- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 127 พี่ชาย
ตอนที่ 127 พี่ชาย
ตอนที่ 127 พี่ชาย
ตอนที่ 127 พี่ชาย
"ข้าทำไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด..."
หลี่ไฉ่เวยเดินเซถอยหลังติด ๆ กัน สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"ไฉ่เวย ! "
เฉิงอวิ๋นเฟยกำข้อมือของนางไว้แน่น ประกายไฟในดวงตาราวกับจะหลอมละลายนางให้ได้ "หากข้าอยู่ที่นี่ต่อไป ก็มีแต่ตายสถานเดียว"
"เจ้าอยากให้ข้าตายงั้นรึ ? "
หมอกบางยามเช้าตรู่ลอยอ้อยอิ่ง
หลี่ไฉ่เวยรู้สึกเพียงว่าในหัวมันสับสนวุ่นวายตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
นางไม่อยากให้เฉิงอวิ๋นเฟยต้องตาย แต่ก็ไม่อยากทำเรื่องที่ทำให้หลี่มูต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเช่นกัน
"ถ้าข้าไป แล้วพี่ชายข้าเขา..."
"ไฉ่เวย ! " เฉิงอวิ๋นเฟยพูดแทรกนางขึ้นมา เน้นย้ำทีละคำ "ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องคนไหน ก็ไม่มีทางอยู่เคียงข้างเจ้าไปได้ตลอดชีวิตหรอกนะ บนโลกใบนี้ สิ่งที่สมควรให้เจ้าให้ความสำคัญที่สุดก็คือคู่ชีวิต มีเพียง... เจ้ากับข้าสองคนเท่านั้น"
"ถ้าเจ้าหนีไปกับข้า พี่ชายเจ้านอกจากจะเสียหน้าแล้ว ก็ไม่สูญเสียอะไรอีกเลย... แต่ถ้าเราไม่ไป ข้าก็คงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่" น้ำเสียงของเขาเริ่มร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมาบ้างแล้ว
หลี่ไฉ่เวยลังเลอยู่นาน เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "แต่ถ้าพวกเราหนีไป วันข้างหน้าจะเอาอะไรประทังชีวิตล่ะ ? "
"เงินไม่กี่สิบตำลึงของข้า มันไม่พอให้เจ้าใช้จ่ายระหว่างสอบเป็นขุนนางหรอกนะ..."
ท่ามกลางสายหมอกบางเบา
หัวใจของเฉิงอวิ๋นเฟยเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งไปหลายจังหวะ
มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มเย็นชาที่ยากจะสังเกตเห็น แสร้งทำเป็นลังเลอยู่นาน ถึงได้เอ่ยปากขึ้นว่า "พี่ชายเจ้ามีสูตรลับการกลั่นสุราไม่ใช่หรือ ? เจ้าแอบเอามันมาสิ ทำแบบนี้ ต่อให้พวกเราไปอยู่ต่างถิ่น ก็ยังมีหนทางทำมาหากิน"
"แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด ! " หลี่ไฉ่เวยราวกับแมวถูกเหยียบหาง "เพื่อสูตรนั้น พี่หู่จื่อถึงกับต้องยอมรับโทษแทงมีดสามเล่มหกรูเพื่อแยกตัวออกจากกองคาราวานอาชาเหล็ก มีคนตั้งเท่าไหร่ที่ต้องทิ้งชีวิตไป ข้าจะขโมยมันมาได้อย่างไร ? "
"เจ้ากับพี่ชายก็คลานตามกันมา สูตรนี้เดิมทีก็ควรจะมีส่วนของเจ้าอยู่ด้วย" เฉิงอวิ๋นเฟยตะล่อมเกลี้ยกล่อม เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "อีกอย่างนะ พวกเราเอาสูตรไปทำมาหากินที่ต่างถิ่น ก็ไม่ได้ทำให้ธุรกิจของพี่ชายเจ้าต้องเสียหายอะไรสักหน่อย"
"หากวันหน้าข้าสอบได้เป็นขุนนาง พวกเรายังสามารถกลับมาอย่างมีหน้ามีตาได้ ถึงตอนนั้นอย่างมากก็แค่ขอขมาลาโทษเขาก็สิ้นเรื่อง"
เมื่อเห็นหลี่ไฉ่เวยยังคงลังเล เฉิงอวิ๋นเฟยก็ถอนหายใจยาวช้าๆ
