- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 83 ชูธงหนังพยัคฆ์ !
ตอนที่ 83 ชูธงหนังพยัคฆ์ !
ตอนที่ 83 ชูธงหนังพยัคฆ์ !
ตอนที่ 83 ชูธงหนังพยัคฆ์ !
เงาร่างสูงตระหง่านทั้งสิบเก้าร่าง ราวกับเทพอสูรโลหิตเหล็กที่ก้าวเดินออกมาจากขุมนรก ทอดเงาดำทะมึนที่ชวนให้หายใจไม่ออกภายใต้แสงจันทร์อันซีดเผือด
ชุดเกราะหนักเหล็กนิลเต็มไปด้วยสนิมสีแดงคล้ำ ราวกับโชกชุ่มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดของสมรภูมิรบที่ผ่านพ้นมานับพันปี
ทว่าคมทวนยาวทะลวงม้าขนาดหนึ่งจั้งสองฉื่อในมือของพวกเขากลับสว่างวาบจนแสบตา ทุกครั้งที่ขยับเขยื้อนเพียงเล็กน้อย ล้วนแต่กรีดวาดรอยโค้งอันเย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัวภายใต้แสงจันทร์
ภายใต้หน้ากากเกราะสีทองที่สลักลวดลายอสูรเทาเที่ย ดวงตาสีแดงฉานสิบเก้าคู่กวาดตามองไปทั่วบริเวณ
รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
"อึก ! "
ลูกกระเดือกของชายชุดสีฟ้าขยับขึ้นลงอย่างแรง แผ่นหลังแนบชิดติดกับเปลือกไม้ที่แตกกะเทาะของต้นไม้แห้งตาย เขาสามารถได้ยินเสียงชีพจรเต้นตุบ ๆ ที่ขมับของตัวเองได้อย่างชัดเจน เหงื่อเย็นที่ผุดซึมออกมาทำให้ฝ่ามือเปียกชื้นจนชุ่ม
บรรดาผู้ชมทั้งหมดต่างก็ราวกับถูกคาถาตรึงร่าง แม้แต่ลมหายใจก็ยังต้องระมัดระวัง
บุคคลที่ปกติเคยวางก้ามเรียกลมเรียกฝนอยู่ในอำเภอผิงหยวนเหล่านี้ บัดนี้กลับยืนแข็งทื่อราวกับกบที่ถูกงูพิษจ้องมอง
ปราการเหล็กเจ้าของฉายา "ยอดดาบอันดับหนึ่งแห่งผิงหยวน" ผู้ซึ่งเคยบุกเดี่ยวล้างเลือดพรรคพยัคฆ์ดำมาแล้ว บัดนี้กลับถูกทวนยาวทะลวงม้าแทงทะลุหน้าอก แขวนลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ขาทั้งสองข้างที่กำยำยังคงกระตุกเกร็งตามสัญชาตญาณ
สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกก็คือ ผู้ที่ถือทวนใช้เพียงมือข้างเดียวยกค้างร่างอันกำยำหนักกว่าสองร้อยจินของมันเอาไว้กลางอากาศ กล้ามเนื้อบนท่อนแขนที่ปูดโปนเป็นมัด ๆ ดันชุดเกราะเหล็กจนเกิดเสียงดังกังวาน
นี่มันพละกำลังมหาศาลระดับไหนกัน ?
นี่มันอานุภาพดุจเทพเจ้าอันใดกัน !
ไม่มีใครมองเห็นอย่างชัดเจนเลยว่าพวกเขาปรากฏตัวขึ้นมาจากที่ใด แม้แต่พวกเจี่ยชวนที่อยู่ในลานบ้านสกุลหลี่ก็เช่นเดียวกัน แต่เวลานี้... ไม่มีใครสนใจคำถามนี้อีกแล้ว
ภายในใจของทุกคนล้วนมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารเกราะเหล็กทั้งสิบเก้านายนี้ ยอดฝีมือกองคาราวานอาชาเหล็กสามร้อยคนจะตอบสนองอย่างไร ?
"กองคาราวานอาชาเหล็กวางก้ามรังแกชาวบ้าน ข่มเหงคนดี บ้าอำนาจและป่าเถื่อนถึงขีดสุด เห็นชีวิตชาวบ้านเป็นแค่ผักปลา ! " หลี่มูยกคันธนูสำหรับล่าสัตว์ขึ้นมา ยิงลูกศรดอกหนึ่งพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนของกองคาราวานอาชาเหล็กที่อยู่นอกลานบ้าน แล้วตวาดเสียงกร้าว "วันนี้โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านแม่ทัพทั้งหลาย ลงมือสังหารโจรชั่ว ชำระล้างแผ่นดินให้ใสสะอาด"
ลูกศรหนึ่งดอกร่วงหล่นลงกลางวง ราวกับเป็นสัญญาณเปิดฉากการต่อสู้
ข้อมือซ้ายของหลงจั่วสั่นสะเทือนเบา ๆ ศพของปราการเหล็กพลันถูกฉีกกระชากออกเป็นสองท่อนราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว เครื่องในผสมปนเปกับห่าฝนเลือดสาดกระเซ็นลงมา
ทวนยาวทะลวงม้าหนึ่งจั้งสองฉื่อแปรเปลี่ยนเป็นสายฟ้าสีเงิน ศีรษะของอันธพาลกองคาราวานอาชาเหล็กสามคนหลุดกระเด็นขึ้นพร้อมกัน เสาเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมาจากลำคอที่ขาดสะบั้นสูงถึงสามฉื่อ ถักทอประสานกันเป็นม่านสีแดงอันวิจิตรพิสดารภายใต้แสงจันทร์
แม้บรรดาแม่ทัพที่กระจกพิทักษ์หัวใจอัญเชิญมาจะมีพลังรบสูงส่ง แต่ก็ไร้ซึ่งสติปัญญา ล้วนกระทำการตามคำสั่งของหลี่มูแต่เพียงผู้เดียว
องครักษ์เกราะเหล็กทั้งสิบแปดนายแปรขบวนเป็นค่ายกลสังหารอย่างเงียบงัน เสียงรองเท้าเกราะเหล็กของพวกเขาที่เหยียบย่ำบดขยี้เศษหินให้แหลกละเอียดดังจนน่าเสียวฟัน โดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด พวกเขาก็พุ่งทะยานเข้าสู่วงล้อมของศัตรู แล้วเริ่มเปิดฉากบุกทะลวงฟาดฟัน
อันธพาลกองคาราวานอาชาเหล็กคนหนึ่งเงื้อดาบฟันเข้าใส่องครักษ์เกราะเหล็กที่อยู่แถวหน้าสุด ทว่ากลับเห็นอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหลบหลีก ดาบหัวตัดที่ตีขึ้นจากเหล็กกล้าบริสุทธิ์ฟันกระทบเกราะหน้าอกจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ แต่คมดาบกลับบิ่นจนเป็นรอยแหว่ง
“พี่หลี่ ! ท่านไปอัญเชิญทหารเทพพวกนี้มาจากไหนกัน ? !” พวกเจี่ยชวนที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวพากันพุ่งออกมาตั้งนานแล้ว น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเพราะความตื่นเต้น เขาชี้มือไปยังหัวหน้าสาขาของกองคาราวานอาชาเหล็กที่ถูกหลงจั่วใช้ทวนฟาดกระเด็นไปไกลถึงเจ็ดจั้ง "ดูนั่นสิ ! ไอ้พวกลูกสุนัขกองคาราวานอาชาเหล็กพวกนั้น ถูกทำให้ตกใจจนยืนแทบจะไม่ไหวแล้ว ! "
สิ้นเสียงคำพูด ร่างกายที่ยังคงมีเลือดพุ่งกระฉูดอยู่กลางอากาศก็ลอยไปกระแทกต้นไม้ขนาดเท่าปากชามจนหักโค่น แล้วร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างแรง
ท่ามกลางการต่อสู้ที่ชุลมุน มีคนเงื้อดาบขึ้นพยายามจะปัดป้อง ทว่าเมื่อทวนยักษ์ฟาดฟันลงมา ดาบและกระบี่ในมือของพวกมันกลับเปราะบางราวกับเศษกระดาษ ถูกกระแทกจนแตกละเอียด แม้แต่ร่างกายก็ยังถูกซัดกระเด็นปลิวไปพร้อมกัน !
