได้ อาภรณ์สีดำทมิฬสะบัดพลิ้วตามแรงลมพายุ

เคร้ง!

เมื่อก้มลงมอง พื้นดินที่ปริแตกนั้นแผ่ขยายมาหยุดลงที่ปลายเท้าของเขาพอดี คิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะทำเกินกว่าเหตุไปสักหน่อย พลานุภาพของกระบวนท่านี้เหนือความคาดหมายของเขาไปไกลโข

ช่องวิญญาณสองชนิด รวมยี่สิบแห่ง ต่างก็เป็นพื้นที่ช่องวิญญาณอันไร้ขอบเขต การหลอมรวมระหว่างพวกมันดูเหมือนจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยากจะอธิบาย พลังทำลายล้างรุนแรงกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้เกินสิบเท่า!

เมื่อมองดูเมฆเห็ดสีแดงฉานขนาดมหึมาบนท้องฟ้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำในใจ... เว่ยฉือเกิงนั่นคงไม่ถูกเขาเป่าจนกระจุยไปแล้วหรอกนะ?

เงาร่างวูบไหว ไป๋ตงหลินก้าวเท้าเพียงไม่กี่คราก็มาถึงใต้กลุ่มเมฆรูปเห็ด ที่นี่บรรยากาศยังคงคละคลุ้งไปด้วยคลื่นพลังอันน่าหวาดหวั่น กฎเกณฑ์ที่ถูกฉีกกระชากจนแตกสลายล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า ห้วงมิติที่ไม่เสถียรปรากฏรอยปริแยกให้เห็นเป็นระยะ

หลุมลึกขนาดมหึมาสุดหยั่งถึง ถูกลาวาสีแดงฉานที่พวยพุ่งขึ้นมาค่อย ๆ เอ่อล้นจนเต็ม กลายเป็นทะเลสาบลาวาเดือดพล่าน อุณหภูมิที่ร้อนแรงจัดทำให้เกิดการไหลเวียนของกระแสอากาศอย่างรุนแรง ประกายอัสนีบาตนับไม่ถ้วนถูกอุบัติขึ้นท่ามกลางกระแสนั้น ฟาดกระหน่ำลงสู่บ่อลาวาเบื้องล่างอย่างบ้าคลั่ง

ทัศนียภาพเบื้องหน้านี้ ประหนึ่งขุมนรกโลกันตร์ก็มิปาน

ดวงตาของไป๋ตงหลินทอประกายเรืองรอง จิตสัมผัสเทพอันมหาศาลกวาดผ่านไปทั่ว พริบตาต่อมาแววตาเขาก็ไหววูบ ก้าวเท้าข้ามอากาศมาหยุดอยู่เหนือลาวาก้นหลุม

โครงกระดูกสีทองที่สลักด้วยลวดลายกฎเกณฑ์ลอยเคว้งอยู่เหนือลาวา กระดูกที่เคยแข็งแกร่งไร้เปรียบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวละเอียดหยิกหยองและหม่นแสงไร้รัศมี เศษเนื้อที่ไหม้เกรียมเป็นจลพัดติดอยู่บนโครงกระดูกสีทองนั้นอย่างประปราย

"ทะ...ทำ... ทำไมกัน?"

คล้ายกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของไป๋ตงหลิน เว่ยฉือเกิงอ้าปากที่เหลือเพียงโครงกระดูกออกเล็กน้อย ลิ้นที่เหลือเพียงครึ่งซีกและไหม้เกรียมทำให้ถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและคลุมเครือ

ที่ว่าทำไมนั้น... ถามว่าเหตุใดเขาจึงต้องฆ่าตน? หรือสงสัยว่าเหตุใดผู้ที่มีเพียงระดับพลังศักดิ์สิทธิ์เช่นเขา ถึงได้แข็งแกร่งปานนี้?

คงจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า ในวาระสุดท้าย เว่ยฉือเกิงคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเขาท่ามกลางการโจมตีนั้น เหล่านักโทษโฉดช้าพวกนี้มีหรือจะไม่มีสติรู้ตัว การฆ่าคนก็คือการฆ่าคน จะมีเหตุผลกลใดมาซักไซ้กันอีก

ไป๋ตงหลินนิ่งเงียบมิได้ตอบคำ ในความรู้สึกของเขานั้น เว่ยฉือเกิงได้ตายตกไปแล้ว วิญญาณดับสูญ วิญญาณแท้สูญสิ้นไร้ร่องรอย มิอาจทราบได้ว่าถูกบดขยี้จนแหลกลาญไปหรือไม่ ที่เอ่ยถามออกมาในยามนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความยึดติดที่หลงเหลืออยู่ในซากศพเท่านั้น

เขาเพียงขยับความคิด แหวนทองแดงบนนิ้วของโครงกระดูกสีทองก็หลุดร่วงออกมาเอง แล้วลอยละล่องมาสู่ฝ่ามือของเขา สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในกายของผู้บำเพ็ญ นอกจากอาวุธและเกราะแล้ว ก็คือสมบัติมิตินี่เอง

กุบ... กุบ...

โครงกระดูกสีทองค่อย ๆ จมลงสู่ก้นบึ้งของลาวา เว่ยฉือเกิงผู้บำเพ็ญระดับต้นกำเนิดเทพจบสิ้นทั้งสังขารและมรรคาเพียงเท่านี้ เขาทำสำเร็จแล้วจริง ๆ ด้วยตบะเพียงระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น กลับสามารถสังหารผู้บำเพ็ญระดับต้นกำเนิดเทพขั้นต้นลงได้!

การก้าวข้ามขีดจำกัดถึงหนึ่งระดับใหญ่เช่นนี้ หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ย่อมต้องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดินเป็นแน่

ความสามารถที่สำแดงออกมานี้ก้าวล้ำเกินกว่าที่ไป๋ตงหลินจินตนาการไว้มากนัก นึกไม่ถึงเลยว่าท่าไม้ตายก้นบึ้งที่เขาบัญญัติขึ้นเองจะสยดสยองถึงเพียงนี้ ทว่ากระบวนท่านี้ก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่ใช้ได้

กายอมตะไม่ดับสูญ พื้นที่ช่องวิญญาณพิเศษอันไพศาลไร้ขีดจำกัด พลังการควบคุมวิญญาณอันแข็งแกร่ง และวิชาจุดระเบิดเอกภาวะจาก "คัมภีร์วิถีหลอมเทพปั้นมาร" นี่คือท่าไม้ตายที่หลอมรวมจุดเด่นทั้งหมดในตัวเขาเข้าด้วยกัน ผู้อื่นย่อมมิอาจเลียนแบบได้โดยสิ้นเชิง

ลางตายที่ยังมิอาจกระตุ้นได้เต็มกำลัง มหาเวทสลายร่างสวรรค์ หรือการวิวัฒนาการถึงขีดสุด ไพ่ตายเหล่านี้ล้วนมิอาจเทียบเคียงกับ "ปฐมกาลเอกอุ" ได้เลย ดูท่าว่าหากมิใช่สถานการณ์คับขันจริง ๆ ไม่ควรนำออกมาใช้จะดีกว่า

เมื่อกระบวนท่านี้ถูกปลดปล่อยออกมา มันจะอยู่เหนือการควบคุมของเขาโดยสิ้นเชิง ไม่จำแนกมิตรหรือศัตรู ง่ายต่อการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ช่างเป็นการกระทำที่สะเทือนขวัญสวรรค์นัก ยังดีที่นี่คือนรกดำอันรกร้าง หากเป็นโลกภายนอก มิรู้ว่าจะต้องพรากชีวิตไปมากมายมหาศาลเพียงใด

ท่าไม้ตายนี้ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกมาก ตัวอย่างเช่น หากสามารถทะลวงสนามพลังชีวิตระดับเซลล์และข่ายอาคมวิญญาณของเป้าหมายได้ แล้วขจัดอิทธิพลของมิติที่มีต่อโครงข่ายเส้นชีพจรช่องวิญญาณ จนสามารถย้าย "จุดเอกภาวะ" เข้าไปสู่ภายในร่างกายของศัตรูได้โดยตรง อานุภาพทำลายล้างย่อมต้องพุ่งทะยานขึ้นเป็นทวีคูณอย่างแน่นอน

การระเบิดจากภายนอกกับการระเบิดจากภายในนั้น เป็นแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!

ไป๋ตงหลินหยุดความคิดฟุ้งซ่าน เพียงก้าวไม่กี่ก้าวก็เร้นกายออกจากสถานที่แห่งนี้ ความเคลื่อนไหวใหญ่หลวงปานนี้ คาดว่าเจ้าเมืองคนอื่น ๆ ในนรกดำชั้นที่ห้าสิบเก้าคงใกล้จะมาถึงแล้ว

ยามนี้เขายังไม่อยากเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้น การสังหารเว่ยฉือเกิงเป็นเพียงเรื่องอุบัติเหตุ จุดประสงค์ของเขาคือการหาทรัพยากรและสะสมพลังงานเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง การฆ่าคนมิใช่เป้าหมายหลัก

เจ้าเมืองเหล่านี้เขาจะไปเยี่ยมเยือนทีละคนเอง การที่พวกมันมารวมตัวกันในตอนนี้ กลับทำให้ลงมือได้ยากขึ้น

หลังจากไป๋ตงหลินจากไปได้ไม่นาน เงาร่างหกสายก็ร่อนลงมายังพื้นที่แห่งนี้ ทุกคนต่างสำรวจรอบกายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ผู้บำเพ็ญกายาสี่คนในระดับต้นกำเนิดเทพ และผู้บำเพ็ญปราณสองคนในระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่า ทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นที่หนึ่ง ในแดนสิ้นวิญญาณอย่างนรกดำแห่งนี้ การรักษาชีวิตไว้ได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว การจะทะลวงระดับฝีมือนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย พวกเขาถูกคุมขังอยู่ที่นี่อย่างน้อยก็หนึ่งถึงสองพันปีแล้ว ทว่าระดับตบะกลับยังคงย่ำอยู่กับที่

ทว่าเมื่อครู่ ในขณะที่แต่ละคนกำลังพักผ่อนอย่างไร้จุดหมายอยู่ในเมืองของตนตามปกติ กลับสัมผัสได้ถึงการระเบิดของพลังงานอันน่าสะพรึงกลัว คลื่นพลังอันมหาศาลนี้ก้าวข้ามขอบเขตของระดับขั้นที่หนึ่งไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ จึงได้รวมตัวกันมาตรวจสอบ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

"ตาเฒ่าผี จมูกสุนัขของเจ้าไวที่สุด เจ้าสัมผัสสิ่งใดได้บ้าง?"

ชายชรานามว่าเฒ่าผีมีร่างกายผอมแห้งประหนึ่งโครงกระดูกเดินได้ เส้นผมสีขาวรุงรังปล่อยสยายตามอำเภอใจ บนศีรษะมีหูสัตว์คู่หนึ่งที่สะดุดตาอย่างยิ่ง ที่แท้คนผู้นี้คือผู้บำเพ็ญกายาสายโลหิตสัตว์อสูร

แน่นอนว่าเขาอาจมิใช่คนของสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพ เพราะสำนักศักดิ์สิทธิ์โลหิตเทพในฐานะผู้บุกเบิกมรรคานี้ ย่อมต้องเผยแผ่แนวคิดการฝึกตนออกไปเป็นวงกว้างเพื่อยกระดับสถานะของตนในหมู่ผู้บำเพ็ญกายา ในอาณาเขตที่อิทธิพลของพวกเขาแผ่ไปถึง มีขุมกำลังที่บำเพ็ญกายาสายโลหิตอยู่นับไม่ถ้วน วิถีแห่งการฝึกตนเช่นนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วแดนเฉียนหยวนแล้ว

เฒ่าผีขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เจ้าหมอนี่มันปากพล่อยไม่เปลี่ยน ราวกับกินอุจจาระเข้าไปก็มิปาน ทว่ายามนี้มิใช่เวลามาถือสาหาความ เฒ่าผีร่ายกฎเกณฑ์วนเวียนอยู่ที่ปลายจมูก สูดกลิ่นเพียงครู่เดียวก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

"ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสหายเว่ย!"

"เขาตายแล้ว!"

อีกห้าคนที่เหลือได้ยินดังนั้น รูม่านตาพลันหดวูบ พลังในกายพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ความตื่นตัวต่อสิ่งรอบข้างพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด

จบบทที่ บทที่ 135 ความเจ็บปวดดับสูญ

คัดลอกลิงก์แล้ว