เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 134 กระบวนท่าสังหารลับ

บทที่ 134 กระบวนท่าสังหารลับ

บทที่ 134 กระบวนท่าสังหารลับ


บทที่ 134 กระบวนท่าสังหารลับ

แคว่ก!

เสียงเสียดสีของโลหะที่ถูกตัดขาดดังบาดหู สีหน้าของเว่ยฉือเกิงพลันแปรเปลี่ยน เขาซัดฝ่ามือออกไปอย่างรุนแรง ไป๋ตงหลินที่สิ้นเรี่ยวแรงจากการจู่โจมทำได้เพียงรับฝ่ามือนี้ไว้ตรง ๆ พลังมหาศาลปะทุขึ้นส่งร่างของทั้งสองให้กระเด็นแยกออกจากกันอย่างรวดเร็ว

ไป๋ตงหลินเหยียบย่ำห้วงนภา หยุดยั้งร่างของตนไว้ได้อย่างมั่นคง ภายในกายปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ พลังเสริมแกร่งถูกชักนำเข้าสู่ทะเลเทพระลอกแล้วระลอกเล่า เขาระบายยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะมองไปยังเว่ยฉือเกิงที่มีสีหน้าปั้นยากแล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ

"การโจมตีครั้งนี้ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

เว่ยฉือเกิงขมวดคิ้วมุ่น ก้มลงมองหน้าอกของตน บาดแผลฉกรรจ์พาดผ่านจากทรวงอกลงไปถึงหน้าท้อง บาดแผลนั้นปริกะรุ่งกะริ่งและพยายามสมานตัวอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับถูกเจตจำนงดาบทำลายสิ้นสีแดงฉานขัดขวางไว้ โลหิตสีทองไหลรินออกมาจากบาดแผลทีละน้อย

โลหิตกลายเป็นสีทอง หนักอึ้งราวกับวารีเทพ เพียงหยดเดียวก็หนักนับร้อยนับพันชั่ง เปี่ยมล้นด้วยพลังงานมหาศาล นี่คือหนึ่งในสัญลักษณ์ภายนอกหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับต้นกำเนิดเทพและแสงแห่งต้นกำเนิดชีวิตได้รับการวิวัฒนาการแล้ว

แสงสีเขียวเรืองรองบนฝ่ามือของเว่ยฉือเกิง เขาค่อย ๆ ลูบผ่านบาดแผล เจตจำนงดาบสีแดงฉานที่เกาะติดอยู่ถูกลอกออกไป จากนั้นบาดแผลก็ขยับสมานเข้าหากัน เพียงพริบตาก็เลือนหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

เขามองเจตจำนงดาบสีแดงฉานที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีเขียวในมือ ก่อนจะสะบัดนิ้วดีดมันลงไปยังยอดเขาเบื้องล่าง ในชั่วพริบตาที่ยอดเขาทมิฬสูงนับร้อยจั้งถูกแสงนั้นกระแทกเข้า เจตจำนงดาบมหาศาลก็ปะทุออกมา สับทำลายขุนเขาจนกลายเป็นเพียงเศษซากหินในพริบตา

"ยอดเยี่ยมมากเจ้าหนู มีฝีมือไม่เบาจริง ๆ สามารถสร้างบาดแผลให้ผู้บำเพาะระดับต้นกำเนิดเทพด้วยตบะเพียงระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ คนประเภทนี้ เดิมทีข้าผู้เป็นเจ้าเมืองเคยแต่ได้ยินเรื่องเล่าจากโลกภายนอกเท่านั้น"

"พวกสัตว์ประหลาดในทำเนียบมังกรซ่อนหงส์ดรุณเหล่านั้น... นึกไม่ถึงเลยว่าในนรกดำแห่งนี้ จะมีอัจฉริยะปีศาจเช่นเจ้าอยู่ด้วย!"