หลี่มูไม่ได้ตอบคำถามของเจี่ยชวน ปลอกนิ้วเหล็กที่สวมอยู่บนนิ้วหัวแม่มือเสียดสีกับสายธนูจนเกิดเสียงดังแผ่วเบา ลูกศรขนนกทั้งยี่สิบดอกในซองลูกศรถูกยิงออกไปจนหมดเกลี้ยงในชั่วพริบตา
ลูกศรทุกดอกปักลึกเข้าสู่ร่างกายของลูกสมุนกองคาราวานอาชาเหล็กอย่างแม่นยำ ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองและกร่างคับฟ้าในวันวาน บัดนี้ล้วนแข็งค้างไปด้วยความหวาดผวาและไม่อยากเชื่อสายตา !
"หนี... หนีเถอะ ! "
ท่ามกลางการต่อสู้อันชุลมุน ชายฉกรรจ์กองคาราวานอาชาเหล็กที่ถูกลูกศรยิงใส่จู่ ๆ ก็ตะโกนขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
"หนีเอาชีวิตรอดเร็ว ! "
"ขืนสู้ต่อไป ได้ตายโหงอยู่ที่นี่กันหมดแน่ ! "
เมื่อยอดฝีมือกองคาราวานอาชาเหล็กคนที่สิบเก้าถูกทวนยาวแทงทะลุหน้าอก ถูกร้อยเรียงเป็นพวงเหมือนถังหูลู่บนอาวุธ ในที่สุดก็มีคนสติแตกจนได้
ไอ้พวกคนชั่วที่ปกติเคยวางก้ามรังแกชาวบ้านตามตลาดเหล่านี้ พากันร้องไห้โฮแตกฮือวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน บางคนถึงกับโยนอาวุธทิ้งแล้วคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นจนหน้าผากแตกเลือดอาบ
นับตั้งแต่ปราการเหล็กถูกทวนเล่มเดียวตอกตรึงจนตายคาที่ ลูกสมุนพรรคพวกนี้ก็เกิดความคิดที่จะถอยหนีมาโดยตลอด
เมื่อเห็นพี่น้องหลายสิบคนถูกเข่นฆ่าราวกับเป็ดไก่ ถูกตัดหัวขาดกระเด็น พวกมันก็ไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านอีกต่อไป
"กองคาราวานอาชาเหล็ก... คราวนี้จบสิ้นแล้ว"
ท่ามกลางเงามืด ชายชุดสีฟ้ามีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขากำหมัดแน่นอย่างลืมตัว จู่ ๆ ก็หันไปพูดกับพวกพ้องที่อยู่ด้านหลังว่า "พวกเราดูงิ้วมาตั้งนานแล้ว ถึงเวลาต้องลงสนามไปขยับเส้นขยับสายกันบ้างแล้ว ! "
"หลายปีมานี้กองคาราวานอาชาเหล็กแย่งชิงอาณาเขตของพวกเรา ยึดครองกิจการของพวกเรา ตอนนี้... ถึงเวลาแก้แค้นแล้ว ! "
"ลงมือ ! "
ท่ามกลางเงามืด จู่ ๆ ก็มีประกายดาบสว่างวาบขึ้นมากมาย
ดาบเชื่อมโซ่ของพรรคขนส่งทางน้ำ, หนามพยัคฆ์บินของพรรคเกลือ, กระบองเขี้ยวหมาป่าของสำนักคุ้มภัยรถม้าขั้วอำนาจเหล่านี้ที่เอาแต่ยืนดูมาเนิ่นนาน บัดนี้ราวกับฝูงหมาในที่ได้กลิ่นคาวเลือด พากันแห่แหนกรูกันออกมา เริ่มตั้งวงล้อมกวาดล้างลูกสมุนกองคาราวานอาชาเหล็กที่แตกฮือวิ่งหนีเหล่านี้
"หึ ไอ้พวกนกสองหัว ตอนแรกยืนดูตั้งนานไม่กล้าลงมือ ตอนนี้พอเห็นว่าพวกเรากำลังจะชนะ ก็รีบพุ่งออกมาผสมโรงเลยนะ โคตรเจ้าเล่ห์เลยมารดามันเถอะ ! " เฉินหลินสบถด่าอย่างเกรี้ยวกราด "ไอ้คนพวกนี้มันก็สวะแก๊งเดียวกับกองคาราวานอาชาเหล็กนั่นแหละ ไม่มีดีสักคน ! "
"เรื่องแบบนี้ไม่เห็นจะแปลกเลย" หลี่มูกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร เพียงแต่มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน "พวกมันก็ทำตัวแบบนี้มาตลอด ใครชนะ พวกมันก็เข้าข้างคนนั้นแหละ"
"ความพ่ายแพ้ของกองคาราวานอาชาเหล็กถูกกำหนดไว้แล้ว คนตั้งมากมายแตกฮือหนีไปคนละทิศคนละทาง อาศัยแค่พวกเราคงยากจะตามล่าสังหารได้หมด ในเมื่อมีคนยินดีมาช่วยแบ่งเบาภาระ ก็ปล่อยพวกมันทำไปเถอะ ! "
หลี่มูขยับตัวยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย
เมื่อคนพวกนี้ลงสนามเข้ามาร่วมวงด้วยแล้ว ก็ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงให้เขาไปในตัว
หากเรื่องราวในคืนนี้รู้ไปถึงหูของศาลาว่าการ เมื่อนายอำเภอออกคำสั่งสืบสวนคดีอย่างละเอียด ขั้วอำนาจมากมายเข้าไปมีส่วนพัวพันด้วย ต่อให้เขาอยากจะลงโทษ ก็ไม่รู้จะเริ่มจัดการจากตรงไหน
กฎหมายยากจะเอาผิดคนหมู่มาก
ร้านค้าและกิจการต่าง ๆ ในอำเภอผิงหยวน ล้วนมีขั้วอำนาจเหล่านี้คอยหนุนหลังอยู่ หากทางการคิดจะแตะต้องพวกมัน เกรงว่าภาษีของอำเภอผิงหยวนในปีนี้คงต้องลดฮวบลงไปหลายส่วนแน่ !
พวกขุนนางที่กินเงินเดือนหลวงแต่ไม่ทำอะไรเหล่านั้นล้วนเข้าใจถึงวิถีแห่งแวดวงขุนนางเป็นอย่างดี พวกเขาไม่มีทางหาเรื่องเดือดร้อนมาบั่นทอนเส้นทางอาชีพขุนนางของตัวเองอย่างแน่นอน
ไม่นานนัก ด้วยความช่วยเหลือจากคนกลุ่มนี้ ศึกอันโหดร้ายครั้งนี้ก็ยุติลงอย่างรวดเร็ว
บริเวณพื้นที่เพาะปลูกของหมู่บ้าน เต็มไปด้วยเลือดสด ๆ และเศษซากแขนขาที่ขาดวิ่น
แม้แต่ในอากาศก็ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ชวนสะอิดสะเอียน
ชายชุดสีฟ้าจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย เปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มแย้ม ก้าวเดินตรงไปยังลานบ้านสกุลหลี่ ประสานมือคารวะแม่ทัพเกราะเหล็กทั้งสิบเก้านายที่โชกชุ่มไปด้วยเลือดพลางกล่าวว่า "ข้าน้อยคือ ฟ่านเหวินปิน รองหัวหน้าพรรคขนส่งทางน้ำ คืนนี้เป็นบุญตายิ่งนักที่ได้เห็นอานุภาพอันเกรียงไกรของท่านแม่ทัพทั้งหลาย ช่างน่าเลื่อมใสจริง ๆ ! "
"ข้าน้อยมีความประสงค์อยากจะผูกมิตรกับทุกท่าน ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพทั้งหลายจะกรุณาให้เกียรติ..."
คำพูดของเขายังไม่ทันจะจบประโยค ดวงตาคู่หนึ่งที่ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ก็จ้องเขม็งมา !
ทวนยักษ์ที่เคยตอกตรึงปราการเหล็กจนสิ้นใจ พุ่งแหวกอากาศเข้ามาหยุดนิ่งอยู่ห่างจากคอหอยของเขาเพียงไม่ถึงสามชุ่น
ไอเย็นยะเยือกเสียดแทงทะลุถึงกระดูก
ลูกกระเดือกของชายชุดสีฟ้าขยับขึ้นลง เหงื่อเย็นหยดหนึ่งไหลรินลงมาตามพวงแก้ม
เขาหัวเราะแห้ง ๆ สองสามเสียง "ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว ล่วงเกินท่านแม่ทัพทั้งหลาย ข้าน้อยจะถอยเดี๋ยวนี้ ! จะถอยเดี๋ยวนี้แหละ ! "
ลมกลางคืนพัดโชยมา หลี่มูมีสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก
เขาย่อมรู้ดีถึงจุดประสงค์ที่ชายชุดสีฟ้ากระตือรือร้นเข้ามาทักทายเช่นนี้
อีกฝ่ายต้องการจะสืบหาตัวตนที่แท้จริงของหลงจั่วกับพวก และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับหลี่มู !
นี่ก็เป็นความคิดของบรรดาผู้ชมคนอื่น ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์เช่นเดียวกัน
เรื่องราวในคืนนี้ พลังรบที่หลงจั่วกับพวกสิบกว่าคนแสดงออกมา เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง!
และภาพลักษณ์ของหลี่มูในสายตาของคนนอก ก็ย่อมกลายเป็นสิ่งที่ลึกลับและน่าหวาดกลัวตามไปด้วย
"หึ... ในเมื่อคิดจะชูธงหนังพยัคฆ์เพื่อข่มขวัญผู้คนแล้ว ถ้างั้นก็ต้องเอาให้สุดไปเลย" หลี่มูแอบคำนวณเวลาการคงอยู่ของหลงจั่วกับพวกเงียบ ๆ ในใจ ตอนนี้น่าจะเหลือเวลาอีกประมาณสองสามนาที เขาจึงแสร้งทำทีเป็นคุ้นเคยสนิทสนม ชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของหลงจั่ว
การกระทำนี้ทำให้ม่านตาของผู้ที่แอบลอบมองอยู่หดเกร็ง
พวกเขามองเห็นฝ่ามือของหลี่มูวางพาดบนเกราะไหล่เหล็กอย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน มีถ้อยคำกระท่อนกระแท่นแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ เช่น "ท่านแม่ทัพใหญ่" หรือ "พี่น้องในกองทัพ"
ในหมู่ผู้ชม มีคนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความตกตะลึง หันมามองหน้ากันและกัน
พรานป่าบ้านนอกคนนี้ ถึงกับกล้ากอดคอตีสนิทกับบุคคลที่ราวกับเทพแห่งการสังหารแบบนี้เชียวรึ ?
ไอ้หนุ่มนี่ มันมีเบื้องหลังอะไรกันแน่ ?
ลมกลางคืนหอบเอากลิ่นคาวเลือดพัดผ่านท้องทุ่ง พัดพาเสื้อผ้าเนื้อหยาบของหลี่มูให้ปลิวสะบัดส่งเสียงพึ่บพั่บ
ครู่ต่อมา จู่ ๆ เขาก็ยืนตัวตรง ประสานมือคารวะหลงจั่วพลางเอ่ยว่า "เรื่องในคืนนี้ต้องขอขอบใจพี่น้องทุกท่านมาก กลับไปแล้ว ฝากทักทายท่านแม่ทัพใหญ่แทนข้าด้วยล่ะ"
"หลังจากนี้ ข้าจะพยายามไม่รบกวนพวกท่านอีก..."
พูดถึงตรงนี้ หลี่มูก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกประโยคว่า "หลังจากนี้ ข้าจะพยายามไม่รบกวนพวกท่านอีก... หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ น่ะนะ"