- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 98 ดาบหักขวางทาง
ตอนที่ 98 ดาบหักขวางทาง
ตอนที่ 98 ดาบหักขวางทาง
ตอนที่ 98 ดาบหักขวางทาง
เมื่อเห็นสีสันแดงสดน่ากินนี้ เจียงหู่ก็รับมาด้วยความกังขา ก่อนจะลองกัดชิมดูคำหนึ่ง
ทันทีที่เนื้อย่างชุ่มซอสเข้าปาก น้ำซอสร้อน ๆ ก็ระเบิดออกในพริบตา
ความหอมกรุ่นของการย่างและความเผ็ดร้อนสดใหม่ของซอสผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ !
ตอนแรกเจียงหู่รู้สึกร้อนผ่าวที่ริมฝีปากและลิ้น ตามมาด้วยกลิ่นอายราวกับมังกรไฟที่พุ่งทะยานจากช่องปากขึ้นสู่สมอง ชั่วพริบตาเดียวเหงื่อร้อน ๆ ก็ผุดซึมออกมาท่วมตัว !
"รสชาตินี้..."
เขาเบิกตากว้าง เอ่ยเสียงสั่น "มันแปลกประหลาดมาก ! "
"ทั้งลิ้นและปากเริ่มรู้สึกชาและเจ็บขึ้นมานิด ๆ แต่... มันกลับทำให้คนหยุดกินไม่ได้เลย ยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม ยิ่งกินก็ยิ่งอยากกินอีก ! "
เจียงหู่หน้าแดงก่ำ กำไม้เสียบเนื้อไว้แน่น เคี้ยวสวาปามคำโตอย่างตะกละตะกลาม
เมื่อคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า พากันแย่งหยิบเนื้อย่างมาจิ้มซอสพริกแล้วยัดเข้าปากกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ชั่วขณะนั้น เสียงสูดปาก "ซี้ดอ้า" ดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำอย่างไม่ขาดสาย
"ซอสนี่หอมเกินไปแล้ว พอมีมัน รสชาติของเนื้อย่างก็ยกระดับขึ้นมาอีกหลายขุมเลยทีเดียว ! "
"พวกเจ้าชิมออกไหม เหมือนว่าความคาวของเนื้อย่างจะหายไปหมดเลยนะ ? "
"อร่อยโคตร ! "
แม้พวกชายฉกรรจ์จะเผ็ดจนเหงื่อแตกท่วมหัว แต่ก็ไม่มีใครยอมหยุดแทะเนื้อเลย ราวกับได้ค้นพบดินแดนแห่งใหม่ เปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด นี่คือสี่รสชาติหลักที่ครองพื้นที่ในอาหารการกินของผู้คน
แต่ในยุคสมัยนี้ หากต้องการสร้างรสเผ็ด ก็ทำได้เพียงใช้เครื่องปรุงอย่าง ขิง และฮวาเจียว ซึ่งรสชาติย่อมแตกต่างจากพริกชี้ฟ้าอย่างลิบลับ
เนื้อย่างจิ้มซอสพริก กินคู่กับน้ำแกงปลาแสนอร่อย ทุกคนสวาปามกันอย่างเอร็ดอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงท้องไปด้วย
เนื้อหมีหลายสิบจินและน้ำแกงข้นหม้อใหญ่ถูกกวาดเรียบราวกับพายุพัดเมฆหมอกสลาย แม้แต่อุ้งตีนหมีอันล้ำค่าก็ยังถูกทุกคนแบ่งกันกินจนเกลี้ยงเกลา
พวกชายฉกรรจ์ที่กินอิ่มหนำสำราญพากันลูบพุงที่กลมป่อง นอนแผ่หลากระจัดกระจายอยู่ตามพื้นถ้ำ เพลิดเพลินกับช่วงเวลาพักผ่อนอันหาได้ยากยิ่ง ภายใต้แสงไฟสาดส่อง ใบหน้าของทุกคนล้วนแดงระเรื่อไปด้วยความพึงพอใจ
เฉินหลินเรอออกมาเสียงดัง ใช้แขนเสื้อเช็ดปากที่มันแผล็บ "รสชาติของอุ้งตีนหมีนี่ มารดามันเถอะ โคตรสุดยอดเลย ! ชาตินี้ของบิดาคุ้มค่าแล้วเว้ย ! "
เจี่ยชวนหัวเราะด่าพลางเตะเขาไปทีหนึ่ง "ดูทำตัวเข้าสิ ไอ้ไม่ได้เรื่องเอ๊ย ! "
ระหว่างที่พูดคุยหยอกล้อกัน ทั้งสองก็ช่วยกันลากต้นไม้แห้งต้นใหญ่หลายต้นมาปิดปากถ้ำไว้อย่างมิดชิด
ต้นไม้แห้งวางซ้อนทับกันไปมา กลายเป็นเกราะกำบังง่าย ๆ ที่สามารถป้องกันได้ทั้งสัตว์ร้ายและแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ลำดับการเฝ้ายามถูกกำหนดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการจับฉลาก
นอกจากสยงผีที่ยังคงกอดก้อนเนื้อที่มันเยิ้มแทะกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ที่มุมถ้ำแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนห่อตัวในผ้าห่มสักหลาด นอนหลับใหลอย่างหลับสนิทอยู่ข้างกองไฟอันอบอุ่น
ภายนอกถ้ำมีเสียงนกแสกยามราตรีร้องแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งทำให้ค่ำคืนกลางหุบเขาดูเงียบสงัด
ผ่านพ้นค่ำคืนไปโดยไร้ซึ่งเหตุการณ์ใด ๆ
รุ่งเช้าวันต่อมา หมอกบาง ๆ ปกคลุมป่าเขา
ทุกคนเก็บสัมภาระ กำลังเตรียมจะผลักต้นไม้แห้งที่ปิดปากถ้ำออกเพื่อลงเขา จู่ ๆ เจี่ยชวนก็คว้าแขนเสื้อของหลี่มูเอาไว้แน่น
"พี่หลี่ ท่านดูนั่น ! " เขากดเสียงต่ำ ชี้ไปยังต้นสนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
หลี่มูมองตามเสียงไป ก็เห็นว่าเปลือกไม้บนลำต้นถูกกระชากออกไปอย่างหยาบคาย เผยให้เห็นเนื้อไม้สีขาวซีด
บนนั้นมีรอยสลักด้วยของมีคมเป็นรูปหัวพยัคฆ์อันดุร้าย อ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคม ดูราวกับมีชีวิตจนแทบจะกระโจนออกมากัดคนได้ในวินาทีถัดไป
บนลานดินหน้าต้นไม้ ดาบหักที่เต็มไปด้วยสนิมเล่มหนึ่งปักลึกลงไปในดิน บนใบดาบเต็มไปด้วยรอยบิ่น สะท้อนประกายเย็นเยียบภายใต้แสงยามเช้า
ม่านตาของหลี่มูหดเกร็ง
เขาจำได้อย่างชัดเจน ว่าเมื่อคืนตอนที่มาถึงที่นี่ไม่มีของสิ่งนี้อยู่เลย นี่ต้องมีคนฉวยโอกาสแอบมาทิ้งสัญลักษณ์ไว้กลางดึกแน่ !
