- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 76 ในเมืองและนอกเมือง
ตอนที่ 76 ในเมืองและนอกเมือง
ตอนที่ 76 ในเมืองและนอกเมือง
ตอนที่ 76 ในเมืองและนอกเมือง
เมื่อสูญเสียชีวิตคนไปถึงสองคน ซ้ำยังมีคนได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน กลุ่มนักเลงของกองคาราวานอาชาเหล็กเห็นท่าไม่ดีจึงรีบลากสหายที่ได้รับบาดเจ็บถอยร่นกลับไปอย่างรวดเร็ว
"ท่านหัวหน้าสาขา งานนี้ตอแข็งนักขอรับ ! "
ชายฉกรรจ์ที่ถูกลูกศรปักเข้าที่หัวไหล่กัดฟันกรอด ขนนกสีขาวที่หางลูกศรสั่นไหวไปมาตามจังหวะการหอบหายใจอันหนักหน่วงของมัน
เซี่ยซานเป้าที่ดวงตาได้รับบาดเจ็บมีหว่างคิ้วกระตุกอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเห็นลูกน้องของตนถูกตีจนแตกพ่ายยับเยินตั้งแต่เพิ่งจะเริ่มปะทะ โทสะก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง มันแกว่งดาบสันหนาในมือฟันเข้าใส่ต้นไม้แห้งขนาดเท่าปากชามที่อยู่ข้าง ๆ อย่างแรง
ได้ยินเพียงเสียงดัง 'กรอบ'
ต้นไม้ต้นนั้นถึงกับถูกฟันจนขาดครึ่งท่อน
"หลี่มู ฟังให้ดี ! กองคาราวานอาชาเหล็กของข้ามีพี่น้องหลายร้อยคน หากพวกเราแห่กันมาทั้งหมด อย่าว่าแต่ลานบ้านเล็ก ๆ ของเจ้าเลย ต่อให้เป็นทั้งหมู่บ้านก็สามารถเหยียบย่ำให้ราบเป็นหน้ากลองได้ในพริบตา ! " มันกัดฟันคำราม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดุร้ายและข่มขู่
"หากเจ้ายังพอจะรู้ความอยู่บ้าง ตอนนี้ก็จงเดินออกมาจากลานบ้านแต่โดยดี มัดมือตัวเองซะ แล้วตามข้ากลับไปรับโทษที่แท่นพิธีใหญ่ บางทีอาจจะยังพอรักษาศพให้สมบูรณ์ไว้ได้ แต่ถ้าหากไม่ยอมล่ะก็..."
ยังไม่ทันที่คำพูดของมันจะจบประโยค ลูกศรอีกดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่หน้ามันอีกครั้ง
เซี่ยซานเป้าทิ้งตัวกลิ้งหลบไปตามสัญชาตญาณอย่างทุลักทุเล ราวกับลาเกียจคร้านกลิ้งเกลือกไปกับพื้นจนรอดพ้นมาได้ แต่ม้าสีเหลืองทองที่อยู่ด้านหลังของมันกลับต้องรับเคราะห์แทน
ลูกศรดอกนี้พุ่งปักเข้าที่ต้นขาของมันอย่างจัง ได้ยินเพียงเสียงร้องฮี้อย่างเจ็บปวดแสนสาหัส สัตว์เดรัจฉานตัวนี้ก็คล้ายกับตื่นตระหนกตกใจสุดขีด มันกางกีบเท้าพุ่งชนฝูงคนที่อยู่เบื้องหน้าจนแตกกระจาย แล้ววิ่งเตลิดเปิดเปิงไปอย่างบ้าคลั่ง
"ถอยเว้ย ! เผ่นเร็ว ! "
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เซี่ยซานเป้าที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ดูแลสามถนนก็ตกใจจนหดคอ รีบพลิกตัวขึ้นไปขี่ม้าของลูกน้อง แล้วนำกำลังคนพากันหลบหนีไปอย่างรีบร้อน
เมื่อมองเห็นประกายไฟเป็นหย่อม ๆ เลือนหายไปในความมืด ภายในลานบ้านก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วครู่ ก่อนจะปะทุเสียงโห่ร้องยินดีดังลั่น !
