- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 126 หนีตามกันไป ?
ตอนที่ 126 หนีตามกันไป ?
ตอนที่ 126 หนีตามกันไป ?
ตอนที่ 126 หนีตามกันไป ?
"พวกเจ้าทำอะไรน่ะ ! "
หลี่ไฉ่เวยอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พุ่งพรวดเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต ใช้ร่างอันบอบบางกระแทกชายฉกรรจ์สองคนจนเซถลาออกไป
มือที่สั่นเทาของนางดึงปิ่นเงินออกมา ปลายปิ่นที่แหลมคมสาดประกายเย็นเยียบภายใต้แสงแดด "ไสหัวไป ! พวกเจ้าไสหัวไปให้หมด ! "
"โอ๊ะ ? แม่นางน้อยช่างดุร้ายเสียจริง" ชายที่เป็นหัวหน้าหรี่ตาที่ขุ่นมัวลง สายตาประสงค์ร้ายกวาดมองเรือนร่างของนางไปมา "ปกป้องไอ้บัณฑิตยากไร้นี่ขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นชู้รักของมันล่ะ ? "
พวกชายฉกรรจ์ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างหยาบโลนออกมา
สายตาของหลี่ไฉ่เวยตกลงบนร่างของเฉิงอวิ๋นเฟย
บัณฑิตผู้นี้กำลังนอนขดตัวอยู่บนพื้น มุมปากที่เขียวช้ำมีเลือดซึมออกมา
หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง มือที่กำปิ่นแน่นขึ้นอีกหลายส่วน "ถ้ากล้าพูดจาพล่อย ๆ อีกล่ะก็ ข้าจะให้พี่ชายข้ามาตัดลิ้นพวกเจ้าซะ ! "
"พี่ชายเจ้าคือใคร ? "
"หลี่มู ! "
พวกชายฉกรรจ์อึ้งไปครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นหวาดหวั่นเกรงกลัวขึ้นมาทันที "หลี่มูคนที่เคยต่อกรกับกองคาราวานอาชาเหล็กคนนั้นน่ะรึ ? "
"ถูกต้อง" หลี่ไฉ่เวยพยักหน้าเบา ๆ
พวกชายฉกรรจ์สบตากัน ชายที่เป็นหัวหน้าลูบตอหนวดที่ปลายคาง "เป็นหนี้ก็ต้องใช้เงินคืน มันเป็นกฎแห่งฟ้าดิน ! ต่อให้ใต้เท้านายอำเภอมาเองก็ต้องพูดกันด้วยเหตุผลนี้ ! ไอ้หมอนี่เป็นหนี้พวกข้า ถ้าเจ้าไม่จ่ายแทนมันตอนนี้ ก็อย่ามาแส่หาเรื่อง"
"ต่อให้ไปเชิญหลี่มูมา หนี้ก้อนนี้ก็ไม่มีทางยกเลิกให้ฟรี ๆ หรอกนะ"
เล็บของหลี่ไฉ่เวยจิกลงไปในฝ่ามือลึก "เขาเป็นหนี้พวกเจ้าเท่าไหร่? ข้าจะชดใช้แทนเขาเอง..."
หมับ !
จู่ ๆ เฉิงอวิ๋นเฟยก็ดิ้นรนตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา คว้าจับมือของนางที่กำลังจะล้วงเงินเอาไว้
"นายท่านฉิน" เขาค้อมเอวลง น้ำเสียงแหบแห้ง "ขอเวลาผ่อนผันอีกสามวัน ภายในสามวันข้าจะหามาคืนให้ครบแน่นอน"
ส่วนชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกว่านายท่านฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะเกรงกลัวฐานะของหลี่ไฉ่เวยอยู่บ้าง สายตาเหี้ยมเกรียมกวาดมองไปมาระหว่างคนทั้งสอง ท้ายที่สุดก็แค่นเสียงหัวเราะเย็น "แค่สามวัน ! ถึงตอนนั้นถ้ายังไม่เห็นเงินอีกล่ะก็..."
เขาทำท่าปาดคอ แล้วพาลูกน้องเดินกร่างจากไป
รอจนเสียงฝีเท้าเดินลับไป หลี่ไฉ่เวยก็รีบเข้าไปประคองเฉิงอวิ๋นเฟยที่โงนเงนจวนเจียนจะล้ม "นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ? "
เดิมทีนางคิดว่าเป็นไอ้พวกอันธพาลเมื่อวานมาแก้แค้น คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเจ้าหนี้บุกมาทวงหนี้ถึงที่
"แม่นางหลี่ เจ้า... วันหลังเจ้าอย่ามาที่นี่อีกเลย" เฉิงอวิ๋นเฟยทรุดนั่งกองกับพื้น กุมใบหน้าที่บวมเป่ง ดวงตาเหม่อลอยไร้ประกาย "ข้ามันก็แค่คนไร้ค่าที่มีแต่เรื่องเดือดร้อนพันตัว หากเจ้ายังมาคบหากับข้าอีก ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะทำให้เจ้าต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย"
"ท่านก็พูดมาสิ ! " นางร้อนใจจนขอบตาแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
เมื่อเห็นว่านางร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว เฉิงอวิ๋นเฟยถึงได้กัดฟันพูดว่า "ก่อนหน้านี้เพื่อจะสอบขุนนาง ข้าไปกู้ยืมเงินพวกเขามาก้อนหนึ่ง เดิมทีคิดว่าพอสอบติดแล้วก็จะเอาเงินไปคืน คิดไม่ถึงเลยว่าจะสอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนี้สินก้อนนี้ก็เลยทบต้นทบดอกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ "
"มาตอนนี้ ข้าไม่มีปัญญาหามาคืนได้อีกแล้ว"
หลี่ไฉ่เวยย่อมรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของการคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกดี
เมื่อก่อนตอนที่หลี่มูยังติดการพนัน เคยไปกู้ยืมพวกอันธพาลมา เดิมทีก็แค่หนึ่งตำลึงสองเฉียน แต่ผ่านไปไม่นานก็พุ่งกระฉูดกลายเป็นสามตำลึงไปเสียแล้ว
เพราะเรื่องนี้ ในตอนนั้นแม้แต่นางเองก็เกือบจะถูกจับตัวไปขัดดอกแล้ว !
"คุณชายเฉิง ตกลงว่าท่านเป็นหนี้พวกเขาสักเท่าไหร่กัน ? " นางเอ่ยถามเสียงเบา น้ำเสียงอ่อนโยน "ข้าพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง ประมาณห้าหกสิบตำลึง ท่านเอาไปใช้ขัดตาทัพก่อน เอาไปใช้หนี้ให้หมดแล้วค่อยว่ากัน"
ใครจะรู้ว่าพอพูดจบ เฉิงอวิ๋นเฟยก็หัวเราะออกมาอย่างน่าสมเพช
เขาส่ายหน้า บนใบหน้าเต็มไปด้วยความด้านชาและสิ้นหวัง "ห้าหกสิบตำลึงรึ ? ข้าเป็นหนี้พวกมันถึงสามพันตำลึงถ้วน ! "
ตึก ตึก !
หลี่ไฉ่เวยราวกับถูกฟ้าผ่า เซถอยหลังไปสามสี่ก้าว
สามพันตำลึงรึ ?
ต่อให้ช่วงที่ผ่านมานี้หลี่มูจะได้พบเจอโชควาสนามากมาย แต่เงินสดในมือก็มีแค่จำนวนนี้เท่านั้น !
อีกทั้งตอนนี้โรงบ่มสุราชุนอี้ฟางเพิ่งจะเปิดกิจการ เขาไม่มีทางยอมให้ยืมเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไปใช้หนี้ให้บัณฑิตยากไร้คนนี้แน่นอน
จะทำยังไงดี ?
ชั่วขณะนั้น หลี่ไฉ่เวยก็ถึงกับสับสนทำอะไรไม่ถูก
"นี่..."
นางหน้าซีดเผือด ไม่รู้จะพูดอะไรดี
"เจ้าไปเถอะ" เฉิงอวิ๋นเฟยลุกขึ้นยืนโงนเงน บนใบหน้ามีความสงบของคนที่กำลังจะตาย "อย่างมากอีกสามวันให้หลัง ข้าก็แค่เอาชีวิตนี้ไปชดใช้ให้พวกมันก็เท่านั้น"
"หากต้องมาจบชีวิตลงแค่นี้ ก็ถือเสียว่าเป็นเคราะห์กรรมที่ข้าสมควรได้รับ"
เมื่อเห็นท่าทียอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างหดหู่ของเขา หลี่ไฉ่เวยก็รู้สึกปวดใจดุจถูกมีดกรีด
"เพียงแต่มีคำพูดบางคำที่อัดอั้นอยู่ในใจข้า หากไม่ได้พูดออกมาคงไม่อาจตายตาหลับ" จู่ ๆ เฉิงอวิ๋นเฟยก็เงยหน้าขึ้น พุ่งพรวดเข้ามาคว้าข้อมือของนางไว้ ในดวงตาลุกโชนไปด้วยประกายประหลาด "แม่นางหลี่ คำพูดเหล่านี้อาจจะดูบุ่มบ่ามไปบ้าง แต่หากวันนี้ข้าไม่ได้พูด เกรงว่าวันหน้าคงจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว"
บาดแผลบนฝ่ามือของเขามีเลือดซึมออกมาอีกครั้ง สัมผัสเหนียวเหนอะหนะและอุ่นร้อนทำให้หลี่ไฉ่เวยลืมที่จะดิ้นรนขัดขืน
"ท่าน... ท่านจะพูดอะไร ? "
"แม่นางหลี่ ตั้งแต่แรกพบที่ร้านขายข้าวสาร เงาร่างของเจ้าก็สลักลึกอยู่ในใจข้า หลายวันมานี้ที่ไปโรงบ่มสุราชุนอี้ฟาง ก็เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าเจ้าให้มากขึ้นอีกสักนิด ! " ลมหายใจของเฉิงอวิ๋นเฟยถี่กระชั้นขึ้น น้ำเสียงสั่นเทา "หลังจากกันที่ร้านขายข้าวสารวันนั้น ในหัวของข้าก็มีแต่ใบหน้าของเจ้า เฝ้าคิดถึงคนึงหา จนหลงลืมแม้กระทั่งตำราของปราชญ์เมธี ! "
"ข้าตกหลุมรักเจ้าจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว"
"ความรู้สึกนี้... เจ้าเข้าใจหรือไม่ ? "
ปลายหูของหลี่ไฉ่เวยร้อนผ่าว ถูกสายตาอันร้อนแรงของเขาบีบคั้นจนต้องหลุบตาต่ำ ทำเพียงส่งเสียงตอบรับ "อืม" เบา ๆ
"แล้วเจ้าล่ะ ? " เขาขยับเข้ามาใกล้อีก "เคยมีความรู้สึกให้ข้าบ้างไหม..."
คำพูดนี้ทำเอานางเขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เดิมทีคิดจะสะบัดมือแล้ววิ่งหนีไป แต่เมื่อคิดว่าอีกสามวันให้หลังอาจจะเป็นการจากลากันชั่วนิรันดร์ ท้ายที่สุดใจของนางก็อ่อนยวบลง
เงาร่างที่ยอมออกโรงปกป้องนาง บัณฑิตผู้ยอมหักไม่ยอมงอผู้นั้น ได้แอบเข้ามาอยู่ในหัวใจของนางตั้งนานแล้ว
"เคยเจ้าค่ะ" หลี่ไฉ่เวยขบเม้มริมฝีปากล่างเบา ๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
เฉิงอวิ๋นเฟยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
"คิดไม่ถึงเลย คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าข้าจะได้รับความเมตตาเอ็นดูจากแม่นางหลี่ ชาตินี้ของข้าก็ไม่ถือว่าสูญเปล่าแล้ว พอแล้ว พอแล้วจริง ๆ ! "
เขาค่อย ๆ ปล่อยมือจากข้อมือของหลี่ไฉ่เวย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดาย "น่าเสียดาย ที่ชาตินี้ข้าไม่มีวาสนาได้แต่งเจ้าเป็นภรรยา หากชาติหน้ามีจริง..."
คำพูดของเขายังไม่ทันจบ น้ำตาสองสายก็รินไหลอาบแก้ม หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
"อย่าเพิ่งไป ! " หลี่ไฉ่เวยดึงแขนเสื้อของเขาไว้ราวกับผีผลัก
เมื่อสบตากัน นางก็เห็นเงาสะท้อนที่สั่นไหวของตัวเองในดวงตาของเขา
"ไฉ่เวย ในเมื่อในใจของพวกเราต่างก็มีกันและกัน มิสู้..." จู่ ๆ เฉิงอวิ๋นเฟยก็กดเสียงต่ำลง ทุกคำช่างร้อนลวกจนหัวใจของนางสั่นสะท้าน "พวกเราหนีตามกันไปเถอะ ! "
หนีตามกันไป ?
ม่านตาของหลี่ไฉ่เวยหดเกร็งอย่างรุนแรง
คำสองคำนี้หนักอึ้งดุจขุนเขา หากก้าวเดินออกไปแม้แต่ก้าวเดียว หน้าตาของพี่ชายและชื่อเสียงของตระกูลหลี่ ก็จะต้องพังพินาศย่อยยับไปในพริบตา
"พวกเราหนีไปจากที่นี่เถอะ" เฉิงอวิ๋นเฟยขยับเข้ามาใกล้อย่างร้อนรน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดที่ข้างหูของนาง "ในเมื่อเราสองคนมีใจให้กัน นี่ก็คือทางรอดเพียงทางเดียวของเรา ! "