- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 113 งานเลี้ยงต้อนรับ
ตอนที่ 113 งานเลี้ยงต้อนรับ
ตอนที่ 113 งานเลี้ยงต้อนรับ
ตอนที่ 113 งานเลี้ยงต้อนรับ
"ท่านพี่ ! "
"ท่านรอง ! "
เสียงร้องเรียกด้วยความตกตะลึงสองสายดังแหวกอากาศกลางถนน ฟ่านเหวินปินถึงเพิ่งจะสะดุ้งตื่นจากภวังค์
สองมือเขายันพื้นหินชนวนที่หยาบกระด้าง ข้อนิ้วขาวซีดเพราะออกแรง ปั้นรอยยิ้มที่ดูไม่ได้ยิ่งกว่าร้องไห้ออกมาบนใบหน้า "พื้น... พื้นตรงนี้มันช่างลื่นจริง ๆ ! "
ลูกน้องพรรคเฉาปังด้านหลังต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สายตากวาดมองไปมาบนพื้นถนนที่แห้งผากจนแทบจะมีฝุ่นคลุ้ง
"ท่านพี่ ! ท่านรีบสั่งสอนมันสิ ! " ฟ่านซีโหรวกระตุกแขนเสื้อพี่ชาย เล็บที่แหลมคมแทบจะจิกทะลุเนื้อผ้า นางถลึงตาใส่หลี่มูอย่างดุร้าย แววตาอาบยาพิษ "ตอนนี้เพิ่งจะมารู้จักขอร้องเรอะ ? สายไปแล้ว ! วันนี้ข้าจะเอาให้เจ้าตายตาไม่หลับ..."
"หุบปาก ! " ฟ่านเหวินปินตวาดลั่น เสียงดังจนนกกระจอกใต้ชายคาตกใจบินหนี เขากระชากข้อมือน้องสาวอย่างแรง ออกแรงจนนางเจ็บน้ำตาเล็ด "นังเด็กบัดซบที่เอาแต่ใจไร้เหตุผล เจ้าด่าใครอยู่รู้ตัวไหม ? น้องหลี่คือสหายรักของข้า เป็นดั่งพี่น้องร่วมสาบาน เจ้ากล้าดียังไงถึงมาทำตัวกร่างที่นี่"
"โชคดีที่ยังไม่เกิดเรื่องใหญ่โตอะไร ไม่อย่างนั้นคงทำลายมิตรภาพฉันพี่น้องของพวกเราหมดแน่ ! "
พูดจบ เขาก็ก้าวฉับ ๆ กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปหา คว้าจับมือทั้งสองข้างของหลี่มูเอาไว้ ฝืนปั้นรอยยิ้มออกมา "น้องหลี่ เจ้าย้ายเข้าเมืองมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ? ทำไมไม่บอกกล่าวพี่ชายคนนี้สักคำ จะได้จัดโต๊ะเลี้ยงต้อนรับเจ้าไงล่ะ ! "
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ถึงกับแตกตื่นฮือฮา
ชายชราขายน้ำตาลปั้นตกใจจนบีบน้ำตาลในมือแหลกคามือ คนดูบนโรงน้ำชายื่นหน้าออกมาครึ่งตัว ท่าทางเหมือนฝูงนกกระทาที่ชะเง้อคอยาว
ฟ่านซีโหรวหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก นางถึงกับสงสัยว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า !
พี่ชายของตนเอง ไปมีน้องชายที่มาจากบ้านนอกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?
"คุณหนูรอง เขาคือ..." ในบรรดาลูกน้องพรรคเฉาปังที่อยู่ตรงนั้น มีคนที่เคยตามฟ่านเหวินปินไปที่หมู่บ้านซวงซีและเห็นฉากการล่มสลายของกองคาราวานอาชาเหล็กกับตา ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูนางสองสามประโยค
ฟ่านซีโหรวราวกับถูกฟ้าผ่า เล็บจิกลงไปในฝ่ามือลึก สายตาที่มองหลี่มูเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวและยำเกรง
เขา...เขาก็คือหลี่มูรึ ?
คนที่กวาดล้างยอดฝีมือนับร้อยของกองคาราวานอาชาเหล็กด้วยตัวคนเดียว แถมยังมีท่านแม่ทัพใหญ่หนุนหลังอยู่น่ะนะ ?
ถ้าไม่ใช่เพราะเขา พรรคเฉาปังก็คงไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก ที่น่าขันก็คือ เมื่อครู่นี้นางยังไปวางก้ามอวดเบ่งต่อหน้าเขา แถมยังอ้างว่ากองคาราวานอาชาเหล็กถูกพี่ชายตัวเองกวาดล้างอีกต่างหาก...