"ชนะแล้ว ! "
"กองคาราวานอาชาเหล็กก็มีน้ำยาแค่นี้เอง ! "
"ฮ่าฮ่า พวกเรากำชัยชนะครั้งใหญ่เลยนะ..."
บรรดาสมาชิกใหม่ต่างพากันโห่ร้องยินดี
แต่หลี่มูกลับไม่ได้ลืมตัวดีใจจนเกินเหตุเหมือนกับพวกเขา เขาส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบลงหน่อย แล้วเรียกพวกเจี่ยชวนเข้ามาหา "หลังจากคืนนี้ กองคาราวานอาชาเหล็กไม่มีทางยอมเลิกราง่าย ๆ แน่... ช่วงหลายวันนี้ พวกเราทุกคนต้องระวังตัวให้ดี"
"หากล่าสัตว์มาได้ล่ะก็..."
เขากระซิบสั่งการบางอย่างข้างหูพวกเจี่ยชวน ทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง
แม้การลอบโจมตียามวิกาลของกองคาราวานอาชาเหล็กในคืนนี้จะล้มเหลว แต่ก็ไม่ได้ทำให้กำลังรบของพวกมันสูญเสียไปมากนัก พวกมันจะต้องเตรียมกลับมาเอาคืนอย่างแน่นอน
หลี่มูลูบคลำกระจกพิทักษ์หัวใจที่ซุกอยู่ในอกเสื้อ ภายในใจพลันบังเกิดความมั่นใจขึ้นมาหลายส่วน
ของสิ่งนี้เมื่ออยู่ในมือเขา ก็เปรียบเสมือนระเบิดทำลายล้างสูง จะต้องนำมาใช้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นถึงจะแสดงอานุภาพออกมาได้สูงสุด หากคิดจะใช้ ก็ต้องจัดการกวาดล้างเสี้ยนหนามทั้งหมดให้สิ้นซากไปในคราวเดียว
มิเช่นนั้น ก็จะเป็นเพียงการเสียของเปล่า ๆ
"พี่ ! พี่หู่จื่อฟื้นแล้ว ! "
ในเวลานั้นเอง จู่ ๆ หลี่ไฉ่เวยก็วิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากในบ้าน น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
เมื่อหลี่มูได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอย่างระงับไม่อยู่ เขาหมุนตัวก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปด้านในทันที เห็นเพียงเจียงหู่ที่แม้ใบหน้าจะยังคงซีดเซียว แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับลืมขึ้นแล้ว ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อย "พี่... พี่หลี่ เมื่อครู่นี้คนของกองคาราวานอาชาเหล็กมางั้นรึ ? "
"ไม่มีอะไรหรอก ข้าไล่ตีพวกมันกลับไปหมดแล้วล่ะ" หลี่มูตอบ
"พี่หลี่ มานี่สิ ท่านขยับเข้ามาใกล้ ๆ หน่อย..." เจียงหู่หอบหายใจหนักหน่วง เสียงความวุ่นวายเมื่อครู่นี้ เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ได้ยินเช่นกัน ในเวลานี้จึงฝืนพยุงร่าง เริ่มเล่าข้อมูลที่ตนเองล่วงรู้มาตลอดหลายปีในกองคาราวานอาชาเหล็กให้หลี่มูฟัง
"หากคิดจะรับมือกับกองคาราวานอาชาเหล็ก ห้ามไปสู้กับพวกมันในเมืองเด็ดขาด พวกมันวางรากฐานมาหลายปี ทุกตรอกซอกซอยล้วนมีหูตาของพวกมันอยู่ทั้งนั้น..."
ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันสลัว ๆ เสียงของทั้งสองคนแผ่วเบายิ่งนัก พวกเขาพูดคุยกันอยู่นานแสนนาน
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
เกวียนเล่มใหญ่ที่บรรทุกไหสุราจนเต็ม โคลงเคลงผ่านประตูเมืองเข้ามา มุ่งหน้าตรงไปยังหอสุ่ยเซียน
เวลานี้บนถนนยังไม่ค่อยมีผู้คนเดินขวักไขว่นัก หมอกบาง ๆ ชั้นหนึ่งยังคงปกคลุมแผ่นดิน
ทว่าในจังหวะที่เกวียนกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ตรอกหลังครัวของหอสุ่ยเซียนนั่นเอง ชายฉกรรจ์สวมเสื้อกั๊กตัวสั้นหลายคนก็กระโดดพรวดออกมา ขวางหน้าคนขับเกวียนเอาไว้ สายตาดุดันราวกับคมมีดจับจ้องไปยังไหสุราที่อยู่บนเกวียน
"นะ... นายท่านทั้งหลาย ทำไมจู่ ๆ ถึงมาขวางทางข้าล่ะ ? " ชายชราที่ทำหน้าที่ขับเกวียนเอ่ยถามด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย
"ตาเฒ่า ของบนเกวียนนี่คืออะไร ? " ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า ตวาดถามเสียงดุดัน
"น้ำ น้ำขอรับ ! " ชายชรารีบตอบละล่ำละลัก
"น้ำงั้นรึ ? ข้าว่าเป็นสุราล่ะมั้ง ! " ชายคนนั้นพุ่งเข้ากระชากคอเสื้อของชายชรา แล้วเหวี่ยงเขาไปด้านข้างอย่างแรง "เจ้าเป็นคนหมู่บ้านซวงซีใช่ไหม ? เรื่องเมื่อคืน มีเจ้าอยู่ด้วยหรือเปล่า ? "
"ผู้น้อยเป็นคนหมู่บ้านซวงซีก็จริง แต่ปกติก็ทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพ วันนี้แค่รับจ้างมาส่งของเท่านั้น ไม่รู้จริง ๆ ว่านายท่านกำลังหมายถึงเรื่องอะไรขอรับ ! " ชายชราพยายามแก้ต่าง
"หึ เพิ่งจะปะทะกันไปเมื่อคืน วันนี้ก็กล้าอาศัยจังหวะที่ประตูเมืองเพิ่งเปิดและปลอดคน คิดจะตบตาแอบส่งสุราซานเยวี่ยชุนเข้ามาขายในหอสุ่ยเซียนงั้นรึ ไอ้หนุ่มหลี่มูนี่มันช่างใจกล้าเทียมฟ้าจริง ๆ ! " ชายฉกรรจ์แสยะยิ้ม ยกเท้าถีบเกวียนจนล้มคว่ำ "ในเมืองนี้ หากไม่มีคำสั่งจากกองคาราวานอาชาเหล็ก พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะขนข้าวสารเข้ามาได้แม้แต่เม็ดเดียว เข้าใจไหม ? "
โครม !
เกวียนตีลังกาคว่ำ ไหสุราตกแตกกระจายเต็มพื้น
ของเหลวที่อยู่ด้านในไหลทะลักออกมา แต่หลังจากที่พวกมันลองดมดู สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
"ของที่ใส่อยู่ข้างในนี่มันคือน้ำเปล่าจริง ๆ ! " ชายฉกรรจ์เปลือยท่อนบนใช้นิ้วแตะมาดมดู สีหน้าเขียวคล้ำ
ชายที่กระชากคอเสื้อชายชราอยู่มีสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง มันกดร่างชายชราอัดเข้ากับกำแพง "กล้าหลอกล่อข้าเรอะ ? "
"เอ้อกั่ว ! "
ในขณะที่มันกำลังจะลงไม้ลงมือ จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากหลังครัวหอสุ่ยเซียน
เฉินเฮ่อซงเดินก้าวออกมาอย่างเนิบนาบ มองดูเศษซากความพังพินาศบนพื้นด้วยสีหน้ามืดครึ้ม "ข้าอุตส่าห์สั่งให้คนขนน้ำแร่จากภูเขานอกเมืองมาให้ เจ้ากลับพังของของข้าซะเละเทะแบบนี้เนี่ยนะ ? "
"หอสุ่ยเซียนของพวกข้าไปทำอะไรให้กองคาราวานอาชาเหล็กของพวกเจ้าขุ่นเคืองใจงั้นรึ เจ้าถึงได้พาคนมาก่อกวนการค้าขายของข้าแบบนี้ ? "
ชายที่ถูกเรียกว่าเอ้อกั่วมีหว่างคิ้วกระตุกอย่างแรง
มันมองดูชายชราที่กำลังหวาดกลัวสุดขีด ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยมือลง "ที่แท้... ก็เป็นของที่หลงจู๊เฉินสั่งมาหรอกรึ เช่นนั้นข้าก็คงจะวู่วามไปหน่อย ค่าเสียหายทั้งหมดนี่ ข้าชดใช้ให้เอง ! "
มันพูดไปพลาง ล้วงเศษเงินตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วยัดใส่มือชายชรา
เฉินเฮ่อซงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด
"หลงจู๊เฉิน เมื่อคืนนี้เซี่ยซานเป้าพากำลังคนไปที่หมู่บ้านซวงซี แต่กลับต้องคว้าน้ำเหลวกลับมา ท่านหัวหน้าพรรคโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตอนนี้กำลังเตรียมจะจัดทัพไปถล่ม... ในเวลาแบบนี้ ใครที่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วยไอ้หนุ่มบ้านนอกนั่น ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว นำความซวยมาสู่ตัวเองเปล่า ๆ " เอ้อกั่วฉีกยิ้มเสแสร้ง "ท่านสั่งสมบารมีในอำเภอผิงหยวนมาหลายปี กว่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวมาได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าเห็นแก่ญาติห่าง ๆ แค่คนเดียว จนต้องเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงเลย"
"ขอพูดแบบไม่อวดอ้างเลยนะ ในเมืองนี้ เรื่องที่กองคาราวานอาชาเหล็กคิดจะทำ ไม่มีเรื่องไหนที่ทำไม่สำเร็จหรอก"
เมื่อพูดจบ มันก็ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ลาก่อน ! "
เมื่อมองตามแผ่นหลังของคนกลุ่มนั้น เฉินเฮ่อซงขมวดคิ้วแน่น แสยะยิ้มเย็นชาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
……
"โอ้ ? กองคาราวานอาชาเหล็กวางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองถึงเพียงนี้เชียวรึ ? แค่ลิ่วล้อตัวเล็ก ๆ ในพรรค ก็ยังกล้าเอ่ยปากข่มขู่เฉินเฮ่อซงซึ่ง ๆ หน้า... โชคดีนะที่เอาน้ำไปทดสอบดูก่อน ไม่อย่างนั้นสุราที่อุตส่าห์หมักมาอย่างยากลำบากคงต้องสูญเปล่าแน่ ๆ "
ณ ลานบ้านสกุลหลี่
เมื่อได้ฟังรายงานจากชายชราที่ไปส่งน้ำ หลี่มูก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ "พวกเราในตอนนี้ก็ถือว่ามีกำลังคนและอาวุธที่แข็งแกร่งพอตัว จะเอาแต่อุดอู้อยู่ในบ้านรอรับการโจมตีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน ! "
"ในเมื่อกองคาราวานอาชาเหล็กเป็นเหมือนฮ่องเต้ในเมือง งั้นพวกเราก็ต้องทำให้พวกมันรู้ซะบ้างว่า เมื่อมาถึงถิ่นนอกเมืองแห่งนี้ ใครกันแน่ที่เป็นคนกุมอำนาจตัวจริง ! "