"เหอะ ๆ แต่อัจฉริยะปีศาจแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ยังเติบโตไม่เต็มที่ อย่าได้ดูแคลนความน่ากลัวของผู้บำเพาะระดับต้นกำเนิดเทพเชียว"

แววตาของเว่ยฉือเกิงเย็นเยียบ นิมิตแห่งต้นกำเนิดเบื้องหลังของเขามีช่องวิญญาณส่องสว่างขึ้นมาอีกหลายจุด

โซ่ตรวนกฎเกณฑ์สี่สีที่แตกต่างกันพันธนาการร่างสูงใหญ่ของเว่ยฉือเกิงไว้แน่น ก่อนจะค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับร่างกาย กลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

เปรี้ยง! พรึ่บ!

สายฟ้าสีม่วงและเพลิงสีทองพันรอบกายเว่ยฉือเกิง เต้นเร่าอย่างบ้าคลั่ง กฎเกณฑ์ทั้งหลายต่างส่งเสียงโห่ร้องยินดี!

สายตาของไป๋ตงหลินเคร่งขรึมลงเล็กน้อย สัมผัสอันทรงพลังทำให้เขารับรู้ถึงความผันผวนของกฎเกณฑ์ที่พลุ่งพล่านรอบตัวเว่ยฉือเกิงได้อย่างชัดเจน ทั้งลม ไฟ ดิน สายฟ้า และทอง

"รวดเร็วปานสายลม รุกรานดั่งเปลวไฟ หนักแน่นดุจขุนเขา เคลื่อนไหวประดุจสายฟ้าฟาด"

"เจ้าหนูผู้โอหัง! จงสัมผัสสิ่งนี้ให้ดีเถิด!"

สิ้นคำกล่าว ร่างของเว่ยฉือเกิงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าไป๋ตงหลินในทันที หมัดเหล็กที่ห่อหุ้มด้วยกฎเกณฑ์สายฟ้าและอัคคีซัดเข้าที่ทรวงอกของไป๋ตงหลินอย่างจัง!

ตูม! ตูม!

เสียงระเบิดกึกก้อง ร่างของไป๋ตงหลินร่วงหล่นจากห้วงนภาลงสู่พื้นดินที่ไหม้เกรียม ฝุ่นควันตลบอบอวล หลุมขนาดใหญ่ลึกนับสิบจั้งปรากฏขึ้น รอยร้าวระแหงแผ่ขยายออกไปไกลนับพันจั้ง พื้นดินอันแข็งแกร่งแตกสลายยับเยิน

พรวด! ไป๋ตงหลินกระอักเลือดที่มีเศษอวัยวะภายในปนออกมาคำโต ทรวงอกของเขาบุบสลายลึกลงไป

ความเร็วช่างน่าเหลือเชื่อ! พลังก็ช่างมหาศาลนัก!

ไป๋ตงหลินสัมผัสได้ถึงพลังกฎเกณฑ์ที่กำลังอาละวาดอยู่ในกาย สีหน้าพลันเปลี่ยนไป เขาหยุดการใช้ "วิวัฒนาการถึงขีดสุด" ไว้ชั่วคราว ปล่อยให้พลังฟื้นฟูและพลังกฎเกณฑ์เข้าหักล้างกัน พลังเสริมแกร่งอันเข้มข้นหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย

ระดับต้นกำเนิดเทพแข็งแกร่งมากจริง ๆ แข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก ถึงขั้นเกือบจะสังหารเขาได้ในครั้งเดียว!

