- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 2 ขายคน ?
ตอนที่ 2 ขายคน ?
ตอนที่ 2 ขายคน ?
ตอนที่ 2 ขายคน ?
หีบสมบัติ ?
“นี่คือนิ้วทองคำ (สูตรโกง) ของข้าอย่างนั้นหรือ ? !” รูม่านตาของหลี่มูหดเล็กลง ในฐานะคนยุคใหม่ที่ผ่านการดูหนังอ่านนิยายมานับไม่ถ้วน เขาหย่อมไม่แปลกใจกับเรื่องพรรค์นี้ แต่ถึงกระนั้น หัวใจของเขาก็ยังคงเต้นรัวอย่างห้ามไม่อยู่
“เปิด !” เขาข่มความตื่นเต้นในใจพลางเอ่ยปากช้า ๆ
หีบสมบัติที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศค่อย ๆ เปิดออก
[หีบสมบัติถูกเปิดออก ได้รับเกลือละเอียดชั้นดี 5 จิน ! ]
ถุงเกลือที่มีความขาวละเอียดราวกับหิมะและบริสุทธิ์ไร้ที่ติปรากฏขึ้นตรงหน้าหลี่มู เขามองตาค้างจนตาแทบถลน เสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครือ “ที่แท้... มันคือเกลือ !”
...
ตะวันรอนอัสดง
แสงสุดท้ายของวันสาดทอลงเหนือแผ่นดิน
ซ่า !
หลี่ไฉ่เวยหิ้วถังไม้ เทน้ำจากบ่อน้ำลงในโอ่งดินเผาใบใหญ่ตรงมุมห้อง
น้ำในโอ่งเกือบจะเต็มแล้ว
เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมของนาง สองแขนล้าอ่อนแรงจนสั่นระริก แม้แต่แผ่นหลังก็ปวดแปลบจนแทบจะยืดตัวให้ตรงไม่ได้
ลานบ้านที่ทรุดโทรมแห่งนี้ แม้จะไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องเรือนราคาแพง แต่กลับถูกจัดระเบียบไว้อย่างเรียบร้อย ข้างเตาไฟมีฟืนแห้งที่เพิ่งเก็บมาใหม่เมื่อตอนบ่ายกองพะเนิน
กระดาษกรุหน้าต่างเพิ่งถูกแปะใหม่ ช่วยให้แสงรำไรลอดผ่านเข้ามาได้บ้าง
ตรงหลังคาที่เคยรั่วซึม ถูกอุดไว้ด้วยฟางข้าวฟ่อนใหญ่
แม้แต่ผ้าห่มที่มีรูพรุนบนเตาเตียงดิน ก็ยังมีรอยปะชุนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาหลายจุด
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่หลี่ไฉ่เวยลงแรงทำเพียงลำพังในวันนี้
นางวางถังไม้ลงแล้วนั่งลงบนเตียงดิน สายตามองเหม่ออย่างไร้จุดหมาย
อีกไม่กี่วันก็นต้องเข้าเมืองไปทำงานแล้ว
ได้ยินมาว่ากฎระเบียบในจวนสกุลหลิวนั้นเข้มงวดยิ่งนัก เจ้านายก็อารมณ์ร้าย มักจะทุบตีบ่าวไพร่เป็นประจำ...
หลี่ไฉ่เวยก้มหน้าลงพลางยิ้มขื่น คนอย่างนาง จะมีสิทธิ์เลือกอะไรได้ ?
ลำพังแค่จะประคองชีวิตให้รอดก็ต้องใช้แรงกายแรงใจทั้งหมดที่มีแล้ว การต้องทนรับความลำบากใจบ้างจะเป็นไรไป ?
ขณะที่นางกำลังจมอยู่ในภวังค์ จู่ ๆ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นในลานบ้าน
ภายใต้แสงยามเย็นที่เริ่มสลัว หลี่มูผลักประตูเข้ามา เขาโยนสิ่งหนึ่งลงบนพื้นเสียงดังโครม
ไม่ทันที่หลี่ไฉ่เวยจะได้มองชัด ๆ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งก็พุ่งเข้าปะทะจมูกทันที
“แพะ !”
หลี่ไฉ่เวยเพ่งมองจนชัดเจน นางตกใจจนดีดตัวลุกขึ้นยืน ริมฝีปากบางเผยอค้าง
บนพื้นนั้นคือแพะภูเขาตัวใหญ่ที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ นางเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อสายตา “ท่าน... ท่านล่าสัตว์กลับมาได้จริง ๆ หรือ ?”