"ดาบหักขวางทาง... นี่มันวิธีของพวกโจรป่า ! "
เจี่ยชวนกดเสียงต่ำ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวัง "ในรัศมีร้อยลี้แถบนี้ มีแค่เขาหัวพยัคฆ์เท่านั้นที่เป็นรังซ่องสุมของพวกโจรป่า เกรงว่าพวกเราคงถูกพวกมันหมายหัวเข้าให้แล้ว ! "
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ก็เกิดความแตกตื่นโกลาหลขึ้นมาทันที
ในยุคโกลาหลเช่นนี้ ชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของกลุ่มโจรเขาหัวพยัคฆ์เรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักกันไปทั่วทุกครัวเรือน
พวกมันยึดครองจุดยุทธศาสตร์ที่ยากแก่การบุกโจมตี ปล้นสะดมทำร้ายชาวบ้าน ลงมืออย่างโหดเหี้ยมอำมหิต
ตามกฎของโลกใต้ดิน หากกลุ่มโจรหมายหัวเป้าหมายใด จะต้องทิ้งสัญลักษณ์ไว้เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้า หากอีกฝ่ายรู้จักที่ต่ำที่สูงยอมจ่ายค่าผ่านทาง ก็จะสามารถผ่านไปได้อย่างปลอดภัย ! แต่ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ต้องเตรียมตัวเผชิญหน้ากับศึกนองเลือดได้เลย !
"ปกติโจรป่าเขาหัวพยัคฆ์มักจะปล้นแค่ขบวนสินค้า ขบวนคุ้มภัย หรือไม่ก็หมู่บ้าน ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าพวกมันจะเข้าป่ามาปล้นพวกพรานป่า ดูท่าจะเป็นเพราะเงินรางวัลที่ทางการตั้งไว้สูงเกินไป จนทำเอาพวกโจรป่ายังน้ำลายสอ ! " เจี่ยชวนขมวดคิ้ว "พวกมันเข้ามาในเขาต้าหลง เป้าหมายต้องเป็นดีหมีแน่ ๆ เกรงว่าคงสะกดรอยตามพวกเรามาตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ ! "
"มารดามันเถอะ ! " เจียงหู่ชกกำแพงถ้ำอย่างแรง สั่นสะเทือนจนเศษหินร่วงกราว "หมีที่พวกบิดาเอาชีวิตเข้าแลกกว่าจะล่ามาได้ พวกมันดันกะจะมาชุบมือเปิบงั้นรึ ? "
ต้าจู้ชักมีดล่าสัตว์ออกมา คมมีดกรีดวาดรอยโค้งสว่างวาบภายใต้แสงยามเช้า "ก็ปล่อยให้พวกมันมาสิ ! ข้ากำลังหงุดหงิดอยู่พอดีว่าเมื่อวานยังฆ่าไม่สะใจเลย ! "
สีหน้าของทุกคนในทีมล่าสัตว์เขียวคล้ำ โกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด
เมื่อวานพวกเขาอาบเลือดต่อสู้ แทบจะเอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะล่าหมีดำทั้งสามตัวนั้นมาได้ แต่ตอนนี้พวกโจรป่ากลับคิดจะมาบีบบังคับให้พวกเขาส่งมอบให้แต่โดยดี...
เป็นใครก็คงทนไม่ได้ !
ทว่าหลี่มูกลับแค่นหัวเราะเย็นชา ก้าวฉับ ๆ ออกไปข้างหน้า แล้วยกเท้าขึ้นเตะดาบหักเล่มนั้นอย่างแรง
เสียง "เคร้ง" ดังลั่น ดาบหักกระเด็นลอยละลิ่วออกไป วาดเป็นเส้นโค้งวิถีโค้งกลางอากาศ ก่อนจะตกลงไปในกองหินที่อยู่ไกลออกไป
"ทำตัวเป็นผีหลอกวิญญาณหลอนไปได้ ! " เขาหมุนตัวกลับมากวาดสายตามองทุกคน ประกายเย็นเยียบวาบขึ้นในดวงตา "ต่อให้เป็นโจรป่าแล้วยังไง ? คิดจะมาแย่งของกินจากปากข้าหลี่มู..."
พูดพลาง หลี่มูกระชากมีดตัดฟืนที่เอวออกมา ปลายมีดชี้ตรงไปยังรอยสลักรูปหัวพยัคฆ์อันดุร้าย "คงต้องถามเจ้านี่ก่อนว่ามันยอมหรือเปล่า ! "
มีดล่าสัตว์สาดประกายเย็นเยียบภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า บนใบมีดยังคงมีคราบเลือดสีแดงคล้ำจากการล่าหมีเมื่อวานหลงเหลืออยู่ ทุกคนรู้สึกเพียงรังสีอำมหิตอันเย็นเยียบพัดปะทะหน้า พากันยืดหลังตรงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย
"ไป ! " หลี่มูเก็บมีดเข้าฝัก ก้าวเดินนำไปเป็นคนแรก "ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าหน้าไหนมันไม่รักดีกล้ามาขวางทางบิดา ! " คนทั้งกลุ่มผลักต้นไม้แห้งออก ย่ำเท้าเข้าสู่ป่าเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกยามเช้า
โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นเลยว่า ในพุ่มไม้ที่ไม่ไกลจากด้านหลังของพวกเขา มีดวงตาอันเย็นเยียบหลายคู่กำลังจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของพวกเขา...
……
บรรยากาศในทีมล่าสัตว์หนักอึ้ง
เดินตามเส้นทางภูเขาไปเรื่อย ๆ ทุกคนก็เริ่มเข้าใกล้ทางออกของหุบเขาแล้ว
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ สยงผีก็ขนพอง เสียงเห่าคำรามดังก้องราวกับฟ้าร้องอื้ออึงอยู่ข้างหูของทุกคน มันโก่งหลังขึ้น แยกเขี้ยวแหลมคม นัยน์ตาสัตว์ป่าอันขุ่นมัวจ้องเขม็งไปยังป่าทึบรอบด้าน
หลี่มูยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ทีมล่าสัตว์หยุดฝีเท้าลงทันที กล้ามเนื้อของทุกคนตึงเครียด มือจับด้ามอาวุธเตรียมพร้อมไว้แล้ว
สวบสาบ !
ใบไม้สั่นไหวโดยไร้สายลม ท่ามกลางเงาไม้มีเงาร่างคนวูบไหวไปมา
วินาทีต่อมา ลูกศรดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามา ปักฉึกเข้าที่พื้นตรงหน้าของหลี่มู หางลูกศรสั่นไหวระริกไม่หยุด
"ฮ่าฮ่าฮ่า ! " เสียงหัวเราะดุดันหยาบคายดังก้องมาจากในป่า "หัวหน้าพรานหลี่ รอนานเลยนะ ! "
พุ่มไม้ถูกแหวกออก โจรป่ายี่สิบกว่าคนเดินเรียงหน้ากระดานออกมา ล้อมกรอบทีมล่าสัตว์ไว้เป็นรูปพัด
พวกมันสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่กลับมีหน้าตาเหี้ยมเกรียมดุร้าย ดาบและหอกในมือสาดประกายเย็นเยียบภายใต้แสงแดด
หัวหน้าโจรที่เดินนำหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ บนใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากคมดาบที่ดูน่าเกรงขามพาดขวางอยู่ บนบ่าแบกดาบใหญ่เก้าห่วง ห่วงเหล็กบนสันดาปส่งเสียงดังกังวานตามจังหวะการก้าวเดินของมัน
"บิดาคือรองหัวหน้าแห่งเขาหัวพยัคฆ์ เฮยหยา (เขี้ยวดำ)" หัวหน้าโจรแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันสีเหลืองดำที่ขึ้นระเกะระกะ "หัวหน้าพรานหลี่ 'ประกาศิตดาบหัก' ของพวกเรา เจ้าไม่เห็น หรือว่าเห็นแล้วแต่ดูแคลนกันล่ะ ? "
สายตาของหลี่มูเย็นเยียบ มือขวาค่อยๆ กดลงบนด้ามมีดล่าสัตว์ "เห็นแล้ว แล้วก็เตะทิ้งไปแล้วด้วย"
รอยยิ้มของเฮยหยาแข็งค้าง ประกายดุร้ายในดวงตาสาดแสงเจิดจ้า "กล้าดีนี่ ดูท่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจกฎของโลกใต้ดินหรอกนะ ! แต่รินสุราคารวะให้ไม่ยอมดื่ม อยากจะดื่มสุราลงทัณฑ์รึไง ? "