เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 71 สร้างบ้านและขายวัว

ตอนที่ 71 สร้างบ้านและขายวัว

ตอนที่ 71 สร้างบ้านและขายวัว


ตอนที่ 71 สร้างบ้านและขายวัว

ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การจะหาลู่ทางทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวได้สักทางไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากชายฉกรรจ์ทั้งแปดคนกล่าวล่ำลาครอบครัวเสร็จสิ้น ก็เก็บข้าวของแล้วเร่งเดินทางกลับมายังหมู่บ้านซวงซีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

หลี่มูจ่ายเงินไปหนึ่งตำลึงกว่าเพื่อกว้านซื้อลานบ้านเก่าสองหลังนั้นมา

ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน ซากปรักหักพังก็ถูกรื้อถอนจนราบเป็นหน้ากลองในเวลาอันรวดเร็ว ลานบ้านทั้งสามแห่งเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว กินพื้นที่กว้างขวางถึงหนึ่งหมู่เศษ

เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน หลี่มูจึงเปลี่ยนแผนกะทันหัน จากเดิมที่ตั้งใจจะใช้เพียงรั้วไม้ไผ่ล้อมรอบลานบ้าน ตอนนี้กลับเปลี่ยนมาใช้ท่อนไม้ขนาดเท่าปากชามปักเป็นเสารั้ว ด้านนอกยังพอกดินอัดแน่นทำเป็นกำแพงดินสูงระดับเอวอีกชั้นหนึ่ง

การเตรียมพร้อมอย่างแน่นหนาเช่นนี้ ไม่ว่าใครที่คิดจะบุกรุกเข้ามา ก็คงต้องชั่งน้ำหนักดูให้ดีเสียก่อน

ในเมื่อคิดจะสร้างลานบ้านใหม่ ความปลอดภัยก็ต้องมาเป็นอันดับแรก

ส่วนเรื่องแหล่งที่มาของไม้ ยิ่งไม่ต้องเป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย

ตีนเขาป่าไม้ขึ้นอุดมสมบูรณ์เขียวชอุ่ม ชาวบ้านปกติเวลาจะหุงหาอาหารก็ไปเก็บฟืนกันที่นั่นอยู่แล้ว

หลี่มูจ้างชาวนามาช่วยงาน เลี้ยงข้าวให้อิ่มท้องสองมื้อ จ่ายค่าแรงวันละสามสิบอีแปะ ใช้เวลาเพียงหกเจ็ดวัน ลานบ้านที่มีรูปร่างคล้ายค่ายทหารก็ตั้งตระหง่านขึ้นมา มองจากไกล ๆ ดูราวกับเป็นป้อมปราการขนาดย่อม ๆ เลยทีเดียว

เขามองดูลานบ้านที่ถูกล้อมด้วยรั้วมิดชิด พลางตรวจสอบทรัพย์สินของตนเอง

เมื่อหลายวันก่อน เสี่ยวหลิ่วเข้าเมืองไปขายสัตว์ที่ล่ามาได้กับหนังจิ้งจอก ได้เงินกลับมาสิบสี่ตำลึง หลังจากแบ่งตามสัดส่วนแล้ว เขาคนเดียวก็รับไปถึงแปดตำลึง

หีบสมบัติไม้ที่ได้จากการล่าตัวฮวนครั้งที่แล้ว เปิดได้แค่ลูกเจี๊ยบครอกหนึ่ง หลี่ไฉ่เวยดีอกดีใจ รีบสร้างเพิงหญ้าคาเล็ก ๆ ไว้ข้างกรงกระต่ายเพื่อเลี้ยงดูพวกมัน

"ยังเหลือเงินอยู่อีก 27 ตำลึง..."

"ก็น่าจะพอแล้วล่ะ ! "

หลี่มูเดาะถุงเงินในมือเล่น แล้วหันไปถามเจี่ยชวนที่กำลังยืนคุมพวกชายฉกรรจ์ฝึกยิงธนูใส่กองฟางอยู่ข้าง ๆ "พวกเขาฝึกกันไปถึงไหนแล้ว ? "

"ไอ้เด็กเฉินหลินนี่มันอัจฉริยะชัด ๆ จับคันธนูแค่พริบตาเดียวก็คุ้นมือแล้ว เก่งกว่าพวกทหารใหม่ที่ข้าเคยฝึกมาไม่รู้ตั้งเท่าไร ฟ้าประทานพรสวรรค์มาให้เป็นนักธนูจริง ๆ ! " เจี่ยชวนฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันสีเหลืองไหม้เต็มปาก "คนอื่น ๆ ถึงจะไม่เก่งเท่ามัน แต่ก็ถือว่าใช้ได้เลยล่ะ ! "

เฉินหลินที่เขาพูดถึง ก็คือชายฉกรรจ์ที่ลงมือสับนิ้วก้อยของตัวเองขาดเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง

ผู้มาใหม่ทั้งแปดคนถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละสี่คน กลุ่มหนึ่งฝึกธนู อีกกลุ่มฝึกดาบ

หลี่มูเข้าใจวิถีแห่งการเอาชีวิตรอดเป็นอย่างดี หากถูกลอบโจมตีในป่า หรือมีคนบุกเข้ามาในลานบ้านแล้วไม่สามารถใช้ธนูได้ ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เช่นกัน

ช่วงหลายวันมานี้ ทั้งแปดคนฝึกฝนกันทั้งวันทั้งคืน เพลงดาบและวิชาธนูเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ท่วงท่าการฟันเริ่มแฝงกลิ่นอายของจิตสังหาร การเคลื่อนไหวจากที่เคยงุ่มง่ามก็เปลี่ยนมาไหลลื่นต่อเนื่องมากขึ้น แม้จะยังนำไปเทียบกับพวกเจี่ยชวนไม่ได้ แต่ก็ถือว่าพัฒนาไปอย่างรวดเร็วก้าวกระโดด

เมื่อมองดูชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ จู่ ๆ ภาพของเจียงหู่ก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลี่มูอีกครั้ง

ในบรรดาผู้คนที่เขาได้สัมผัสคลุกคลีด้วยตั้งแต่ทะลุมิติมา ไอ้หมอนี่มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์โดดเด่นที่สุด รูปร่างก็กำยำทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง หากอีกฝ่ายยอมอยู่ช่วยงานเขา...

หลี่มูส่ายหัวอย่างแรง พยายามสะกดกลั้นความคิดฟุ้งซ่านในหัวให้จางหายไป

ในเมื่อเดินกันคนละเส้นทางแล้ว คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์

"บ่ายวันนี้ ช่างตีเหล็กหวังจะเอาหัวลูกศรกับดาบผู่เตาที่ตีเสร็จแล้วมาส่ง คงต้องจ่ายไปอีกสิบกว่าตำลึง" หลี่มูถอนหายใจยาว "เดิมทียังคิดว่าตัวเองพอจะมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำแล้วแท้ ๆ ไม่คิดเลยว่าเผลอแป๊บเดียวก็จะใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว"

รับคนเข้ามาใหม่ อาวุธยุทโธปกรณ์เก่า ๆ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่เช่นกัน

แม้โรงตีเหล็กส่วนใหญ่จะไม่กล้ารับตีหัวลูกศร แต่หลี่มูมีหนังสืออนุญาต แถมยังให้ราคาดี โรงตีเหล็กในหมู่บ้านข้างเคียงจึงยอมรับงานนี้ไป

หัวลูกศรหนึ่งร้อยหัว ดาบผู่เตาสองเล่ม ล้วนตีจากเหล็กชั้นดีทั้งสิ้น

"พรุ่งนี้เข้าป่ากัน ! " หลี่มูบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย ช่วงหลายวันนี้เพื่อจะคอยคุมงานสร้างบ้านและฝึกซ้อมคนใหม่ เขากับเจี่ยชวนจึงไม่ได้เข้าป่าไปล่าสัตว์เลย ตอนนี้ทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสิ้นแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกลับไปเยือนเขาต้าหลงอีกสักรอบแล้ว

……

"เจียงหู่ งานที่ท่านหัวหน้าพรรคมอบหมายให้ เจ้ายังจัดการไม่เสร็จอีกรึ ? "

ภายในร้านสุรา ชายฉกรรจ์จากกองคาราวานอาชาเหล็กหลายคนนั่งล้อมวงกันหน้าโต๊ะ ท่ามกลางบรรยากาศการดื่มกินอย่างเมามัน มีคนหนึ่งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้

เจียงหู่ดื่มสุราลงไปชามหนึ่งอย่างเงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ ส่ายหัว

แม้เขาจะได้สูตรหมักสุรามาแล้ว แต่หลายวันมานี้ เขากลับยังตัดสินใจมอบมันให้เบื้องบนไม่ได้เสียที

"เจ้าต้องตั้งใจหน่อยแล้วนะ ! " ชายฉกรรจ์เคราครึ้มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตบไหล่เขาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉา "ท่านหัวหน้าพรรคให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนะ หากเจ้าทำสำเร็จ ต่อไปก็จะได้เจริญก้าวหน้าในพรรคแล้ว"

"ถึงตอนนั้น ก็อย่าลืมดึงพี่น้องอย่างพวกเราขึ้นไปบ้างล่ะ ! "

"ใช่แล้ว ๆ ! "

"พวกข้าพี่น้องล้วนฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้วนะ ! "

หลายคนต่างพากันพูดจาประจบสอพลอเซ็งแซ่ หากเป็นเมื่อก่อน เจียงหู่คงจะหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีไปแล้ว แต่วันนี้เขากลับเอาแต่ขมวดคิ้วแน่นตลอดเวลา

"เป็นอะไรไป ? หรือว่าไอ้หนุ่มขายสุรานั่นมันเคี้ยวยาก ? เจ้าจัดการมันไม่ได้รึ ? " ชายเคราครึ้มถาม

เจียงหู่กระชากคอเสื้อด้วยความหงุดหงิด "กินเหล้าไปเถอะน่า อย่าถามให้มันมากความนักเลย มารดามันเถอะ ! "

หลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่กล้าพูดอะไรให้มากความอีก ทำได้เพียงยกชามสุราขึ้นมาดื่มแก้เก้อ

โครม !

ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ บนถนนก็มีเสียงดังโกลาหลขึ้นมา

หลายคนหันไปมองตามเสียง ก็เห็นเกวียนเทียมวัวคันหนึ่งล้มตะแคงอยู่ตรงมุมถนน ทับแผงลอยของพ่อค้าจนพังยับเยิน

คนขับเกวียนถือแส้หวดเข้าใส่วัวสีเหลืองที่ใช้เทียมเกวียนไม่หยุด แต่มันกลับเอาแต่หอบหายใจหนักหน่วง พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นอยู่หลายครั้งแต่ก็ลุกไม่ขึ้นเสียที

เมื่อเห็นดังนั้น คนขับเกวียนก็สบถด่าทออยู่สองสามคำ แล้วเดินดุ่ม ๆ เข้ามาในร้านสุรา ก่อนตะโกนถามเถ้าแก่ที่ยืนอยู่ หลังโต๊ะคิดเงิน "เถ้าแก่ ที่นี่รับซื้อวัวไหม ? "

เถ้าแก่เหลือบตาขึ้นมองไปนอกประตู มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย "รับก็รับอยู่หรอก แต่วัวของเจ้าน่ะมันแก่แล้ว ชำแหละเนื้อออกมาได้ไม่เท่าไรหรอกนะ..."

"เรื่องราคาค่อยคุยกันได้" คนขับเกวียนยิ้มตอบ

ทั้งสองคนต่อรองราคากันอยู่พักหนึ่ง เมื่อตกลงกันได้แล้ว ลูกจ้างในร้านหลายคนก็รีบเดินออกไป ปลดเชือกจูงวัวแก่ตัวนั้นแล้วลากมันเข้าไปชำแหละในลานหลังร้านทันที

หนังวัวที่เต็มไปด้วยเลือดสด ๆ ถูกนำมาแขวนไว้ที่ลานหลังร้าน

เมื่อเห็นภาพนี้ จู่ ๆ เจียงหู่ก็ตบโต๊ะดังปัง ตะโกนใส่คนขับเกวียนผู้นั้นว่า "วัวที่ทำงานรับใช้เจ้ามาทั้งชีวิต เจ้าก็ขายมันทิ้งง่าย ๆ แบบนี้เลยรึ ? "

คนขับเกวียนชะงักไปชั่วครู่ กำลังจะด่ากลับว่าแส่ไม่เข้าเรื่อง แต่พอหางตาเหลือบไปเห็นตราสัญลักษณ์กองคาราวานอาชาเหล็กบนหน้าอกของเขา ก็รีบกลืนคำพูดนั้นกลับลงคอไปทันที "นี่... นี่มันก็แค่เดรัจฉานตัวหนึ่งนี่นา ต่อให้เมื่อก่อนมันจะทำความดีความชอบไว้มากมายแค่ไหน แต่ตอนนี้มันหมดประโยชน์แล้ว จะให้ข้าปรนนิบัติดูแลมันเหมือนเป็นบรรพบุรุษเลยหรือยังไง ? "

"ก็ต้องขายเอาเงิน ไปซื้อวัวหนุ่ม ๆ แข็งแรง ๆ กลับมาสิ ! "

คนขับเกวียนบ่นอุบอิบอยู่สองสามคำ แล้วหันหลังเดินออกจากร้านสุราไป

ส่วนเจียงหู่นั้น ในหัวกลับมีเสียงดังวิ้ง ๆ อื้ออึงไปหมด

เขาจ้องมองซากวัวที่ถูกถลกหนังแล่เนื้ออยู่ที่ลานหลังร้าน จู่ ๆ ในหัวก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา

สิ่งที่ฉินเซี่ยหู่พูดนั้นช่างดูสวยหรูนัก

แต่ถ้าหากวันหน้าเขาหมดประโยชน์ขึ้นมา จะถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดตัวแล้วเขี่ยทิ้ง เหมือนกับวัวแก่ตัวนี้หรือไม่ ? ในสายตาของอีกฝ่าย เขากับสัตว์เดรัจฉาน มีอะไรแตกต่างกันตรงไหน ?

จบบทที่ ตอนที่ 71 สร้างบ้านและขายวัว

คัดลอกลิงก์แล้ว