“ข้าดวงดีน่ะ” หลี่มูมองท่าทางตกตะลึงของนาง ในใจแม้จะรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยประดุจผิวน้ำ “อ้อ จริงด้วย ระหว่างทางกลับ ข้าหาเกลือมาได้นิดหน่อย”
เขาแแก้ห่อผ้าออก แล้ววางถุงเกลือละเอียดหนัก 5 จินลงบนโต๊ะ
สีหน้าของหลี่ไฉ่เวยยิ่งดูเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่
ต้องรู้ก่อนว่าในยุคสมัยนี้เกลือคือสินค้าควบคุม เกลือทางการมีราคาแพงลิบลิ่ว แถมส่วนใหญ่ยังเป็นเกลือเม็ดหยาบ ๆ ที่ขุ่นมัวมีสิ่งเจือปน แต่เกลือที่หลี่มูนำกลับมานั้นขาวละเอียดดุจหิมะ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมแม้แต่น้อย เห็นชัดว่าเป็นของเกรดดีที่สุด
เกรงว่าจะมีแต่ในวังหลวงเท่านั้นที่กล้าใช้เกลือดีขนาดนี้กินกัน
“หลี่มู ท่าน... ท่านคงไม่ได้ไปปล้นใครเขามาใช่ไหม ?” น้ำเสียงของหลี่ไฉ่เวยไม่ใช่ความประหลาดใจอีกต่อไป แต่กลายเป็นความตื่นตระหนกและหวาดกลัว
หลี่มูอ้าปาก เตรียมจะยกเหตุผลที่ปั้นแต่งไว้มาอธิบาย
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงแหบพร่าพลันดังขึ้นที่หน้าประตู
“เจ้าหนุ่มหลี่อยู่บ้านไหม ?”
“แม่มันเถอะ ทางเดินลำบากชะมัด รองเท้าที่ข้าเพิ่งซ่อมมาใหม่เปื้อนโคลนจนพื้นจะหลุดอยู่แล้ว !”
พร้อมกับเสียงสบถด่า ชายร่างกำยำคนหนึ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน ผิวของเขาดำกร้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง ดวงตาเล็กแหลมฉายแววดุร้าย ดูไปดูมาคล้ายกับลิงในป่าลึกไม่ผิดเพี้ยน
หลี่ไฉ่เวยชำเลืองมองตามเสียง แล้วจำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือหนึ่งในอันธพาลที่คุ้นเคยกับหลี่มู
นางมือไวใจเร็ว รีบยัดถุงเกลือทั้งถุงเข้าไปในช่องใต้เตียงดินทันที
“อ้าว เฉินเอ้อ วันนี้ลมอะไรหอบเจ้ามาที่นี่ล่ะ ?” หลี่มูเลิกคิ้วเดินออกไปต้อนรับ พร้อมกับเอื้อมมือปิดประตูห้องตามหลัง
ชายคนนั้นปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางฉีกยิ้ม “พี่หลี่ ข้ามีเรื่องดี ๆ มาบอก !”
“มาชวนข้าไปเล่นพนันอีกล่ะสิ ? ข้าเสียจนหมดตัวแล้ว... แถมยังมีหนี้สินล้นพ้นตัวด้วย” หลี่มูปัดมืออย่างรำคาญพลางด่าทอ “ไปให้พ้น ๆ อย่ามาทำให้ข้ารำคาญใจ !”
แม้จะถูกด่า แต่เฉินเอ้อก็ไม่โกรธ เขากลับลดเสียงลงแล้วพูดอย่างเป็นปริศนา “หึ ๆ ข้าเอาของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ต่างหาก”
ของขวัญชิ้นใหญ่ ?
หลี่มูชะงักไป
“ข้าพูดตรง ๆ เลยนะ มีคนตาถึงสนใจน้องสาวบ้านเจ้า เขาอยากจะใช้เงินซื้อตัวนางไป !”
เฉินเอ้อชูมือขวาขึ้น พลิกไปพลิกมาเพื่อบอกตัวเลข “เขาให้เท่านี้... สิบตำลึง !”
อันธพาลหรือนักเลงหัวไม้ก็มีการแบ่งชนชั้น
ชั้นต่ำสุดคือหลี่มูคนเดิม ไม่มีเงินไม่มีอำนาจ ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง วัน ๆ เอาแต่ลักเล็กขโมยน้อยประทังชีวิต
ส่วนชนชั้นที่สูงกว่าอย่างเฉินเอ้อ คือสมุนหรือลูกสมุนของพวกตระกูลใหญ่หรือแก๊งนักเลง ปกติคอยรับใช้เดินงานให้หัวหน้า ได้รับส่วนต่างหรือรางวัลปลีกย่อย ชีวิตจึงค่อนข้างสุขสบาย
ในยุคที่กลียุคเช่นนี้ ชาวนาจำนวนมากเพื่อความอยู่รอดจึงต้องขายลูกสาวลูกชาย ตระกูลใหญ่ ๆ จึงฉวยโอกาสกว้านซื้อเด็กและหญิงงามไปเป็นทาสรับใช้ ผลประโยชน์เหล่านี้จึงกลายเป็นช่องทางทำเงินของพวกคนอย่างเฉินเอ้อ
หลี่มูจ้องหน้าเฉินเอ้ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นคำสั้น ๆ ที่เย็นเยียบออกมาคำเดียว “ไสหัวไป”
เขาเกลียดพวกค้ามนุษย์ที่สุด
ในแผ่นดินต้าฉี สตรีที่ถูกขายมักมีชะตากรรมที่น่าอนาถ หลังจากถูกซื้อขาย พวกนางจะกลายเป็นของเล่นของเจ้านาย หรือแม้แต่ถูกใช้เป็นของกำนัลไว้รับรองแขกเหรื่อ พอเริ่มแก่ตัวและหมดความงาม ก็จะถูกขายเข้าซ่องโสเภณีเพื่อรีดเค้นผลประโยชน์หยดสุดท้าย
โลกใบนี้ช่างบิดเบี้ยวจนให้กำเนิดสันดานมนุษย์ที่ผิดเพี้ยนไปมากมาย
ตลอดสามวันที่เขาข้ามมิติมา มีเพียงหลี่ไฉ่เวยที่คอยดูแลเขาอย่างไม่ลดละ
ต่อให้เขาจะไม่ใช่คนดีเด่อะไร แต่หลี่มูก็ไม่มีวันทำเรื่องทรยศหักหลัง ใจดำอำมหิตเยี่ยงสัตว์ป่าเช่นนี้ได้ลงคอ
“พี่หลี่ ท่านลองคิดดูดี ๆ นะ นั่นมันเงินขาว ๆ ตั้งสิบตำลึงเชียวนะ แลกเป็นเงินอีแปะได้ตั้งหนึ่งหมื่นเหวิน !” เฉินเอ้อเริ่มร้อนรน เขาคว้าข้อมือของหลี่มูไว้ “เงินจำนวนนี้พอให้ท่านใช้หนี้พนันทั้งหมด แถมยังเหลือให้เสวยสุขได้อีกพักใหญ่เลยนะ”
“อีกอย่าง ขายไฉ่เวยไปแล้ว ต่อไปเวลาต้องจ่ายส่วยหลวง ท่านก็จ่ายแค่ส่วนของตัวเองคนเดียว ไม่สะดวกกว่าหรือ ? ข้านี่หวังดีกับท่านจริง ๆ นะ !”
พลั่ก !
เฉินเอ้อถูกลูกถีบยันเข้ากลางอกจนล้มหงายหลังลงบนพื้นดิน
เขาจ้องมองรอยเท้าเปื้อนโคลนบนหน้าอกตัวเองอย่างมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตาโพลงด้วยความโกรธแค้นและตะโกนลั่น “หลี่มู นี่แกบ้าไปแล้วหรือวะ ?”
“ยุคสมัยนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งขายได้ตั้งสามตำลึงก็ถือว่าบุญโขแล้ว ข้าให้แกตั้งสิบตำลึง แซ่หลี่อย่างแกยังไม่พอใจอีกเรอะ ?”
“ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม” คิ้วของหลี่มูพาดเฉียงราวกับใบมีด “ถ้าไม่ไสหัวไป ข้าจะตีแกให้ตายคามือ”
เฉินเอ้อโกรธจนไฟลุกท่วม ปกติเขาไม่เคยเห็นหลี่มูอยู่ในสายตา วันนี้ที่ยอมสุภาพด้วยก็เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์
ในเมื่อการเจรจาล้มเหลว เขาก็ไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าอีกต่อไป เขาเงื้อหมัดเตรียมจะลงมือทันที
หลี่มูจับด้ามมีดพร้าที่เพิ่งลับจนคมกริบไว้แน่น
ท่าทางของเฉินเอ้อชะงักงัน แข็งค้างอยู่กับที่
“ดี ! แกมันแน่ ! เดือนหน้าก็ถึงกำหนดส่งส่วยหลวงแล้ว คนละ 300 จิน ถ้าแกหามาไม่ได้ ก็เตรียมตัวไปนอนในคุกขี้ไก่ได้เลย !” เขาพยายามกลั้นโทสะจนกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุก ก่อนจะทิ้งคำขู่สุดท้ายไว้
“ไอ้คนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง !”
ความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่ย่อมไม่อาจเล็ดลอดสายตาและหูของหลี่ไฉ่เวยไปได้
แม้ในช่วงแรกเฉินเอ้อจะพูดเสียงเบา แต่ประโยคที่ว่า “สิบตำลึงยังไม่พอใจอีกหรือ” กลับแว่วเข้าหูนางอย่างชัดเจน รวมถึงปฏิกิริยาของหลี่มูหลังจากนั้น นางก็เห็นทั้งหมด
หรือว่าพี่ชายคนนี้จะเปลี่ยนนิสัยไปแล้วจริง ๆ ?
หรือว่า...
เขาแค่ต้องการจะโก่งราคาเพิ่มขึ้นกันแน่ ?
ส่วนลึกในดวงตาของหลี่ไฉ่เวยฉายแววแห่งความสิ้นหวัง นางกำมีดทำครัวที่เตรียมไว้ป้องกันตัวในมือแน่น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด