- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 42 บุกค้นคฤหาสน์ยามวิกาล
ตอนที่ 42 บุกค้นคฤหาสน์ยามวิกาล
ตอนที่ 42 บุกค้นคฤหาสน์ยามวิกาล
ตอนที่ 42 บุกค้นคฤหาสน์ยามวิกาล
เสียงนั้นดังสนั่นอื้ออึงประดุจฟ้าร้อง แรงสั่นสะเทือนทำเอากระดิ่งทองเหลืองใต้ชายคาดังกรุ๊งกริ๊ง แม้แต่คฤหาสน์ทั้งหลังก็ราวกับกำลังสั่นไหวตามไปด้วย
เฒ่าจางคนเฝ้าประตูสวมเสื้อคลุมบาง ๆ สวมรองเท้าผ้าเดินลากเท้า งัวเงียเดินมาที่ประตูเพื่อเตรียมจะเปิดรับ
มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสโดนสลักประตู พ่อบ้านเฉาก็พุ่งพรวดเข้ามาที่ลานหน้าบ้านราวกับพายุหมุน คว้าข้อมือของเฒ่าจางเอาไว้แน่น แล้วกดเสียงต่ำตวาดด่าออกไปนอกประตูว่า "รนหาที่ตายรึไง ? เอะอะโวยวายขนาดนี้ อยากจะเรียกพวกมือปราบมาหรือยังไง ? ! "
พูดยังไม่ทันขาดคำ ตัวเขาเองกลับเป็นฝ่ายดึงสลักประตูอันหนักอึ้งออกอย่างแรงเสียเอง
แอ๊ด !
ประตูใหญ่เปิดออก
ทว่าร่างของพ่อบ้านกลับแข็งทื่ออยู่กับที่
ประกายแสงเย็นเยียบสาดวาบเข้าตา
สิ่งที่รอต้อนรับเขาอยู่นอกประตู ไม่ใช่ผู้คุ้มกันหลิวและบ่าวรับใช้สิบกว่าคน
แต่เป็น... ดาบเหล็กกล้าเล่มหนึ่ง
คมดาบเหล็กจ่อประกบเข้าที่คอหอยของพ่อบ้านเฉา ประทับรอยเลือดจาง ๆ เป็นเส้นเล็ก ๆ บนลำคอของเขา
ทหารกองกำลังป้องกันเมืองหลายสิบนายยืนเรียงรายอย่างสง่าผ่าเผยอยู่หน้าบันได สีหน้าของพวกเขาถมึงทึงและเคร่งขรึม คบเพลิงในมือที่สว่างไสววูบวาบ สาดส่องให้เห็นประกายอันหนาวเหน็บที่แฝงอยู่บนคมดาบ !
"ระ... รองแม่ทัพหลิน ? " พ่อบ้านจดจำตัวตนของชายที่ถือดาบอยู่หน้าสุดได้ ในชั่วขณะนั้นเขาตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เอ่ยตะกุกตะกักว่า "ทะ.. ท่านมาเยือนยามวิกาลเช่นนี้ มีธุระอันใดหรือขอรับ ? "
รองแม่ทัพหลินแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
เขาถือดาบจ่อคอหอยของพ่อบ้านเอาไว้ แล้วค่อย ๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พ่อบ้านก็ต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"พ่อบ้านเฉา ทำไมยังไม่ให้พวกเขาเข้ามาอีกล่ะ ? " หวังลู่อันอายุมากแล้ว สายตาก็ฝ้าฟางไม่ดีเหมือนคนหนุ่มสาว ตอนนี้เขานั่งอยู่ในห้องโถงด้านใน มองเห็นแค่ภาพลาง ๆ ว่ามีกลุ่มคนยืนอยู่หน้าประตู แต่กลับมองไม่ชัดถึงเสื้อผ้าและใบหน้าของอีกฝ่าย
เมื่อมีของมีคมจ่ออยู่ที่คอ พ่อบ้านก็สั่นเทาไปทั้งร่าง
เหงื่อเย็นเยียบหยดหนึ่งไหลรินลงมาตามหน้าผากของเขา
"ตระกูลหวังลักลอบเลี้ยงดูโจรป่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขาหูโถว หวังลู่อันมีฉากหน้าเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่ง แต่แท้จริงแล้วคือหัวหน้าโจร ! คืนนี้ยังส่งกลุ่มโจรในสังกัดไปบุกปล้นหมู่บ้าน บัดนี้จับได้คาหนังคาเขา หลักฐานแน่นหนาดิ้นไม่หลุด ! " รองแม่ทัพหลินประกาศกร้าว เสียงดังกังวานประดุจระฆังทองเหลือง
เมื่อเขาสะบัดมือใหญ่ ร่างไร้วิญญาณสิบกว่าร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดก็ถูกโยนเข้ามาในลานบ้าน บ่าวรับใช้สองคนที่มีสภาพเลือดอาบจนจำหน้าไม่ได้ ถูกโยนกระแทกพื้นหินชนวนราวกับกระสอบขาด ๆ
"ราชโองการ! ผู้ใดสมคบคิดโจรป่า..." คมดาบในมือของรองแม่ทัพหลินพลันดันไปข้างหน้าอีกครึ่งชุ่น พ่อบ้านเฉารู้สึกเจ็บแปลบที่คอหอยจนต้องเดินเซถอยหลัง แผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรง
"ต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตร ! "
ทหารกองกำลังป้องกันเมืองที่ดุร้ายราวกับหมาป่าและพยัคฆ์ กรูระนาวกันเข้ามา เสียงชักดาบออกจากฝักดังขึ้นไม่ขาดสาย
ค่ำคืนอันเงียบสงบและร่มเย็นถูกทำลายลงในชั่วพริบตา
แสงจากคบเพลิงเจาะทะลวงความมืดมิดจนเป็นรูพรุน สะท้อนประกายดาบที่ชูสลอนราวกับป่าดงดิบ
ดาบยาวฟันผ่าบานประตูไม้แกะสลักของห้องปีกข้าง แส้ม้าที่มีหนามแหลมตวัดม้วนเอาผ้าม่านและลากตัวบรรดาหญิงสาวออกมาจากผ้าห่มอันอบอุ่น
สาวใช้คนหนึ่งที่สวมเพียงเอี๊ยมสีแดง เพิ่งจะกรีดร้องออกมาได้แค่ครึ่งเสียง ก็ถูกด้ามหอกกระทุ้งกระแทกเข้าไปในปาก ฟันกรามร่วงกราวปะปนกับฟองเลือดพ่นสาดลงบนพื้น
ในชั่วพริบตา เสียงถีบประตู เสียงตวาดด่า และเสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังระงมผสมปนเปกันไปหมด หลายคนยังไม่ทันจะได้สวมเสื้อผ้าด้วยซ้ำ ก็ถูกจิกหัวลากถูลู่ถูกังออกมาจากห้องนอน
บางคนที่ใจกล้าและไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็พยายามดิ้นรนและตะโกนด่าทออย่างสุดเสียง
"พวกเจ้าคิดจะทำอะไร ? รู้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน ? "
"พวกเจ้ากล้าบุกมาหาเรื่องถึงตระกูลหวัง คิดว่าพวกเราไม่มีคนหนุนหลังรึไง ? "
"รีบไปแจ้งทางการเร็วเข้า ! ทหารกองกำลังป้องกันเมืองบุกรุกเคหสถานโดยไม่มีเหตุผล ฆ่าคนตามอำเภอใจ ! "
ที่ห้องปีกตะวันตก จู่ ๆ ก็มีเสียงด่าทอดังลั่นขึ้นมา "ไอ้พวกทหารสวะ ข้าจะสู้ตายกับพวกเจ้า..."
แต่ทว่าในวินาทีถัดมา เสียงพูดนั้นก็หยุดชะงักลงกะทันหัน ถูกแทนที่ด้วยเสียงของมีคมฟันฉับเข้าเนื้ออย่างรุนแรง !
