- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 1 ลับมีด... ออกล่า!
ตอนที่ 1 ลับมีด... ออกล่า!
ตอนที่ 1 ลับมีด... ออกล่า!
ตอนที่ 1 ลับมีด... ออกล่า!
มณฑลหงโจว แห่งต้าฉี, อำเภอผิงหยวน, หมู่บ้านซวงซี
หลังสายฝนโปรยปราย ถนนในชนบทกลายเป็นดินโคลนเลน เส้นทางที่ขาดการซ่อมแซมมานานทำเอาล้อรถม้าจมปลักลึก เสียงหวดแส้และเสียงร้องของล่อดังระงมไปทั่ว
ภายในลานบ้านเล็ก ๆ ที่ล้อมด้วยรั้วไม้ หลี่มูนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าแท่นหินลับมีด นิ้วมือลูบไล้ไปตามคมของ "มีดพร้า" ในมือเบา ๆ
มันทั้งเย็นและแข็งกระด้าง... แต่ยังคมไม่พอ
มีดเล่มนี้สันหนาแต่ใบมีดบาง น้ำหนักกำลังดี ทว่าเพราะถูกวางทิ้งไว้เนิ่นนาน ตัวมีดจึงเต็มไปด้วยสนิมเขรอะ
หลี่มูโน้มตัวลง กดใบมีดลงบนแผ่นหินหยาบแล้วออกแรงลับอย่างหนักหน่วง
เขาต้องลับมันให้คมกริบ คมพอที่จะฟันทะลุหนังและกระดูกของสัตว์ร้ายในป่าลึกได้ในฉับเดียว !
ครืด— ครืด—
ท่ามกลางเสียงลับมีดที่บาดหู ความทรงจำต่าง ๆ พลันไหลบ่าเข้ามาในหัวดั่งน้ำหลาก
สามวันก่อน หลี่มูที่เมาค้างตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองทะลุมิติมายังโลกที่ไม่รู้จักแห่งนี้ โดยเข้ามาอยู่ในร่างของเจ้าคนดวงซวยที่มีชื่อและแซ่เดียวกัน
ที่นี่คือแผ่นดินต้าฉี ปีรัชศกเจินหยวนที่เจ็ด
ฮ่องเต้โฉดเขลาขลาดยิ่ง เบื้องบนมีแต่ขุนนางกังฉินครองเมือง ชายแดนถูกเผ่าเถื่อนรุกรานไม่เว้นวัน พวกผู้มีอำนาจกว้านซื้อที่ดินและขูดรีดภาษีจนพุงกาง ในขณะที่ชาวบ้านธรรมดาไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าจะใส่ ไม่มีอาหารตกถึงท้อง นอกกำแพงเมืองมีศพของชาวบ้านที่หนาวตายและหิวตายกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา
"กลิ่นเหล้าเนื้อโชยจากบ้านเศรษฐี แต่ริมถนนมีศพแช่แข็งตาย" นี่คือภาพสะท้อนที่แท้จริงของแผ่นดินต้าฉีในยามนี้
เจ้าของร่างเดิมคืออันธพาลเลื่องชื่อในรัศมีสิบลี้ วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ คบหาเพื่อนฝูงสำมะเลเทเมา ขโมยไก่กระโดดกำแพงสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว เมื่อสามวันก่อนเขาไปเล่นพนันที่หมู่บ้านใกล้ ๆ จนตาแดงก่ำแล้วเกิดการตะลุมบอนขึ้น ผลคือถูกไม้ฟาดเข้าที่ท้ายทอยจนสลบเหมือด และเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง วิญญาณของหลี่มูคนใหม่ก็เข้ามาครองร่างนี้แทนเสียแล้ว
ในเมื่อมาแล้ว ก็ต้องอยู่ให้ได้
ในฐานะชาวนาชั้นล่างสุดของต้าฉี หลี่มูรู้ดีว่าปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดตรงหน้าคืออะไร
ความอยู่รอด !
หมู่บ้านซวงซีตั้งอยู่ติดกับภูเขาใหญ่ ในป่ามีสัตว์ร้ายชุกชุม หากล่ากลับมาได้สักตัวสองตัว ไม่เพียงแต่จะอิ่มท้อง แต่หนังของมันยังเอาไปขายประทังชีวิตได้ด้วย
"กินข้าวได้แล้ว"
ขณะที่หลี่มูกำลังจมอยู่ในความคิด หญิงสาวนางหนึ่งก็เดินออกมาจากกระท่อมดินมุงหญ้าแฝกที่ทรุดโทรม
นางอายุราวสิบห้าสิบหกปี ร่างกายผอมบาง ใบหน้าเรียวมนมีเครื่องหน้าหมดจด โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ใสกระจ่างดุจน้ำพุ แม้จะสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่ก็ไม่อาจปกปิดกลิ่นอายความงามตามธรรมชาติได้
หลี่ไฉ่เวย น้องสาวแท้ ๆ ของหลี่มู
ตั้งแต่วันที่เขาข้ามมิติมาและต้องนอนซมรักษาตัวอยู่สามวัน ก็ได้นางนี่แหละที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ชามดินเผาใบใหญ่ที่มีรอยบิ่นสองใบถูกวางลงบนแท่นหินลับมีด ชามหนึ่งมีหัวไชเท้าแห้งสีดำคล้ำสองสามชิ้นกับแผ่นแป้งธัญพืชหยาบสองแผ่น ส่วนอีกชามคือน้ำแกงผักป่าที่ใสจนเห็นก้นชาม
หลี่มูถอนใจเงียบ ๆ
เขากินแผ่นแป้งแห้ง ๆ กับน้ำแกงใส ๆ มาสามวันติดจนรู้สึกคลื่นไส้แทบกลืนไม่ลง ทว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นขี้เกียจตัวเป็นขน ในบ้านจึงไม่เหลือเสบียงกรัง อาหารเพียงน้อยนิดนี้ยังได้มาจากการที่หลี่ไฉ่เวยยอมอดตาหลับขับตานอน นั่งเย็บปักถักร้อยให้ผู้อื่นเพื่อแลกมา
"ท่านป้าสามหางานใหม่ให้ข้าได้แล้ว เป็นงานหุงหาอาหารและซักผ้าในบ้านเศรษฐีที่ตัวเมือง ได้เงินเดือนละเก้าร้อยเหวิน"
หลี่ไฉ่เวยหยิบแผ่นแป้งขึ้นมา สายตามองผ่านมีดพร้าข้างแท่นหิน ความเย็นชาในแววตาเจือไปด้วยความรังเกียจ "ท่านลับมีด เพราะจะไปล้างแค้นพวกคนในหมู่บ้านนั้นหรือ ? "
"หากเกิดเรื่องถึงขั้นฆ่าแกงกัน บ้านเราไม่มีเงินไปติดสินบนทางการให้ท่านหรอกนะ"
เจ้าของร่างเดิมเป็นพวกพยาบาท ใครทำอะไรต้องเอาคืน เมื่อหลายวันก่อนถูกตีมา วันนี้มานั่งลับมีด นางจึงคิดว่าเขาจะไปล้างแค้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่นางเห็นจนชินตา
"เปล่า ข้าจะเข้าป่าล่าสัตว์" หลี่มูซดน้ำแกงผักป่ารสจืดชืดพลางกล่าวเสียงเข้ม "เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เป็นช่วงที่พวกแพะป่าและเก้งกำลังอ้วนท้วน ! หากล่ามาได้สักสองตัว ก็คงแลกธัญพืชมาไว้กินตอนฤดูหนาวได้พอสมควร เจ้าจะได้ไม่ต้องลำบากขนาดนี้"
หลี่ไฉ่เวยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะหยัน
คำพูดทำนองนี้นางได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เด็กจนโต หลี่มูสาบานสาปแช่งว่าจะกลับตัวเป็นคนดีมาไม่รู้กี่หน แต่ไม่เคยทำได้จริงสักครั้ง
สุนัขย่อมเปลี่ยนนิสัยชอบกินขี้ไม่ได้
เมื่อเห็นสีหน้าของน้องสาว หลี่มูก็รู้ว่านางไม่เชื่อ แต่เขาก็คร้านจะอธิบาย
การกระทำสำคัญกว่าคำพูด
ในฐานะอดีตทหารรับจ้าง เมื่อข้ามมิติมาแล้ว เขาจะไม่ยอมใช้ชีวิตเยี่ยงเศษขยะเด็ดขาด เขาต้องการมีชีวิตอยู่... อยู่ให้เหมือนมนุษย์อย่างสง่าผ่าเผย
อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ต้องทนกินหัวไชเท้าแห้งกับน้ำแกงใส ๆ ทุกวัน !
หลังมื้ออาหาร หลี่ไฉ่เวยล้างถ้วยชามเสร็จก็เดินออกจากบ้านไปทันที ดูเหมือนนางจะไม่แยแสแผนการล่าสัตว์ของเขาเลยแม้แต่น้อย บางทีในใจของนางอาจจะอยากให้พี่ชายที่เลวทรามคนนี้ไปตายอยู่ในป่าลึกเสียด้วยซ้ำ นางจะได้หมดภาระ
หลี่มูยิ้มขื่น เขาเข้าใจนางดี เจ้าของร่างเดิมนั้นระยำจริง ๆ หลายปีมานี้สร้างแต่ปัญหาและหนี้สินให้น้องสาว การที่นางรังเกียจเขาก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว
"เชือก, มีดพร้า, รองเท้าฟาง, เสบียง... ครบแล้ว"
หลี่มูตรวจนับสัมภาระ จัดการมัดรวมเป็นห่อผ้าแล้วปิดประตูรั้ว เดินตามทางเดินโคลนเลนมุ่งหน้าสู่ภูเขาต้าหลง
ที่เบื้องหน้า หลี่ไฉ่เวยเดินสวนมาพอดี
ในจังหวะที่ทั้งคู่เดินผ่านกันนั้น...
จู่ ๆ หลี่ไฉ่เวยก็หยุดฝีเท้า นางก้มหน้าลง แล้วหยิบห่อกระดาษสีเหลืองสองห่อออกมาจากแขนเสื้อ ส่งให้เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ในป่ามีงูและแมลงเยอะ ข้าไปขอเชื่อยาจากท่านหมอเอ้อกวัยมาให้ ห่อหนึ่งใช้ขับพิษ อีกห่อใช้ห้ามเลือด"
หลี่มูรับห่อยามาด้วยความประหลาดใจ
"ถ้าตายในป่า ข้ายังต้องเสียเงินทำศพให้ท่านอีก" นางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์
...
หนึ่งชั่วยามต่อมา หลี่มูมาถึงตีนเขาต้าหลง
ทางขึ้นเขาทั้งลาดชันและลื่นแฉะ เขาตัดกิ่งไม้หนามาทำเป็นไม้เท้าค่อย ๆ ตะเกียกตะกายขึ้นไป
การเข้าป่าล่าสัตว์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อประทังชีวิต แต่เป็นเพราะใกล้ถึงกำหนด "ส่งส่วยหลวง" แล้ว
กฎหมายของต้าฉีนั้นโหดเหี้ยม ราษฎรทุกคนต้องส่งส่วยข้าวเปลือกคนละ 300 จินต่อปี ไม่เว้นแม้แต่ทารกหรือคนแก่ ในบ้านตอนนี้เหลือข้าวสารที่มีมอดขึ้นไม่ถึงครึ่งกำมือ อย่าว่าแต่ส่งส่วยเลย แค่อาหารของวันพรุ่งนี้ยังหาไม่ได้
หากอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าหาข้าวไม่ได้ครบ 600 จิน ไม่ถูกทางการจับใส่ตรวนโยนเข้าคุกขี้ไก่จนตาย ก็ต้องหนีออกจากที่นี่ไปเป็นโจรป่า !
เมื่อเข้าสู่ป่าลึก ใบไม้ที่หนาทึบบดบังแสงตะวันจนมืดครึ้ม อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที
หลี่มูถูมือไปมาพลางกวาดสายตามองรอบข้างอย่างระแวดระวัง ในป่าลึกไม่ได้มีแค่กระต่ายหรือกวาง แต่ยังมีหมาป่า หมี และเสือร้ายที่คร่าชีวิตคนได้ทุกเมื่อ โชคดีที่เขามีประสบการณ์การเอาตัวรอดในป่าอย่างโชกโชน รู้จักนิสัยของสัตว์ป่าเป็นอย่างดี นี่คืออาวุธที่สำคัญที่สุดของเขา
เขาฉีกผ้าป่านมัดไว้ที่กิ่งไม้เพื่อทำเครื่องหมายบอกทาง ในป่าลึกที่ต้นไม้สูงท่วมหัวย่อมหลงทางได้ง่าย นายพรานที่มีประสบการณ์จะทิ้งสัญลักษณ์ไว้เป็นระยะในจุดที่สังเกตเห็นได้ชัด
หลี่มูเดินลัดเลาะไปตามทางเกือบหนึ่งชั่วยาม แต่กลับพบเพียงนกไม่กี่ตัว ไม่เห็นวี่แววของสัตว์ใหญ่เลย
"บ้าเอ๊ย ดวงซวยจริง ๆ ! "
เขาบ่นพึมพำ แผ่นแป้งและน้ำแกงที่กินมาเมื่อเช้าถูกย่อยไปหมดสิ้นแล้ว ท้องไส้เริ่มประท้วงด้วยเสียงโครกคราก
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงน้ำไหลรินแว่วมาเข้าหู
"มีแหล่งน้ำ ! "
หลี่มูใจชื้นขึ้นมา ในป่าแบบนี้ แถวแหล่งน้ำมักจะมีสัตว์มารวมตัวกันเสมอ มันคือจุดล่าที่ดีที่สุด
เขาถอนหายใจยาว ตั้งสมาธิแยกแยะทิศทางของเสียง ทิศตะวันตกเฉียงใต้!
หลี่มูรีบก้าวเท้าไปทันที
ไม่นานนัก เขาก็พบรอยเท้าบนพื้นดินที่เปียกชื้น
"นี่มันรอยเท้าแพะป่า... ไม่ผิดแน่ ! "
เขาลองกางนิ้ววัดขนาดรอยเท้าพลางยิ้มออกมา รอยเท้าเหล่านี้กว้างและมีลักษณะเฉพาะ ต่างจากรอยเท้ากวางหรือหมูป่าอย่างชัดเจน
เขาตามรอยเท้าไปเรื่อย ๆ เสียงน้ำไหลชัดเจนขึ้นทุกที
ครู่เดียว ลำธารเล็ก ๆ ที่พาดผ่านกลางเขาพอก็ปรากฏสู่สายตา
ข้างลำธารมีแพะป่าหกเจ็ดตัวกำลังก้มกินน้ำ ในหมู่พวกมันมีจ่าฝูงตัวผู้ขนาดกำยำ เขาของมันดูดุร้ายน่าเกรงขาม มันคอยเงยหน้ากวาดมองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวังภัย
ด้วยผลงาน "การปกครองที่ชาญฉลาด" ของฮ่องเต้ต้าฉี ทำให้ตอนนี้ราคาข้าวพุ่งสูงลิ่ว และราคาเนื้อก็ยิ่งแพงหูฉี่ หากล่าแพะป่าได้สักตัว ปัญหาส่วยหลวงของสองพี่น้องก็คงคลี่คลายไปได้เกินครึ่ง
"เสียดายที่ไม่มีธนู ! "
หลี่มูเลียนิ้วมือแล้วชูขึ้นเพื่อเช็กทิศทางลม ก่อนจะค่อย ๆ ย่องอ้อมไปทางทิศตะวันออก
ต้าฉีควบคุมอาวุธเข้มงวดมาก อุปกรณ์การเกษตรพออนุโลมได้ แต่ธนู หน้าไม้ หอก หรือเกราะ หากจะใช้ต้องขออนุญาตจากทางการ ใครแอบครอบครองถือเป็นโทษประหารชีวิต
แพะป่าอยู่ห่างจากเขาไปร่วมสิบกว่าเมตร ลำพังแค่มีดพร้าเล่มเดียว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะล่ามันได้
จะทำอย่างไรดี ?
เขาขมวดคิ้วมุ่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว
...
หนึ่งก้านธูปผ่านไป (ประมาณ 15 นาที)
หลี่มูนั่งนิ่งอยู่บนกิ่งของต้นสนโบราณ ร่างกายถูกพอกด้วยโคลนจนมิด เหลือเพียงรูจมูกและดวงตาที่โผล่พ้นออกมา ในเมื่อไม่มีธนู เขาจึงต้องใช้วิธีที่บื้อที่สุด... นั่นคือ "การเฝ้ารอโชค"
ใต้ต้นไม้นี้เต็มไปด้วยรอยเท้าแพะ มันเป็นทางผ่านที่ฝูงแพะต้องเดินกลับหลังจากกินน้ำเสร็จ
สิ่งที่เขาต้องทำคือซุ่มรออยู่ที่นี่ เมื่อฝูงแพะเดินผ่าน ก็ลงมือสังหารในคราวเดียว
เขาเคยทำภารกิจในป่ามานับครั้งไม่ถ้วน รู้ดีว่าสัตว์ร้ายเวลาล่าเหยื่อมักต้องใช้เวลาแกะรอยนานหลายวัน ความอดทนและความใจเย็นคือคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุดของนายพราน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จ่าฝูงตัวผู้ก็ส่งเสียงคำรามต่ำ ฝูงแพะค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินตามผู้นำออกจากริมลำธาร
"มาแล้ว ! "
หลี่มูกระชับมีดพร้าในมือ แววตาคมกล้าดุจใบมีด
ฝูงแพะใกล้เข้ามาที่ใต้ต้นไม้
สิบเมตร... ห้าเมตร... สามเมตร !
รูม่านตาของหลี่มูหดเกร็ง ขาทั้งสองข้างออกแรงถีบกิ่งไม้สุดแรงอาศัยแรงส่งพุ่งทะยานลงมาจากความสูงสามสี่เมตร !
เขาร่างกายคล่องแคล่วว่องไวดุจเสือดาว
มีดพร้าที่คมกริบเสียบเข้าที่กลางหลังของแพะจ่าฝูงอย่างแม่นยำ หลี่มูใช้ทั้งร่างกดทับลงไป
ฉึก !
เลือดสด ๆ กระเซ็นไปทั่ว !
แพะจ่าฝูงร้องโหยหวน ล้มตึงลงกับพื้น ฝูงแพะที่เหลือแตกกระเจิงหนีตาย !
แพะตัวที่ถูกหลี่มูกดไว้ดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่ง ทว่ายิ่งดิ้น เลือดก็ยิ่งทะลักออกจากบาดแผลมากขึ้นเท่านั้น เพียงไม่กี่สิบอึดใจ แววตาของมันก็เริ่มพร่ามัว ร่างกายแข็งทื่อแน่นิ่งไป
ในตอนนั้นเอง เหนือซากศพของแพะป่าพลันปรากฏ "กล่องเหล็ก" ลวดลายโบราณลอยเด่นขึ้นมา พร้อมกับเสียงอันเย็นยะเยือกที่ดังขึ้นในหัวของหลี่มู
[ได้รับหีบสมบัติเหล็กดำ ต้องการเปิดหรือไม่ ? ]