ชั่วขณะนั้น คุณหนูผู้สูงศักดิ์รู้สึกทั้งหวาดกลัวทั้งอับอาย แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
"ยุคสมัยนี้มันอยู่ยากลำบากน่ะ" หลี่มูทำท่าปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนเสื้อผ้าฝ้ายหยาบ ๆ น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกำลังคุยสัพเพเหระ "ที่บ้านนอกมีพวกโจรป่าอาละวาด ก็เลยต้องหอบลูกจูงหลานเข้ามาหาเลี้ยงชีพในเมือง"
จู่ ๆ เขาก็ช้อนตาขึ้น สายตาคมกริบดุจใบมีด "พวกข้ามันคนบ้านนอก ไม่รู้ธรรมเนียม ไม่รู้ว่าไปล่วงเกินน้องสาวท่านเข้าตอนไหน ทำได้เพียงขอร้องให้นายท่านฟ่านเมตตา ปล่อยพวกข้าไปสักครั้ง... จะได้หรือไม่ ? "
สิ้นประโยคนี้ ฟ่านเหวินปินก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหู
น้องสาวของเขาทำตัวกร่างเอาแต่ใจมานานแล้ว แต่เพราะโตมาข้างกายเขา บรรดาคนใหญ่คนโตในอำเภอผิงหยวนที่ตอแยไม่ได้ นางล้วนรู้จักหน้าค่าตาเป็นอย่างดี แต่วันนี้ดวงตกสุด ๆ ดันมาเตะเจอตอเข้าที่หลี่มูพอดี
พอคิดถึงฉากในคืนดึกสงัดคืนนั้น เขาก็ยังรู้สึกหวาดผวาไม่หาย
ยอดคนดุร้ายตรงหน้านี้จัดการกองคาราวานอาชาเหล็กซะอยู่หมัด แถมยังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับค่ายทหาร ภูมิหลังระดับนี้ อย่าว่าแต่แค่สั่งสอนน้องสาวเขาไปยกหนึ่งเลย ต่อให้มาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเขาซึ่ง ๆ หน้า เขาก็ทำได้แค่ก้มหน้าอดทนไว้ !
แม้ตอนนี้พรรคเฉาปังจะยิ่งใหญ่คับอำเภอผิงหยวน
แต่ถ้าทำให้ท่านผู้นี้โกรธขึ้นมาจริง ๆ แล้วเรียกทหารเกราะเหล็กสิบกว่านายนั้นมา พรรคเฉาปังในสายตาของพวกเขาก็คงไม่ต่างอะไรกับแมลงเต่าทองที่ถูกบี้ตายได้อย่างง่ายดาย
"น้องหลี่ เจ้าก็ยังชอบพูดล้อเล่นกับพี่ชายคนนี้เหมือนเดิมเลยนะ ! " เขารู้ซึ้งถึงความโหดเหี้ยมภายใต้รอยยิ้มของคนตรงหน้าดี กลิ่นคาวเลือดของกองคาราวานอาชาเหล็กในคืนนั้นราวกับโชยเข้าจมูกมาอีกครั้ง เขาอ้าแขนออกกว้าง สวมกอดหลี่มูอย่างแนบแน่น หัวเราะลั่น "พวกเราสองพี่น้องผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน วันหน้าในเมืองอันผิงแห่งนี้ ย่อมต้องดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว"
การกอดครั้งนี้ หน้าอกของทั้งสองแนบชิดกัน
ฟ่านเหวินปินสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงกล้ามเนื้อที่ตึงเปรี๊ยะใต้ร่มผ้าของอีกฝ่าย ราวกับเสือดาวที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ทุกเมื่อ เขาฝืนปั้นหน้าระรื่น ตอนนี้มีคนในเมืองอันผิงมุงดูอยู่มากมาย แม้ในใจจะหวาดหวั่นแต่ก็แสดงออกไม่ได้ ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นสนิทสนมกับหลี่มูเป็นอย่างมาก แสดงภาพตรงหน้านี้ให้ดูเหมือนเป็นการ 'หยอกล้อกันระหว่างพี่น้อง' ที่สนิทกันสุด ๆ
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เขาถึงจะไม่ทำให้หลี่มูโกรธ และในขณะเดียวกันก็รักษาหน้าตาของตัวเองไว้ได้
ส่วนหลี่มูประกายตาสว่างวาบ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมา "พี่ฟ่าน น้องชายคิดถึงท่านแทบแย่เลย"
ที่หลี่มูแสร้งทำท่าทีเมื่อครู่ ก็เพื่อกดข่มเจ้าถิ่นผู้นี้ ให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนเองมีดีพอที่จะไม่เกรงกลัว
มิเช่นนั้นหากเพิ่งเข้าเมืองมาก็ไปล่วงเกินพรรคเฉาปัง วันหน้าในเมืองคงขยับเขยื้อนทำอะไรได้ลำบาก
และตอนนี้ฟ่านเหวินปินก็ถูกขู่จนกลัว ยอมลดตัวลงมาต่ำต้อยขนาดนี้แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลี่มูก็ไม่อาจจะตัดหนทางจนหมดสิ้น ไล่ต้อนอีกฝ่ายไม่ปล่อย
อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงผู้คุมอำนาจของพรรคเฉาปังในตอนนี้ ต่อให้ในใจจะหวาดกลัวแค่ไหน ก็ย่อมต้องการรักษาหน้าตาบ้าง หากบีบคั้นมากเกินไป บางทีอาจทำให้อีกฝ่ายจนตรอกกัดไม่เลือก ซึ่งนั่นจะได้ไม่คุ้มเสีย การคบหาสมาคมกับผู้คน ต้องรู้จักจังหวะและขอบเขตให้ดี
"โธ่เอ๊ย... ไม่เห็นมีอะไรน่าสนุกเลย แยกย้ายกันเถอะ ! "
"คิดไม่ถึงเลยว่าเถ้าแก่คนใหม่ของโรงทอจิ่นซิ่วกับท่านรองประมุขพรรคเฉาปังจะเป็นสหายเก่ากัน... ดูท่าจะเป็นน้ำท่วมศาลเจ้ามังกร (คนกันเองตีกันเอง) ซะแล้ว วันนี้คงไม่มีเรื่องให้ดูแล้วล่ะ"
"อุตส่าห์นึกว่าจะมีงิ้วฉากเด็ดให้ดูซะอีก เสียเวลาชะมัด ! "
"กินชากันต่อเถอะ ! "
พวกจีนมุงในเหลาอาหารและเพิงน้ำชาริมทาง บัดนี้ก็หมดความสนใจ พากันบ่นกระปอดกระแปดด้วยความผิดหวังแล้วดึงสายตากลับไป และเมื่อฟ่านเหวินปินออกคำสั่ง ลูกน้องพรรคเฉาปังสองร้อยกว่าคนที่มาด้วยท่าทางขึงขังก็พากันแยกย้าย ทั้งสองคนเสแสร้งพูดคุยทักทายกันอีกครู่หนึ่ง ราวกับรู้กันอยู่ในใจ ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ฟ่านซีโหรวถูกรุมสกรัมก่อนหน้านี้อีก
"น้องหลี่ ข้าให้คนไปจองโต๊ะที่หอสุ่ยเซียนไว้แล้วล่ะ" ฟ่านเหวินปินเงยหน้ามองไปที่พวกเจียงหู่ซึ่งอยู่ด้านหลังหลี่มู เอ่ยอย่างจริงใจว่า
"คราวก่อนที่หมู่บ้านซวงซี ฟ่านผู้นี้ก็ตั้งใจจะผูกมิตรกับพี่น้องทุกท่าน น่าเสียดายที่สถานการณ์เร่งด่วนเลยยังไม่ได้ร่วมดื่มกันสักจอก ตอนนี้เข้ามาในเมืองแล้ว พวกเจ้าต้องให้โอกาสข้าได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านต้อนรับสักมื้อนะ"
เมื่อหลี่มูได้ยินดังนั้น ย่อมไม่ปฏิเสธ
หากคิดจะตั้งรกรากในเมือง การผูกมิตรกับเจ้าถิ่นอย่างพรรคเฉาปังย่อมมีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย !
……
เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามเที่ยงวัน
ภายในห้องหับส่วนตัวระดับเทียนจื่อ ห้องพิเศษของหอสุ่ยเซียน มีการจัดเตรียมโต๊ะอาหารไว้ถึงสามโต๊ะ
หลี่มูกับเจียงหู่ เจี่ยชวน และชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์ทั้งหมดต่างก็มาร่วมงานตามคำเชิญ
ส่วนฟ่านเหวินปินก็พาหัวหน้าตึกของพรรคเฉาปังมาด้วยสองสามคน และยังเชิญเฉินเฮ่อซงมาร่วมโต๊ะด้วย
ทุกคนล้วนเป็นชายชาตรีเปิดเผย ดื่มสุราลงท้องไปได้ไม่กี่จอก บรรยากาศก็ครึกครื้นขึ้นมาทันที ปล่อยผ่านเรื่องบาดหมางในวันนี้ไป แล้วเริ่มชนจอกผลัดกันดื่มอย่างสนุกสนาน
"รสชาติของสุราซานเยวี่ยชุนนี่มันช่างบาดคอเข้มข้นถึงใจจริง ๆ " ฟ่านเหวินปินกระดกสุราดีกรีแรงลงคอ ลูบคลำจอกสุราไปมา พลางเอ่ยว่า "ถ้าข้าเดาไม่ผิด น้องหลี่ซื้อโรงทอจิ่นซิ่วมา ก็เพื่อจะดัดแปลงเป็นโรงบ่มสุราใช่หรือไม่ ? "