"แม่นางหลี่ หากเจ้าลำบากใจจริง ๆ ถ้างั้นก็ช่างมันเถอะ"
"อย่างไรเสียเจ้ากับพี่ชายก็เป็นสายเลือดเดียวกัน จะมาทำเพื่อคนที่เพิ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่วันอย่างข้า มันไม่คุ้มค่าหรอก ! "
คำพูดนี้ราวกับใช้มีดทื่อ ๆ เฉือนเนื้อ
หลี่ไฉ่เวยขบเม้มริมฝีปากล่าง เนิ่นนานถึงได้เอ่ยเสียงแผ่วออกมาช้า ๆ "ข้า... ข้าจะลองดูเจ้าค่ะ"
……
"นังหนูนั่นติดกับแล้วรึ ? "
หลังจากหลี่ไฉ่เวยจากไป นายท่านฉินและพวกพ้องก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เข้ามารุมล้อมเฉิงอวิ๋นเฟยหัวเราะร่า เอ่ยชมเชยว่า "ไอ้บัณฑิตยากไร้อย่างเจ้านี่ก็มีฝีมือเหมือนกันนะเนี่ย ถึงกับทำให้นังหนูหลงเชื่อเจ้าอย่างหัวปักหัวปำได้ขนาดนี้"
"มิน่าล่ะ เขาถึงได้บอกว่าพวกร่ำเรียนหนังสือนี่มันมีลูกไม้แพรวพราวนัก ! "
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะอย่างกำเริบเสิบสานของคนรอบข้าง สีหน้าของเฉิงอวิ๋นเฟยกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
เขาเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก เอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "ตกลงกันแล้วนะ ถ้าข้าช่วยเอาสูตรสุรามาให้พวกเจ้าได้ หนี้สินก็เป็นอันหายกันไป แถมพวกเจ้ายังต้องให้เงินค่าเดินทางสักก้อน แล้วส่งข้าออกไปต่างอำเภอด้วย"
หลี่มูกับพรรคเฉาปังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากันอยู่ ในเมืองแห่งนี้ บัณฑิตยากไร้ตัวเล็ก ๆ อย่างเขา หากไปล่วงเกินอีกฝ่ายเข้า ก็ไม่มีทางรอดไปได้แน่นอน
"เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก" นายท่านฉินลูบเคราที่ปลายคาง ตบไหล่ของเขาเบา ๆ "เมื่องานสำเร็จลุล่วง ไม่ใช่แค่เจ้าหรอกนะ เกรงว่าพวกเถ้าแก่โรงบ่มสุราก็คงต้องย้ายก้นหนีเหมือนกัน"
"พรรคเฉาปังในเมืองอันผิงนี้มีอิทธิพลมาก ต่อให้ได้สูตรสุราซานเยวี่ยชุนมา พวกเขาก็ไม่กล้าต้มสุราขายอย่างเปิดเผยหรอก"
"ถึงตอนนั้นพอได้สูตรมา เจ้าก็แค่เดินทางออกนอกเมืองไปพร้อมกับพวกเขา ไปทำธุรกิจที่เมืองอื่น ๆ แทน"
เฉิงอวิ๋นเฟยถึงค่อยวางใจลงได้
"ไปเก็บข้าวเก็บของซะ" นายท่านฉินมองดูท่าทางของเขา พลางเอ่ยเตือน "จะเล่นงิ้วก็ต้องเล่นให้เนียน อย่าปล่อยให้นังหนูนั่นจับพิรุธได้ล่ะ"
……
เฉิงอวิ๋นเฟยแบกห่อผ้าผุพัง ยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตัวเอง จ้องมองไปสุดปลายถนนแต่ไกล ชะเง้อคอรอคอยจนตาแทบถลน
หลี่ไฉ่เวยจากไปได้ครึ่งชั่วยามแล้ว
แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่านางจะกลับมา
นี่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกร้อนรนใจขึ้นมา
ดวงอาทิตย์ยามเช้าบนเส้นขอบฟ้าค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมาครึ่งดวง แสงสีส้มอมเหลืองสาดส่องลงบนพื้นดิน อาบไล้สายหมอกที่ไม่หนาทึบนักจนเกิดเป็นแสงสีละลานตาและกลายเป็นสีสลัวๆ
ทันใดนั้น เงาร่างบอบบางสายหนึ่งก็เดินมาจากสุดปลายถนน
ดวงตาของเฉิงอวิ๋นเฟยเป็นประกายสว่างวาบ
เขาย่อมจำได้ในทันทีว่านั่นคือหลี่ไฉ่เวย !
เขาก้าวฉับ ๆ สามก้าวควบสองก้าวเข้าไปหาทันที
"ไฉ่เวย เจ้า... ทำไมเจ้าไม่เอาห่อผ้าสัมภาระมาด้วยล่ะ ? " จนกระทั่งเดินเข้าไปใกล้ เฉิงอวิ๋นเฟยถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าหลี่ไฉ่เวยไม่ได้พกพาสัมภาระใด ๆ มาเลย ตอนแรกก็รู้สึกงุนงง แต่จากนั้นก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที "อ้อ ใช่แล้ว พวกเราหนีตามกันไปนี่นา ถ้าพกของไปเยอะเกิน เดี๋ยวก็ถูกพี่ชายเจ้าจับได้หรอก ! "
"ขอแค่เอาของสำคัญที่สุดมาก็พอ ข้าวของอย่างอื่น ค่อยไปหาซื้อเอากลางทางก็ยังได้"
เขาพูดพลางยื่นมือไปหมายจะจูงมือหลี่ไฉ่เวย พลางยิ้มถาม "สูตรต้มสุรานั่น เจ้าเอามาได้แล้วใช่ไหม ? "
วืด !
หลี่ไฉ่เวยเบี่ยงตัวหลบไปด้านหลังเล็กน้อย
เฉิงอวิ๋นเฟยจึงคว้าได้แต่ความว่างเปล่า สีหน้าเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน เขาดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าแข็งค้างเอ่ยถามว่า "เจ้าคงไม่ได้ลืมเอามันมาหรอกใช่ไหม ? "
"คุณชายเฉิง" หลี่ไฉ่เวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เอ่ยถามอย่างจริงจังที่สุดว่า "ท่าน... เข้าหาข้า เพราะว่าชอบข้าจริง ๆ อย่างนั้นรึเจ้าคะ ? "
"มันก็ต้องแน่อยู่แล้วสิ ! " เฉิงอวิ๋นเฟยตอบกลับอย่างหนักแน่นเด็ดขาด "เมื่อวานไอ้คุณชายชั่วนั่นคิดจะรังแกเจ้า ต่อให้มันมีมีดอยู่ในมือ ข้าก็ยังพุ่งเข้าไปสู้กับมันเลย... เพื่อเจ้า ต่อให้ต้องตายข้าก็ยอม ! จริงสิ ตกลงว่าสูตรต้มสุรานั่นเจ้าเอามาหรือเปล่าล่ะ ? "
จู่ ๆ เขาก็ยืนตัวแข็งทื่อ ประกายตาของหญิงสาวทำให้เขาใจหายวาบ
นั่นไม่ใช่ความรักใคร่หลงใหล แต่เป็นความผิดหวังและหัวใจสลายที่ลึกล้ำถึงกระดูกดำ
นางค่อย ๆ ก้าวถอยหลังไปสองก้าว
ตึก ตึก ตึก !
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้น
เงาร่างกำยำล่ำสันสิบกว่าสาย ค่อย ๆ เดินฝ่าสายหมอกที่ปกคลุมตรอกซอกซอยออกมา
เจี่ยชวน เสี่ยวอู่ ต้าจู้ และคนอื่น ๆ กำลังถูไม้ถูมือ กำหมัดแน่น เสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบ
"บิดาขอแวะมาดูหน้าหน่อยเถอะ ว่าหน้าไหนมันคิดจะลักพาตัวน้องสาวข้า ! " เจียงหู่มีสีหน้าเหี้ยมเกรียมดุร้ายราวกับสัตว์ร้ายกระหายเลือด
หลี่มูถือมีดตัดฟืนเดินทอดน่องออกมา ปลายมีดขูดไปบนพื้นหินชนวนจนเกิดเป็นประกายไฟแลบแปลบปลาบ
เขาปรายตามองหลี่ไฉ่เวยที่น้ำตาคลอเบ้า ยื่นมือไปขยี้หัวนางเบา ๆ เอ่ยเสียงนุ่ม "เรื่องที่เหลือ พี่จัดการเอง กลับบ้านไปเถอะ"
เฉิงอวิ๋นเฟยเข่าอ่อนยวบ แทบจะล้มทรุดลงไปคุกเข่า "ไฉ่เวย เจ้า... เจ้าบอกพี่ชายเจ้าแล้วรึ ? "
"เฉิงอวิ๋นเฟย" น้ำตาของหลี่ไฉ่เวยร่วงหล่นราวกับสายฝน แต่นางกลับยืดแผ่นหลังตั้งตรง "ข้า หลี่ไฉ่เวย แม้จะไม่เคยคบหากับชายใด แต่ข้าก็เข้าใจดีว่า หากคนผู้หนึ่งรักใคร่ชอบพออีกคนอย่างจริงใจ ก็ไม่มีวันทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องลำบากใจ บังคับให้อีกฝ่ายต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำเด็ดขาด"
"ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายของข้าสู้ตายกับคนอื่นมาตั้งกี่ครั้งเพื่อข้า แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการเขาก็ยังไม่เคยหวั่นเกรง ! "
"เจ้าเอาอะไรมาคิด... ว่าในใจข้า เจ้าจะสำคัญไปกว่าเขากัน ? "