ทุกคนเห็นเพียงเลือดสายหนึ่งพุ่งกระฉูดสาดกระเซ็นไปติดบนกระดาษกรุหน้าต่าง ร่างไร้หัวร่างนั้นยังคงค้างอยู่ในท่าชูหมัดเตรียมต่อสู้ ตรงรอยตัดที่ลำคอยังคงมีฟองเลือดผุดทะลักออกมาไม่หยุด
ลานกว้างเงียบสนิทลงในทันตา
ทุกคนราวกับถูกสายฟ้าฟาด ยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ แม้แต่ลมหายใจก็ยังหยุดชะงัก
ทั่วทั้งลานบ้านเงียบสงัดดั่งป่าช้า มีเพียงเสียงรองเท้าหนังวัวของรองแม่ทัพหลินที่เหยียบย่ำลงบนพื้นหินชนวนเท่านั้น
เขามองดูศีรษะที่กลิ้งหลุน ๆ มาหยุดอยู่แทบเท้าด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ถ่มน้ำลายใส่หนึ่งที แล้วก้มลงพูดกับดวงตาที่ยังเบิกโพลงคู่นั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "ไอ้สถุล"
"ต้องให้โดนฟันสักดาบ ถึงจะยอมสิ้นฤทธิ์"
ท่ามกลางแสงคบเพลิงที่วูบวาบ
แสงไฟส่ายไหว หวังลู่อันตัวสั่นงันงกยันตัวลุกขึ้นยืน ไม้เท้าในมือกระทุ้งลงบนพื้นอย่างแรง แผดเสียงคำรามแหบพร่า "หยุดเดี๋ยวนี้ ! หยุดเดี๋ยวนี้ ! "
"ตึก ตึก ตึก..."
หลินเจียนก้าวอาด ๆ เข้ามา ทหารรักษาการณ์สองนายเข้าประกบซ้ายขวาล็อกตัวหวังลู่อันเอาไว้ แล้วออกแรงกดบังคับให้เขาคุกเข่าลงกับพื้น
ชายชราผู้เคยยิ่งใหญ่และมีอำนาจบารมีในแวดวงการค้า บัดนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิงหลุดลุ่ย ดวงตาแดงก่ำราวกับเลือดจ้องเขม็งไปที่หลินเจียนอย่างโกรธแค้น ตวาดเสียงกร้าว "หลินเจียน ! ไอ้คนขี้ขลาดตาขาว ! ใส่ร้ายป้ายสี ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ! เจ้ายังผูกใจเจ็บเรื่องในอดีตอยู่สินะ ! "
มุมปากของหลินเจียนกระตุกโค้งขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ตระกูลหวังคบค้าสมาคมกับโจรป่า หลักฐานแน่นหนา ข้าเพียงแค่ปฏิบัติตามกฎหมาย ใส่ร้ายป้ายสีอันใดกัน ? "
"ผายลม ! " หวังลู่อันหอบหายใจอย่างหนัก หนวดเคราสีขาวโพลนเต็มไปด้วยน้ำลายที่กระเซ็นออกมา "เจ้ามันผูกใจเจ็บที่เมื่อก่อนข้าไม่ยอมให้เจ้าเข้ามาร่วมหุ้นในร้านผ้าไหมต่างหาก ! เจ้ามันก็แค่โจรที่สวมคราบเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ! "
ย้อนกลับไปในอดีต ตอนที่รองแม่ทัพหลินเพิ่งจะถูกย้ายมารับตำแหน่งที่อำเภอผิงหยวนใหม่ ๆ เนื่องจากกองทัพขาดแคลนงบประมาณ เขาจึงเพ่งเล็งไปที่บรรดาพ่อค้าผู้มั่งคั่งที่ทำธุรกิจในเมือง และตระกูลหวังก็เป็นหนึ่งในนั้น เขายื่นข้อเสนอว่าจะให้ความคุ้มครองแก่บรรดาพ่อค้า ต่อให้ต้องเดินทางออกจากเมืองไปค้าขายหรือขนส่งสินค้า ก็จะมีทหารกองกำลังป้องกันเมืองคอยคุ้มกันให้ตลอดทาง เพื่อแลกเปลี่ยนกับส่วนแบ่งและหุ้นในกิจการทุก ๆ ปี
แต่ในตอนนั้น รองแม่ทัพหลินเพิ่งจะมาถึงอำเภอผิงหยวน รากฐานยังไม่มั่นคง หวังลู่อันจึงไม่ยอมรับข้อเสนอของเขา ซ้ำยังแอบไปเยาะเย้ยถากถางตามงานสังคมต่าง ๆ ว่าอีกฝ่ายช่างเพ้อเจ้อ หวังจะจับเสือมือเปล่า
