- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 53 ซานเยวี่ยชุนออกเตา !
ตอนที่ 53 ซานเยวี่ยชุนออกเตา !
ตอนที่ 53 ซานเยวี่ยชุนออกเตา !
ตอนที่ 53 ซานเยวี่ยชุนออกเตา !
เมื่อกลับมาถึงลานบ้านสกุลหลี่ ทั้งสามคนก็นำเหยื่ออันหนักอึ้งวางลงบนตาชั่งไม้ คานไม้พลันกระดกสูงขึ้นทันที หลังจากจัดการตัดเอาเครื่องในที่ชุ่มเลือดและหนังหนา ๆ ออกไปแล้ว เนื้อหมูป่าทั้งหนังและกระดูกยังเหลือยอดน้ำหนักถึงสองร้อยหกสิบกว่าจิน หลี่มูแบ่งเนื้อตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ โดยตนเองเก็บไว้ 155 จิน ส่วนที่เหลือแบ่งให้พวกเจี่ยชวนสามคน
จากนั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะเฉือนเนื้อขาหลังส่วนที่มีมันแทรกสลับเนื้อแดงออกมาหนึ่งชิ้น นั่นคือส่วนแบ่งอีกหนึ่งส่วนที่เคยรับปากเสี่ยวอู่ไว้ล่วงหน้า ซึ่งไม่นับรวมอยู่ในส่วนแบ่งปกติ
“พี่หลี่ พรุ่งนี้เข้าเมืองพร้อมกันไหม ?” เจี่ยชวนลูบคลำเนื้อหมูป่าที่ได้รับมาพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าสีเข้ม “เมื่อวานมาแบบรีบร้อนเกินไป แม้แต่หม้อเหล็กสักใบก็ไม่ได้พกมาด้วย พอดีเลยจะเอาเนื้อพวกนี้ไปขาย แลกเป็นหม้อชามรามไหกลับมาเสียหน่อย”
พวกเขาทั้งสามคนต่างตัวคนเดียว บ้านเก่าในหมู่บ้านต้าหวังก็พุพังเกินจะอาศัย เมื่อเห็นว่าการตามหลี่มูเข้าป่าล่าสัตว์ดูมีหนทางทำเงินได้ดี จึงเริ่มคิดที่จะปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านซวงซีเป็นการถาวร แม้บ้านเก่าของลุงรองจะยังมีห้องพอให้อาศัยได้ แต่เครื่องเรือนข้างในนั้นถูกไฟไหม้จนเกลี้ยงไปหมดแล้ว
“ได้สิ” หลี่มูตอบรับอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนัดแนะกันว่าจะออกเดินทางตอนรุ่งสางยามไก่ขัน จากนั้นต่างก็แบกเนื้อหมูจากไปด้วยความเบิกบานใจ
“พี่ พรุ่งนี้ท่านจะเข้าเมืองไปขายของอีกแล้วหรือ ?” หลี่ไฉ่เวยเดินออกมาจากบ้านหลังใหม่ พลางถกแขนเสื้อประคองชามบะหมี่น้ำราดหน้าที่หอมฟุ้งออกมาสองชาม สายตาของนางที่กวาดมองเนื้อหมูบนโม่หินทำให้นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“สวรรค์ ! วันนี้พวกท่านล่าหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ได้เชียวหรือ ?”
“ท่านเก่งที่สุดเลย !”
หลี่มูรู้สึกปลื้มใจอยู่ลึก ๆ แต่บนใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง เพียงแต่ฉีกยิ้มกว้าง “หมูซีกนี้เราไม่ขาย จะเก็บไว้ทำเนื้อรมควัน ! พอเข้าฤดูหนาว จะให้เจ้าได้ลิ้มรสฝีมือของข้า”
เนื้อหมูป่านั้นมันเยิ้ม แม้จะไม่นุ่มละเอียดเท่าเนื้อกวาง แต่สำหรับถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ การได้กินเนื้อแบบนี้ในหน้าหนาวก็ถือเป็นชีวิตระดับเทพเซียนแล้ว หากใช้ไม้ผลค่อย ๆ รมจนเข้าเนื้อแล้วแขวนไว้ใต้คานบ้านให้แห้งในที่ร่ม ก็สามารถกินได้ยาวไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ
สองพี่น้องนั่งกินบะหมี่โต้ลมเย็นยามค่ำคืนจนเสร็จ เมื่อน้องสาวไปล้างชาม หลี่มูก็ฉวยโอกาสเปิดผ้าคลุมถังดินเผาที่มุมกำแพงออก ทันใดนั้น กลิ่นหอมหวานที่ชวนให้มึนเมาก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้า เขาใช้ช้อนไม้ตักสุราหมักขึ้นมาดู เมล็ดข้าวฟ่างละลายกลายเป็นของเหลวที่ใสสะอาดและโปร่งแสง รอยยิ้มแห่งความยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เดิมทีคิดว่าต้องรออีกสองสามวัน แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะหมักจนได้ที่สมบูรณ์แบบแล้ว รสชาติอยู่ในช่วงที่ยอดเยี่ยมที่สุดพอดี เห็นทีคืนนี้คงไม่ได้พักผ่อนเสียแล้ว !
เขารีบก่อเตาชั่วคราวด้วยอิฐดิบในลานบ้าน นำถังไม้สนและหม้อเหล็กใบใหญ่ที่ซื้อมาจากในเมืองมาติดตั้ง วิธีการกลั่นสุราแบบโบราณนี้เขาจำมาจากคลิปวิดีโอสั้นในชาติก่อน ด้านล่างที่สุมไฟเรียกว่า "หม้อดิน" ด้านบนที่ปิดสนิทเรียกว่า "หม้อฟ้า" ในหม้อดินต้มน้ำสุราหมัก ในหม้อฟ้าใส่น้ำเย็นเอาไว้ เมื่อไอสุราเจอความเย็นก็จะควบแน่น ไหลไปตามท่อไม้อ้อข้างถังออกมาทีละหยด กลายเป็นสุรากลั่นที่บริสุทธิ์ที่สุด ดูเหมือนง่าย แต่ต้องใช้ความชำนาญสูง ต้องมั่นใจว่าปิดสนิทและควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ
ฟืนในเตาส่งเสียงปะทุเปรี๊ยะ ๆ ไม่นานนัก สุราหยดแรกที่ใสกระจ่างดุจคริสตัลก็ไหลตามท่อไม้อ้อลงสู่ชาม หลี่ไฉ่เวยขยับเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เห็นสุรานั้นใสเหมือนน้ำพุบนเขา กระเพื่อมเป็นระลอกเล็ก ๆ ในชามดินเผา เมื่อเวลาผ่านไป สุราก็ไหลออกมาจนเต็มชามใหญ่
“นี่หรือคือสุราดีที่ท่านว่า ?” นางกะพริบตาถามด้วยความฉงน “เหตุใดจึงดูเหมือนน้ำเปล่าเช่นนี้ ? มันจะแรงหรือ ?” ยามนี้สุราขุ่นในท้องตลาดล้วนแต่ขุ่นมัว มีสีขาวขุ่น เหลืองอ่อน หรือเขียวจาง ๆ ไม่มีใครเคยเห็นสุราที่ใสสะอาดทะลุปรุโปร่งเช่นนี้มาก่อน
“นี่เรียกว่าสุรากลั่น แรงนักเชียวล่ะ !” หลี่มูมองสุราในชามใหญ่ ก่อนจะอดใจไม่ไหวตักขึ้นมาจิบหนึ่งช้อน ในพริบตา รสชาติที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างความชุ่มคอและความร้อนแรงก็ระเบิดออกในปาก หลี่มูรู้สึกถึงกระแสความร้อนที่ไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะประดุจสายอัคคี รูขุมขนทั่วร่างเปิดออกด้วยความสบายอย่างยิ่ง
เพียงคำเดียว เขาก็รู้ได้ทันทีถึงความแตกต่างระหว่างซานเยวี่ยชุนกับสุราที่วางขายกันทั่วไปในปัจจุบัน กลิ่นสุราหอมอบอวล รสสัมผัสแรกหวานใส แต่ยามกลืนลงไปกลับร้อนแรงยิ่งนัก และไม่มีรสสัมผัสอื่นใดมาเจือปน แม้จะไม่อาจเทียบกับสุราเกรดพรีเมียมจากโรงงานใหญ่ในยุคหลังได้ แต่สำหรับยุคนี้ถือเป็นการโจมตีข้ามรุ่นอย่างแท้จริง
ซานเยวี่ยชุนกลั่นสำเร็จแล้ว !
เมื่อเห็นถังดินเผาใต้ท่อไม้ค่อย ๆ เต็มไปด้วยสุรา แววตาของหลี่มูก็เปล่งประกาย พรุ่งนี้เมื่อเข้าเมือง เขาจะลองนำสุรานี้ไปเสนอขาย หากจัดการได้ดี ลำพังแค่ฝีมือการบ่มสุรานี้ก็เพียงพอจะทำให้สองพี่น้องอยู่อย่างสุขสบายได้แล้ว
ยามดึกสงัด แต่หมู่บ้านซวงซีกลับไม่สงบ แสงไฟตามบ้านเรือนวูบวาบอยู่ในความมืดมิดประดุจฝูงหิ่งห้อยที่ตื่นตกใจ ภายในกระท่อมหญ้าคาที่ทางเข้าหมู่บ้าน หญิงชาวบ้านหลายคนนั่งล้อมวงกันใต้ตะเกียงน้ำมัน แสงสีเหลืองสลัวฉายให้เห็นหัวคิ้วที่ขมวดแน่นอย่างชัดเจน
“นี่มันยามไหนแล้ว ?” หญิงชราตัวสูงโปร่งที่เคยแดกดันหลี่มูที่ทางเข้าหมู่บ้านบีบมือที่แห้งเหี่ยวของตนเองไม่หยุด ตามซอกเล็บยังมีคราบสกปรกจากการฟั่นเชือกป่านยามกลางวัน นางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างเป็นระยะ ที่นั่นมืดสนิทราวกับจะหยดน้ำหมึกออกมาได้ “มืดค่ำปานนี้แล้ว อย่าได้เกิดเรื่องอันใดขึ้นเลย...”
“ป้าหก อย่าได้กล่าววาจาอัปมงคลเช่นนั้น” หญิงหน้ากลมคนหนึ่งรีบขัดขึ้น แต่มือที่ถือเข็มด้ายยังคงทำงานไม่หยุด “ชายฉกรรจ์ตั้งสามสิบกว่าคนเข้าป่า ต่อให้เจอเสือก็ยังรับมือได้ ! ไม่แน่ว่าอาจจะล่าสัตว์ใหญ่ได้ เลยเดินทางช้าลงบ้างเท่านั้น”
“ข้าได้ยินว่าเรื่องที่ทีมล่าสัตว์ค้างคืนในป่านั้นเกิดขึ้นบ่อย ๆ วันก่อนเจ้าหนุ่มหลี่มูนั่นก็ค้างในป่าคืนหนึ่งมิใช่หรือ ?”
“พวกเราทำใจดี ๆ ไว้ อย่าได้ขู่ขวัญตัวเองเลย...”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียง "เพล้ง" ก็ดังขึ้น ชามน้ำในมือป้าหกตกลงพื้นแตกกระจาย ทุกคนสะดุ้งโหยง ในที่ห่างไกลมีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา
“กลับมาแล้ว !” หญิงหน้ากลมลุกขึ้นเป็นคนแรก จนแทบจะปัดตะเกียงน้ำมันคว่ำ ทั้งหมดแย่งกันเบียดไปที่หน้าต่าง เห็นเพียงแสงไฟรำไรบนถนนที่มืดมิดกำลังส่ายไหวใกล้เข้ามา
“ต้องเป็นกลุ่มล่าสัตว์แน่ !” หญิงหน้ากลมบิดชายเสื้อด้วยความตื่นเต้น นางเลียริมฝีปากด้วยความหิวโหย ประหนึ่งเห็นเนื้อหมูป่ามันเยิ้มกำลังเดือดพล่านอยู่ในหม้อ
“ใช่แล้ว กลุ่มล่าสัตว์กลับมาแล้ว !”
“ไม่รู้ว่าพวกเขาล่าอะไรมาได้บ้าง ? ข้าหิวจนจะทนไม่ไหวแล้ว ไม่ได้กินข้าวมาทั้งวัน เพื่อรอชิมเนื้อสด ๆ ที่พวกเขาจะนำกลับมานี่แหละ !”
“คงไม่กลับมามือเปล่าหรอกนะ ?”
“เป็นไปไม่ได้ ข้าได้กลิ่นคาวเลือดแล้ว กลิ่นแรงทีเดียว พวกเขาต้องได้เหยื่อมาเต็มขนัดแน่ !”
แสงไฟใกล้เข้ามา เงาคนเริ่มปรากฏชัด ทันใดนั้น มืออันผอมแห้งของป้าหกก็คว้าขอบหน้าต่างไว้แน่น ตะเกียงน้ำมันปะทุเป็นประกายไฟวาบหนึ่ง ส่องให้เห็นใบหน้าที่ซีดขาวและบิดเบี้ยวของนาง นั่นไม่ใช่ขบวนของผู้ชนะ
ชายฉกรรจ์สามสิบกว่าคนเดินโซซัดโซเซกลับมา บนใบหน้าของทุกคนแข็งค้างไปด้วยความหวาดกลัวที่ยากจะบรรยาย เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดงคล้ำ บางคนหิ้วแขนที่ขาดสะบั้น บางคนมีรอยกรงเล็บกรีดลึกจนเห็นกระดูกบนใบหน้า ชายที่อยู่หน้าสุดถือคบไฟที่วูบวาบจวนจะดับ ส่องให้เห็นพวกเขาประหนึ่งซากศพเดินได้ที่คลานออกมาจากขุมนรก
สายลมยามค่ำคืนพัดโหยหวนผ่านทางเข้าหมู่บ้าน หญิงชาวบ้านในกระท่อมแข็งทื่ออยู่กับที่ แม้แต่ลมหายใจก็ลืมไปสิ้น ไม่รู้ว่าชามน้ำของใครร่วงลงพื้นอีกใบ เสียงแตกกระจายใสนั้นบาดหูยิ่งนักในคืนที่เงียบสงัด
“นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?” หญิงหน้ากลมพุ่งออกไป มองดูสามีที่แขนขาดของนางแล้วร้องไห้ปานจะขาดใจ
“แขนของท่านเล่า ? แล้วต่อไปเราจะใช้ชีวิตกันอย่างไร ?”
กลุ่มล่าสัตว์เงียบงันไร้เสียง ทุกคนดูเหมือนจะไม่มีแม้แต่แรงจะเอ่ยปาก
จ้าวซื่อริมฝีปากสั่นระริก เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า “พวกเราหลงทางในป่า แล้วไปเจอฝูงหมาป่า... หนีรอดกลับมาได้ก็นับว่าบรรพชนคุ้มครองแล้ว”
พูดยังไม่ทันจบ ป้าหกก็วิ่งถลาออกมา มือที่แห้งเหี่ยวประดุจกรงเล็บไก่คว้าคอเสื้อเขาไว้แน่น พลางถามด้วยเสียงสั่นเครือ “แล้วจู้จื่อเล่า ? ข้าถามเจ้าว่าลูกชายข้า จู้จื่ออยู่ที่ไหน ?”
จ้าวซื่อกัดฟันแน่น ไม่เอ่ยคำใด ป้าหกกวาดสายตามองไปในกลุ่มคน ชายทุกคนที่สบตานางต่างก็หลบตา
ในวินาทีนั้นนางก็เข้าใจทุกอย่าง เสียงโหยหวนร้องไห้ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังดังระงมไปทั่วท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านซวงซี