- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 23 การขอความช่วยเหลือและเสียงเคาะประตูยามดึก
ตอนที่ 23 การขอความช่วยเหลือและเสียงเคาะประตูยามดึก
ตอนที่ 23 การขอความช่วยเหลือและเสียงเคาะประตูยามดึก
ตอนที่ 23 การขอความช่วยเหลือและเสียงเคาะประตูยามดึก
"ข้าจะไปเอาเรื่องมันให้รู้แล้วรู้รอดเดี๋ยวนี้แหละ ! "
หลี่ไฉ่เวยกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นจนหน้าอกกระเพื่อมไหว หยาดน้ำตาคลอเบ้าอย่างสุดจะกลั้น นางจินตนาการได้เลยว่าพี่ชายต้องเผชิญกับอันตรายเพียงใดในป่าลึก บาดแผลนั้นหากเคลื่อนไปอีกเพียงไม่กี่นิ้วคงปักเข้าที่หัวใจ ต่อให้เป็นหมอหลวงในวังก็คงไร้ปัญญาจะยื้อชีวิต
"ไปหาเขาตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก เขาไม่มีทางยอมรับแน่" เจียงหู่เอ่ยอย่างใจเย็นกว่ามาก ตอนนี้เขานึกถึงท่าทีผิดปกติของหลี่ต้าซานเมื่อช่วงบ่ายได้แล้วว่าคงมาเพื่อดูลาดเลานี่เอง "เรื่องแบบนี้ไม่มีพยานหลักฐาน ต่อให้เจ้าไปแจ้งทางการ สุดท้ายก็คงกลายเป็นคดีที่ไม่อาจจะเอาผิดได้"
"แล้วจะปล่อยไปแบบนี้หรือ ? " หลี่ไฉ่เวยถามอย่างดื้อรั้น
"แน่นอนว่าไม่" หลี่มูโพล่งขึ้นมา หากเขาคิดจะพึ่งพากฎหมาย เขาคงไม่ลงมือปลิดชีพสามพี่น้องสกุลจ้าวโดยไม่เหลือพยานไว้ในป่าหรอก เขาจ้องมองมีดในมือพลางเอ่ยทีละคำว่า "หากคิดจะพึ่งพากฎหมาย มันก็มีเงื่อนไขยุ่งยากมากมาย ! "
"แต่ถ้าพึ่งพาคมมีด... ทุกอย่างมันก็ง่ายขึ้นเยอะ ! "
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหู่ถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของหลี่มูได้ทันที !
แม้เขาจะเป็นนักเลงแห่ง กองคาราวานอาชาเหล็ก แต่ยามนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามในใจว่า: ชีวิตคนในสายตาเจ้ามันไม่มีค่าเลยหรืออย่างไร ?
นับตั้งแต่เริ่มขนเสบียง กลิ่นอายความเย็นชาที่เห็นชีวิตคนเป็นดั่งผักปลาก็ทำให้เจียงหู่หวาดกลัวจนสั่นสะท้าน และตอนนี้ ความกลัวนั้นยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
ลูกพี่ใหญ่ในกองคาราวานอาชาเหล็กที่กล้าฆ่าคนน่ะเจียงหู่เคยเห็นมาบ้าง แต่คนที่ฆ่าคนได้เหมือนฆ่าไก่แบบหลี่มูนี้ เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
"พี่... ท่านจะฆ่าพวกเขาหรือ ? " หลี่ไฉ่เวยแม้จะโกรธจัด แต่น้ำเสียงก็เริ่มสั่นเครือ การฆ่าคนวางเพลิงเป็นอาญาแผ่นดินร้ายแรง "หากทางการล่วงรู้เข้า..."
"ข้ามีแผนการที่รอบคอบแล้ว" หลี่มูเงยหน้าขึ้นพลางลดเสียงต่ำลง "ตอนข้ากลับมา ข้าจงใจใช้ทางลัดที่ไร้ผู้คน จึงไม่มีใครรู้ว่าข้ากลับถึงบ้านแล้ว... ประเดี๋ยวเจ้า..."
เขาอธิบายแผนการอย่างละเอียดทีละขั้นตอน ส่วนเจียงหู่ก็รู้ตัวทันทีว่าเขาได้ก้าวขึ้นเรือโจรมาเสียแล้ว ในเมื่อหลี่มูกล้าเปิดเผยแผนการฆ่าคนอย่างละเอียดต่อหน้าเขา นั่นย่อมมีความหมายเพียงสองอย่าง หนึ่งคือเขาต้องถูกฆ่าปิดปาก สองคือเขาต้องร่วมมือกับหลี่มู กลายเป็นตั๊กแตนบนเส้นด้ายเดียวกันที่ไม่อาจทรยศกันได้
"เจียงหู่ นี่เป็นความแค้นส่วนตัวของข้า หากเจ้าไม่เต็มใจช่วย ตอนนี้ก็ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรแล้วเดินจากไปได้เลย ข้ารับรองว่าจะไม่ลงมือกับเจ้า" หลี่มูเอ่ยจบก็จ้องมองเขาเขม็ง
รีบหนีไปสิ ! ขาบ้าเอ๊ย รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ !
เจียงหู่กู่ร้องในใจ เขาอยากจะเดินจากไปเหลือเกิน แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าอย่าได้เชื่อคำพูดของหลี่มูเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นสิ่งที่รอเขาอยู่คงไม่ใช่ชีวิตที่สวยงาม แต่เป็นมีดพร้าอันคมกริบ !
"พี่หลี่ ! " เจียงหู่โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "พวกเราเป็นพี่น้องที่เคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน เรื่องนี้ข้าจะช่วยท่านเอง"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่มูก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก มีดพร้าที่ซ่อนอยู่ด้านหลังก็ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างเงียบเชียบ
...
"ตาเฒ่า เจ้าว่าพรานป่าสามพี่น้องสกุลจ้าวนั่น จะจัดการไอ้เด็กหลี่มูได้จริง ๆ หรือ ? "
ภายในบ้านดินโคลนที่ทรุดโทรม สองสามีภรรยานั่งคุยกันอยู่บนเตียงดิน ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันสีเหลืองหม่น หลี่ต้าซานมีสีหน้าดุร้าย เขาลูบเคราที่คางพลางแค่นหัวเราะ "วางใจเถอะ หลี่มูแม้จะมีฝีมือหมัดมวยอยู่บ้าง แต่ในป่าใหญ่เขาไม่ได้ใช้กำลังกันหรอก"
"พี่น้องสกุลจ้าวหากินในป่ามานานแค่ไหนแล้ว ? จะจัดการไอ้เด็กหน้าอ่อนให้หายสาบสูญไปโดยไม่มีใครรู้มันจะไปยากอะไร ? " เขาทำมือฟาดลงกลางอากาศ "ฉับเดียว ก็ปลิดชีวิตมันได้แล้ว"
ป้าสะใภ้รองได้ยินก็ยิ้มแก้มปริ "หากฆ่าหลี่มูได้จริง ๆ ที่นาของบ้านมันก็ตกเป็นของพวกเราหมด ถึงจะแบ่งให้พี่น้องสกุลจ้าวครึ่งหนึ่ง พวกเราก็ยังได้ไม่น้อย ! ถึงตอนนั้นก็เอาอีเด็กไฉ่เวยไปขาย... หึ ๆ วันคืนที่แสนสุขคงรออยู่ไม่ไกลแล้ว"
"ตาเฒ่า แผนของเจ้านี่มันยอดเยี่ยมจริง ๆ นอกจากจะได้ระบายแค้นแล้ว ยังได้ผลประโยชน์อีก เจ้ามันคือขงเบ้งกลับชาติมาเกิดชัด ๆ ! "
หลี่ต้าซานฟังคำชมของเมียแล้วก็ลืมตัวอย่างลำพองใจ ลูบเคราทำท่าราวกับเป็นกุญซือผู้ปราดเปรื่อง ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูอย่างเร่งร้อนก็ดังขึ้นจากในลานบ้าน
หลี่ต้าซานสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เข้าสู่ยามวิกาลแล้ว ใครจะมาเคาะประตูบ้านเขาเร่งร้อนขนาดนี้ หรือว่าเรื่องจะแดงแล้วหลี่มูมาเอาเรื่อง ?
"ท่านลุงรอง ท่านลุงรองอยู่บ้านไหม ? " เสียงของหลี่ไฉ่เวยดังขึ้น
ได้ยินเสียงนี้ สองสามีภรรยาถึงได้โล่งอก หลี่ต้าซานเดินกะเผลก ๆ ออกไปเปิดประตู แสร้งทำหน้าตกใจถามว่า "ไฉ่เวยเองรึ ดึกดื่นป่านนี้มีธุระอะไรกับข้าหรือเปล่า ? "
หน้าประตู หลี่ไฉ่เวยมีท่าทางกระวนกระวายใจ ไหล่บางสั่นเทาอยู่ท่ามกลางลมหนาว "ท่านลุงรอง ! พี่ชายข้าเข้าป่าไปทั้งวันยังไม่กลับมาเลย ขอร้องล่ะท่านลุง ช่วยออกไปตามหาหน่อยเถอะ..."
คำพูดนี้ทำให้หลี่ต้าซานลอบดีใจลึก ๆ แต่บนใบหน้ากลับตีหน้าเศร้า "ทั้งวันยังไม่กลับมาหรือ ? โธ่... แย่แน่ ๆ ! "
"จริงสิ หรือว่าเขาจะลงจากเขาแล้วแอบไปเล่นการพนันที่บ่อนอีกล่ะ ? "
หลี่ไฉ่เวยส่ายหัว "ข้าหาตามบ่อนในหมู่บ้านระแวกนี้หมดแล้ว พวกเขาบอกว่าวันนี้พี่ชายข้าไม่ได้ไปเลย ท่านลุงรอง เขาต้องเกิดเรื่องในป่าแน่ ๆ ข้าขอร้องล่ะ ท่านช่วยไปเป็นเพื่อนข้าตามหาหน่อยได้ไหม ? "
"พวกเราไม่ต้องเข้าไปลึกหรอก แค่วนเวียนอยู่ตีนเขาก็พอ"
ลุงรองขมวดคิ้วทำท่าทางลำบากใจ "ไฉ่เวย ไม่ใช่ข้าไม่อยากช่วยนะ แต่มันเหลือบ่ากว่าแรงจริง ๆ ... เจ้าดูขาของข้าสิ หากเข้าป่าไปเจอสัตว์ร้าย ข้าคงหนีไม่ทันแน่ เจ้าไปถามคนอื่นเถอะ"
พูดจบเขาก็ปิดประตูบ้านหนีกลับเข้าห้องอย่างสบายใจ
"ท่านลุงรอง ท่านลุงรอง ! " หลี่ไฉ่เวยส่งเสียงอ้อนวอน
"บอกว่าช่วยไม่ได้ก็คือช่วยไม่ได้ หูหนวกหรือไง ? " ป้าสะใภ้รองเดินเท้าสะเอวด่าทออย่างป่าเถื่อน "เมื่อวานไปขอแบ่งเนื้อกินบ้าง พี่ชายเจ้ายังไล่ข้าออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา ทีตอนนี้มีเรื่องเดือดร้อนล่ะวิ่งมาหาให้ช่วย... ไม่แปลกหรอกที่ข้าจะด่า หน้าหนาจริง ๆ ! "
เสียงแหลมสูงของป้าสะใภ้รองดังก้องท่ามกลางความเงียบยามดึก ชาวบ้านระแวกนั้นต่างถูกดึงดูดให้ออกมาแอบดูเรื่องสนุกอยู่ตามกำแพงบ้าน ยิ่งเห็นคนดูเยอะ ป้าสะใภ้รองก็ยิ่งด่าได้น้ำไหลไฟดับ ส่วนชาวบ้านเมื่อรู้เรื่องราวแล้ว ต่างก็มีสีหน้าพิลึกพิลั่น
"ข้าขอร้องพวกท่านลุงท่านอาทุกคน ช่วยข้าหน่อยเถอะ ! " หลี่ไฉ่เวยกัดริมฝีปากพลางคุกเข่าลงกับพื้น ร้องขออย่างน่าเวทนา "ข้ามีพี่ชายเพียงคนเดียว หากเป็นต้องเห็นตัว หากตายก็ต้องเห็นศพ..."
หลี่ไฉ่เวยอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร แต่ชาวบ้านกลับนิ่งเฉย หวังเล่าฮั่นที่ยืนมุงอยู่เอ่ยขึ้นว่า "เข้าป่าตอนฟ้ามืด ? รนหาที่ตายชัด ๆ ! "
"ได้ยินว่าวันก่อนคนหมู่บ้านหลิวจวงก็เพิ่งโดนหมาป่าคาบไป..." นางจางกระซิบพลางกระชับคอเสื้อ
"ยุคนี้ใครจะกล้าเข้าป่าตอนกลางคืน ? นั่นมันรนหาที่ตายชัด ๆ ! "
"ไฉ่เวยเอ๊ย ข้าว่าเจ้ารีบกลับบ้านเถอะ"
"เฮ้อ... ข้าบอกแล้วว่าพรานป่าน่ะไม่ใช่ใครก็เป็นได้ หลี่มูแค่ดวงดีได้แพะมาครั้งนึง ก็นึกว่าตัวเองแน่ ที่ไหนได้... ทิ้งชีวิตไว้ในป่าเสียแล้ว"
"ยังไม่เห็นศพเลย เจ้ากล้าดียังไงมาบอกว่าเขาตายแล้ว ? "
"เหอะ ! ป่าต้าหลงยามวิกาลอันตรายกว่าตอนกลางวันสิบเท่า ทั้งสัตว์ร้ายทั้งแมลงพิษ อย่างไหนก็คร่าชีวิตมันได้ทั้งนั้นแหละ"
ชาวบ้านพากันวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งพวกเขาพูด หลี่ไฉ่เวยก็ยิ่งหน้าซีดเผือด คนพวกนี้ไม่ใช่ญาติมิตรย่อมไม่มีใครยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อบ้านสกุลหลี่ ในที่สุด หลี่ไฉ่เวยก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นมาทั้งน้ำตา และเดินจากไปอย่างคนไร้วิญญาณ
...
ดึกสงัดแล้ว แต่หลี่ต้าซานกลับตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ พี่น้องสกุลจ้าวนี่ทำงานได้รวดเร็วทันใจจริง ๆ ! หลี่มูยังไม่กลับบ้าน แสดงว่าคงทิ้งชีวิตไว้ในป่าต้าหลงแล้วจริง ๆ หลังจากนี้อีกไม่กี่วันค่อยไปแจ้งทางการ เมื่อหาไม่พบก็ถือว่าตายไปแล้ว ถึงตอนนั้น ที่ดินของสกุลหลี่ก็จะถูกจัดสรรใหม่
หลี่มูพี่น้องไม่มีญาติสนิทในหมู่บ้าน มีเพียงเพื่อนนักเลงไม่กี่คนซึ่งไม่มีสิทธิในมรดก สุดท้ายผลประโยชน์ทั้งหมดก็ต้องตกอยู่ในมือเขาที่เป็นญาติร่วมตระกูล
เมื่อเสียงเคาะบอกยามสามดังขึ้น หลี่ต้าซานคิดถึงที่นาที่จะได้มาก็รู้สึกเนื้อเต้น เขาถึงกับปลุกเมียขึ้นมา "ไปหั่นเนื้อตากแห้งมาจานนึง แล้วเอาเหล้าเก่าในห้องใต้ดินออกมาด้วย ! "
ป้าสะใภ้รองที่ปกติขี้งกคราวนี้กลับยอมทำตามแต่โดยดี ที่นาดีสามหมู่ขายได้เงินอย่างน้อยสิบสองตำลึง แบ่งให้พวกสกุลจ้าวครึ่งหนึ่งเธอก็ยังได้ถึงหกตำลึง ลาภก้อนโตกำลังจะมาถึง จะกินเนื้อดื่มเหล้าฉลองสักหน่อยก็ไม่ถือว่าเกินไป !
"ตาเฒ่า พอได้เงินมาแล้ว พวกเราซ่อมบ้านใหม่ก่อนนะ แล้วก็ซื้อเป็ดซื้อไก่มาเลี้ยง..." นางหวังหั่นเนื้อไปพลางวาดฝันถึงอนาคตที่สวยงามไปพลาง
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก !
เสียงเคาะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบงัดยามวิกาลช่างฟังดูน่าขนลุกยิ่งนัก ทั้งสองสบตากัน เหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมเต็มหน้าผาก
เล่ากันว่าหมาป่าที่มีอายุมาก ๆ มักจะเลียนแบบท่าทางมนุษย์เคาะประตูบ้าน หากเหยื่อหลงกลเปิดประตูให้ยามวิกาล ก็จะถูกมันตะครุบกินทั้งเป็น
หรือว่า... หน้าประตูตอนนี้จะเป็นหมาป่าเฒ่าที่กลายเป็นปีศาจไปแล้ว ?