ยังดีที่พลังป้องกันของเขาเหนือล้ำกว่าคนทั่วไปมาก มิฉะนั้นหมัดเมื่อครู่คงพรากชีวิตเขาไปแล้ว

ไป๋ตงหลินขยับเจตจำนง สองมือร่ายมุทรา อักขระลับเริ่มปรากฏขึ้นภายในกาย กระดูก เนื้อหนัง และผิวพรรณถูกห่อหุ้มด้วยวิชาลับป้องกันนับสิบชนิด

เขามาที่นี่เพื่อเก็บเกี่ยวพลัง ไม่ได้มาเพื่อรนหาที่ตาย ในเมื่อการโจมตีของอีกฝ่ายรุนแรงเกินคาด เช่นนั้นก็แค่เพิ่มการป้องกันให้ตัวเองเสียหน่อย เรื่องเช่นนี้เขาไม่ได้เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก ในหัวของเขามีวิชาลับมากมายนับไม่ถ้วน วิชาลับสายป้องกันย่อมมีไม่น้อยเช่นกัน

เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังกฎเกณฑ์ในกายถูกหักล้างไปจนเกือบหมด ไป๋ตงหลินก็สำแดง "วิวัฒนาการถึงขีดสุด" อีกครั้ง เขาก้าวเดินกลับขึ้นสู่ห้วงนภา จ้องมองเว่ยฉือเกิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เว่ยฉือเกิงตกตะลึงจนนิ่งค้างไป เขาย่อมทราบถึงอานุภาพการโจมตีของตนเองดี หมัดเมื่อครู่นั้น ต่อให้ไป๋ตงหลินไม่ตาย ก็ไม่ควรจะลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง

เจ้าสัตว์ประหลาดน้อยผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

ไม่เพียงครอบครองอิทธิฤทธิ์มิติที่รวดเร็วถึงขีดสุด พลังโจมตีก็ยังร้ายกาจยิ่ง และยามนี้แม้แต่ความสามารถในการป้องกันเพื่อรักษาชีวิตก็ยังวิปริตถึงเพียงนี้ หากทั้งคู่มีระดับบำเพ็ญเพียรที่เท่ากัน เกรงว่าตนเองคงไม่อาจรับการโจมตีของสัตว์ประหลาดตนนี้ได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียว!

ช่างน่าเสียดายที่อัจฉริยะเยี่ยงนี้ต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของตนในวันนี้ หัวใจของเว่ยฉือเกิงเริ่มร้อนรุ่มด้วยความตื่นเต้น ก่อเกิดเป็นความบิดเบี้ยววิปริตที่อยากจะทำลายล้างสิ่งล้ำค่าให้ย่อยยับไปกับตา!

"ฆ่า!"

จิตสังหารแผ่ซ่านออกมาจากดวงตาของเว่ยฉือเกิง ร่างกายของเขาวูบไหวแล้วหายวับไปในทันที รูม่านตาของไป๋ตงหลินหดเกร็งอย่างรุนแรง ด้วยเคยพลาดท่ามาแล้วครั้งหนึ่ง ยามนี้เขาจึงเปิดประสาทสัมผัสจนสุดกำลัง ทั้งจิตสัมผัสเทพ เนตรแห่งดวงวิญญาณ และตาทิพย์และหูทิพย์ต่างถูกสำแดงออกมาอย่างเต็มพิกัด

เห็นเจ้าแล้ว!

ดวงตาของไป๋ตงหลินเป็นประกายวาบ เขาสามารถจับร่องรอยของเว่ยฉือเกิงได้จากเศษเสี้ยวของกฎเกณฑ์แห่งวายุอันเบาบาง ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง มิน่าเล่าความเร็วถึงได้รวดเร็วนัก เพราะผสานกายเข้ากับกฎเกณฑ์แห่งวายุนี่เอง!

"หมัดดาราพินาศ!"

ดวงตาทั้งคู่ของไป๋ตงหลินทอประกายเจิดจ้าดุจดาริกา หมัดทั้งสองรวดเร็วประหนึ่งดาวตก เงาหมัดหนาตาแผ่ซ่านเข้าปกคลุมทั่วห้วงมิติ พลังอันมหาศาลบีบอัดห้วงอากาศกระทั่งกลายเป็นสภาวะสุญญากาศ มิติสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกิดรอยแยกขนาดเล็กกระจายอยู่เต็มห้วงนภา

ร่างของเว่ยฉือเกิงที่ผสานอยู่ในกฎเกณฑ์แห่งวายุถูกบีบคั้นจนต้องปรากฏกายออกมา แต่เขากลับไม่คิดถอยหนี กลับมุ่งหน้าเข้าปะทะกับพายุหมัดอันบ้าคลั่งของไป๋ตงหลินโดยตรง!