เพราะในตอนนั้นไม่ใช่ยุคสงคราม อำนาจในมือของทหารกองกำลังป้องกันเมืองยังไม่อาจเทียบได้กับศาลาว่าการอำเภอ
หวังลู่อันปฏิเสธรองแม่ทัพหลิน แต่กลับไปหันไปดึงเอาเจ้าหน้าที่เก็บภาษีบางคนในศาลาว่าการมาเป็นฉากหลังให้ตนเองแทน
เมื่อมีเขาเป็นผู้นำ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เดิมทียังลังเลอยู่ ต่างก็พากันทำตาม ท้ายที่สุดแผนการของหลินเจียนก็ต้องพังทลายลงไม่เป็นท่า นับตั้งแต่นั้นมา ความบาดหมางของทั้งสองฝ่ายก็ถือว่าก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์
แต่เนื่องจากหลายปีมานี้ ธุรกิจของตระกูลหวังดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎกติกามาตลอด และถึงแม้จะมีบางจุดที่ผิดกฎเกณฑ์ไปบ้าง มันก็ไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ทหารกองกำลังป้องกันเมืองจะเข้าไปก้าวก่ายได้ ดังนั้นหลินเจียนจึงไม่มีโอกาสที่จะจัดการเขาได้เลย
เรื่องนี้ในอำเภอผิงหยวนแทบจะไม่ใช่ความลับอะไรเลย
เมื่อก่อน ร่างเดิมของหลี่มูมักจะคลุกคลีอยู่กับพวกเพื่อนกินและอันธพาลข้างถนน คนพวกนี้แม้จะไม่มีความสามารถอะไร แต่อย่างน้อยเรื่องข่าวสารพวกเขาก็ถือว่าหูตากว้างไกลใช้ได้เลยทีเดียว
ดังนั้น ทันทีที่รู้ว่าตระกูลหวังคือผู้บงการอยู่เบื้องหลัง หลี่มูจึงนึกถึงหลินเจียนขึ้นมาเป็นคนแรก
สิ่งที่เรียกว่า ศัตรูของศัตรู ก็อาจกลายมาเป็นมิตรกันได้
แม้ว่าช่องว่างทางสถานะระหว่างหลี่มูกับหลินเจียน จะกำหนดไว้แล้วว่าพวกเขาไม่สามารถคบหากันอย่างเท่าเทียมได้ แต่อย่างน้อยในเรื่องนี้ พวกเขาก็สามารถร่วมมือเป็นพันธมิตรกันได้ !
"ข้าไม่รู้เลยว่าเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร" หลินเจียนส่ายหน้าเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
หวังลู่อันหน้าอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง เนิ่นนานให้หลัง เขาก็กัดฟันคำรามเสียงต่ำ "ก็ได้... ข้ายอมแพ้ ! ทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลหวัง ข้ายินดีมอบให้ทั้งหมด ขอเพียงท่านแม่ทัพโปรดปรานี ละเว้นชีวิตครอบครัวของข้าด้วยเถอะ ! "
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเจียนก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น "ติดสินบนเจ้าพนักงาน โทษหนักขึ้นอีกขั้น ! "
ดวงตาของหวังลู่อันแทบจะถลนออกมานอกเบ้า แผดเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่าที่จนตรอก "หลินเจียน ! ไอ้เดรัจฉาน ! ต่อให้กลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไปเด็ดขาด ! ! "
"พาตัวลงไป" หลินเจียนโบกมือ สายตากวาดมองคฤหาสน์อันโอ่อ่าหรูหราแห่งนี้ มุมปากค่อย ๆ โค้งขึ้นอย่างช้า ๆ
......
หมู่บ้านซวงซี
หลี่มูเฝ้ามองท้องฟ้ายามราตรีอันลึกล้ำ เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตา เฝ้ารอคอยรุ่งอรุณที่กำลังจะมาเยือนอย่างเงียบสงบ