ตูม! ตูม!

คลื่นกระแทกแผ่กระจายไปทั่ว ทุกที่ที่ทั้งสองผ่านพ้นไปล้วนพังพินาศเลื่อนลั่น การต่อสู้ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ฟากฟ้าลงสู่พื้นพสุธาจนพินาศย่อยยับ พื้นดินรัศมีหมื่นจั้งแหลกสลายกลายเป็นผุยผง ทั้งคู่สู้กันลึกลงไปใต้พิภพ ก่อนจะพุ่งทะยานกลับขึ้นสู่ชั้นเมฆาอีกครั้งในชั่วอึดใจ!

ไป๋ตงหลินสำแดงวิชาลับหลากแขนงออกมา พลังต่อสู้พุ่งทะยานขึ้นไปอีกระดับ จนสามารถต่อกรกับเว่ยฉือเกิงได้อย่างก้ำกึ่งสูสี

แต่กาลก่อน คู่ต่อสู้ที่ไป๋ตงหลินพบเจอหากไม่เป็นผู้บำเพ็ญระดับสูงที่เก่งกาจเกินไป ก็เป็นผู้บำเพ็ญระดับต่ำที่เขาขยี้ทิ้งได้โดยง่าย ทำให้วิชาลับมากมายในหัวของเขาไม่มีโอกาสได้นำออกมาใช้งาน

แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาไม่ได้ฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ วิชาลับบางอย่างแข็งแกร่งทรงพลังไม่ด้อยไปกว่าอิทธิฤทธิ์ ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะทอดทิ้งมันไป

"ฝ่ามือยมโลกทะลายมิติ!"

ทั้งสองปะทะฝ่ามือกันอีกครา มิติตรงจุดที่ปะทะกันแตกละเอียด แรงสะท้อนพัดพาให้ทั้งคู่กระเด็นแยกจากกัน ต่างฝ่ายต่างยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง

มือทั้งสองของไป๋ตงหลินสั่นระริก เจตจำนงรักษาสมดุลอันละเอียดอ่อนภายในกาย กระดูกที่ถูกกระแทกจนกลายเป็นผงสมานตัวอย่างรวดเร็ว เขาราวกับกำลังร่ายรำอยู่บนเส้นลวดที่ตึงเครียด ต้องรักษาประสิทธิภาพสูงสุดในการเปลี่ยนผันของ "พลิกผันความเสียหาย" และต้องประเมินความรุนแรงจากการโจมตีแต่ละครั้งอย่างแม่นยำ มิเช่นนั้นหากผิดพลาดเพียงนิดเดียว เขาย่อมถูกสังหารในพริบตา

จิตใจขยับไหว เขาสัมผัสได้ว่าการต่อสู้นี้ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว ความอดทนของเว่ยฉือเกิงจวนจะหมดลง การโจมตีครั้งต่อไปอีกฝ่ายต้องใช้ท่าไม้ตายสังหารแน่นอน ซึ่งในยามนี้เขายังไม่อาจต้านทานมันได้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จงลองใช้วิชานั้นดูเสียหน่อย!

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร เขาก็ได้ซึมซับความรู้อันไร้ขอบเขตมาโดยตลอด ในขณะที่เรียนรู้ เขาก็พยายามนำมาประยุกต์เข้ากับสภาวะของตนเองเพื่อสร้างท่าไม้ตายอันเป็นที่สุดขึ้นมา!

หลอมรวมนับหมื่นมรรคา เพื่อฟูมฟักมรรคาแห่งตน

ยามนี้ถือได้ว่าเริ่มเห็นผลสำเร็จ ไป๋ตงหลินขยับจิตเพียงนิด ช่องวิญญาณมิติและช่องวิญญาณแห่งความเจ็บปวดภายในกายก็หยุดการดับสูญและฟื้นคืนสู่สภาพเดิมทันที เขาใช้คมมีดแห่งดวงวิญญาณค่อย ๆ ตัดและแยกพวกมันออกมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะให้พลังวิญญาณห่อหุ้มพวกมันไว้แล้วค่อย ๆ ลอยออกมานอกกาย

หลังจากช่องวิญญาณภายในร่างกายถูกตัดแยกออกมา พวกมันก็ฟื้นคืนกลับมาใหม่ในทันที จากนั้นก็ถูกแยกออกไปอีก เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสิบครั้ง นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่ดวงวิญญาณของเขาในยามนี้จะสามารถแบกรับได้แล้ว

สีหน้าของไป๋ตงหลินเคร่งขรึมจริงจัง ภายใต้การควบคุมดวงวิญญาณอันละเอียดอ่อน ช่องวิญญาณมิติทั้งสิบที่มีต้นกำเนิดเดียวกันและเหมือนกันทุกประการก็เริ่มหลอมรวมเข้าหากันราวกับหยดน้ำ ช่องวิญญาณแห่งความเจ็บปวดก็ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน

ทุกครั้งที่หลอมรวม คลื่นพลังอันประหลาดพิกลจะทวีความรุนแรงขึ้นเท่าตัว เพียงชั่วครู่ ก็เหลือเพียงช่องวิญญาณสองดวงที่มีสีสันดุจโกลาหลและมีกลิ่นอายอันลึกลับยากหยั่งถึง

เพียงกระตุ้นความคิด มวลสารภายในร่างกายก็เผาไหม้อย่างรุนแรง พลังงานอันมหาศาลไร้สิ้นสุดเริ่มไหลบ่าเข้าสู่ช่องวิญญาณทั้งสอง ช่องวิญญาณมิติและช่องวิญญาณความเจ็บปวดเริ่มหดตัวลงอย่างรวดเร็วตามพลังงานที่อัดฉีดเข้าไป

จนกระทั่งพลังงานในกายของไป๋ตงหลินถูกสูบจนหมดสิ้น ช่องวิญญาณทั้งสองก็ได้กลายเป็นจุดเล็ก ๆ สีเทาและสีแดง กลิ่นอายแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ มีเพียงไป๋ตงหลินเท่านั้นที่รู้แจ้งแก่ใจว่าสิ่งเล็ก ๆ ทั้งสองนี้มีความน่าสะพรึงกลัวเพียงใด

แม้จะกล่าวมาเนิ่นนาน แต่การกระทำทั้งหมดของไป๋ตงหลินเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจ ในขณะเดียวกัน เว่ยฉือเกิงที่กำลังรวบรวมท่าไม้ตายอยู่ก็พร้อมแล้วเช่นกัน

เห็นเพียงนิมิตต้นกำเนิดขนาดมหึมาเบื้องหลังเว่ยฉือเกิงเริ่มหดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนเข้าห่อหุ้มร่างกายอันสูงใหญ่ของเขาไว้ในพริบตา ช่องวิญญาณที่เปล่งประกายดุจหมู่ดาวปรากฏขึ้นทั่วร่าง กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวกวาดแกว่งไปทั่วห้วงนภา พลังงานที่ล้นทะลักออกมาฉีกกระชากมิติโดยรอบจนแหลกสลาย

เนตรพยัคฆ์ทั้งสองที่เจิดจ้าดุจตะวันรุ่งจ้องมองไป๋ตงหลินด้วยสายตาเย็นชา จิตสังหารอันแรงกล้าอบอวลอยู่ในใจ

ไป๋ตงหลินจ้องประสานสายตากลับไป เขาแสยะยิ้มที่มุมปาก ทว่าแววตานั้นกลับเย็นยะเยือกไม่แพ้กัน

จบบทที่ บทที่ 134 กระบวนท่าสังหารลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว