- หน้าแรก
- ระบบบันดาลปรารถนาสุดโกง ล่าล้างเขตรกร้าง
- บทที่ 11 - ทีมเหล็กกล้า
บทที่ 11 - ทีมเหล็กกล้า
บทที่ 11 - ทีมเหล็กกล้า
บทที่ 11 - ทีมเหล็กกล้า
ช่วงบ่าย เซียวอวี่ก็ไปรับชุดอุปกรณ์ครบเซ็ตมาจากอาสาม และจัดการสวมใส่มันจนเสร็จสรรพ
ตอนนี้เขาสวมรองเท้าบูตต่อสู้ซีรีส์ d6 สวมชุดต่อสู้ซีรีส์ d6 มือทั้งสองข้างถือดาบจันทร์สีเงินซีรีส์ 6 เล่มโต ดูองอาจห้าวหาญเป็นที่สุด
"พี่อวี่หล่อระเบิดไปเลย"
"พี่อวี่เท่สุดๆ ไปเลย"
"พี่อวี่เป็นแม่ทัพใหญ่แล้ว"
บรรดาน้องๆ ต่างพากันมาห้อมล้อมเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
"ยังไม่รีบไปฝึกกันอีก" เซียวหลิงเดินเข้ามาดุ
เธอหันไปมองเซียวอวี่แล้วเอ่ยชม "ไม่เลวนี่ ดูเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวขึ้นมาหน่อยแล้ว"
"ชิ ก็แค่แก่กว่าผมไม่กี่เดือนเองทำเป็นพูดดีไป" เซียวอวี่แอบขำในใจ ยัยเด็กกะโปโลนี่ริอ่านทำตัวเป็นผู้ใหญ่ซะแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับแหละว่าการออกไปลุยในเขตรกร้างมาหลายเดือน มันช่วยหล่อหลอมให้เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะจริงๆ
ไม่ใช่แค่ประสบการณ์หรือทักษะภายนอกที่เพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สภาพจิตใจของเธอที่เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างหากล่ะ
ณ ห้องฝึกซ้อมบนชั้นสองของคฤหาสน์ตระกูลเซียว
แสงสีทองยามเย็นสาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามา อาบชโลมห้องฝึกซ้อมทั้งห้องให้กลายเป็นสีส้มทอง เซียวอวี่ในชุดฝึกซ้อมตัวหลวมโครกนั่งขัดสมาธิเท้าเปล่าอยู่กลางห้อง ห้องฝึกซ้อมขนาดกว่าร้อยห้าสิบตารางเมตรดูโล่งกว้าง มีเพียงเขาคนเดียวนั่งสงบนิ่งอยู่ตรงกลาง ด้านหน้าของเขามีคัมภีร์เล่มหนึ่งวางอยู่ มันคือ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น นั่นเอง
เมื่อเปิดคัมภีร์ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น หน้าแรกขึ้นมา
"เร็ว" ตัวอักษรขนาดมหึมาที่เด่นหราอยู่บนหน้าแรก ทำเอาเซียวอวี่รู้สึกเหมือนถูกคมดาบสาดซัดเข้าใส่หน้าจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว จินตนาการได้เลยว่าตอนที่เทพสายฟ้าคิดค้นสุดยอดวิชานี้ขึ้นมา ระดับพลังของเขาคงทะลุทะลวงไปถึงระดับดาวเคราะห์แล้วแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ทำให้คนที่มีชั่วโมงบินสูงปรี๊ดจากชาติก่อนอย่างเขาถึงกับใจเต้นรัวได้ขนาดนี้หรอก
"วรยุทธ์ทั่วหล้า ไม่มีสิ่งใดที่ทำลายไม่ได้ มีเพียงความเร็วเท่านั้นที่ไร้เทียมทาน"
แก่นแท้เพียงหนึ่งเดียวของคัมภีร์ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ที่เทพสายฟ้ารจนาขึ้นมา ก็คือคำว่า เร็ว คำเดียวนี่แหละ
คัมภีร์ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ได้รวบรวมสุดยอดวิชาไว้ถึงสามแขนง ได้แก่ วิชาท่าร่าง แสงสะท้อน วิชาชี้นำ ปฐมบทเก้าชั้น และวิชา เพลงดาบอัสนีบาต ซึ่งในบรรดาวิชาทั้งสามนี้ วิชาชี้นำถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด
วิชาชี้นำปฐมบทเก้าชั้นมีทั้งหมดเก้าบท แต่ในคัมภีร์เล่มนี้มีจดบันทึกไว้แค่สี่บทแรกเท่านั้น เช่นเดียวกับวิชาเพลงดาบอัสนีบาตและวิชาท่าร่างแสงสะท้อน ที่มีเนื้อหาเพียงแค่สี่ชั้นแรกเช่นกัน
วิชาชี้นำปฐมบทเก้าชั้นนั้นเปรียบเสมือนยาบำรุงกำลังชั้นยอดที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย สมรรถภาพทางกายที่แข็งแกร่งต่างหากล่ะคือรากฐานที่แท้จริง ส่วนวิชาท่าร่างและเพลงดาบนั้นเป็นเพียงทักษะเสริม ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงและพรสวรรค์ในการทำความเข้าใจ
เซียวอวี่ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเคล็ดวิชาเพลงดาบสี่ชั้นแรกอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็พบว่ามันมีดีสมคำร่ำลือจริงๆ เคล็ดลับสำคัญบางอย่าง ขนาดคนที่มีประสบการณ์โชกโชนจากชาติก่อนอย่างเขายังนึกไม่ถึงเลย สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ พวกที่ก้าวขึ้นมาเป็นยอดฝีมือในช่วงยุคมหาวิปโยคได้นี่ ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ แฮะ
คนธรรมดาทั่วไปเวลาฟันดาบสุดแรงเกิด อาจจะใช้พละกำลังสักเก้าส่วนหรือสิบส่วนเต็มแม็กซ์ แต่สำหรับคนที่ฝึก เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น เวลาฟันดาบแต่ละครั้ง พวกเขาจะใช้พลังแค่เจ็ดส่วนเท่านั้น ในจังหวะที่ปลดปล่อยพลังคลื่นแรกออกไป พวกเขาจะรีดเค้นพลังจากร่างกายเพื่อสร้างคลื่นพลังลูกที่สองตามมาติดๆ ด้วยความแรงเจ็ดส่วนเท่าเดิม เมื่อพลังทั้งสองคลื่นผสานเข้าด้วยกัน มันก็จะกลายเป็นพละกำลังมหาศาลถึงสิบสี่ส่วนเลยทีเดียว
และเมื่อฝึก เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น จนสำเร็จวิชาแล้ว ในแต่ละชั้นที่ฝึกผ่าน ก็จะสามารถแฝงพลังคลื่นแทรกซ้อนเพิ่มเข้าไปได้อีกหนึ่งคลื่น นั่นหมายความว่า เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น สามารถรีดเร้นพละกำลังออกมาได้สูงสุดถึงเจ็ดเท่าเลยทีเดียว
ซึ่งพลังมหาศาลนี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนโจมตีเท่านั้นนะ แต่ยังเอาไปประยุกต์ใช้กับวิชาท่าร่าง เพื่อบูสต์ความเร็วให้พุ่งปรี๊ดเป็นจรวดได้อีกด้วย
เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น สี่ชั้นแรกที่เซียวอวี่สอยมานั้น สามารถช่วยให้เขาเบ่งพลังโจมตีได้สูงสุดถึงสามจุดห้าเท่าเลยทีเดียว
เซียวอวี่เริ่มฝึกฝนตามเคล็ดลับที่ระบุไว้ในคัมภีร์เพลงดาบอัสนีบาต
เพลงดาบอัสนีบาตชั้นที่หนึ่งมีกระบวนท่าดาบทั้งหมด 18 ท่า การหมั่นฝึกฝนทั้ง 18 ท่านี้ จะช่วยให้เข้าใจเคล็ดลับการปล่อยพลังของ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ชั้นที่หนึ่งได้ปรุโปร่งยิ่งขึ้น
กระบวนท่าดาบทั้ง 18 ท่านี้ ล้วนเป็นท่าพื้นฐานง่ายๆ เซียวอวี่ลองร่ายรำแค่รอบเดียวก็จำได้ขึ้นใจแล้ว แต่ไอ้ที่ยากก็คือการเชื่อมต่อแต่ละท่าให้ไหลลื่นเป็นเนื้อเดียวนี่แหละ
"ระบบ ตั้งเป้าหมายความปรารถนาที่หนึ่งเป็น บรรลุเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นชั้นที่หนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบ"
"ตั้งค่าสำเร็จ"
"โฮสต์ เซียวอวี่"
"ความปรารถนาที่หนึ่ง บรรลุเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นชั้นที่หนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบ"
"ความคืบหน้า 121.2 จาก 5000 แต้มปรารถนา"
"สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นคัมภีร์ที่ฝึกยากที่สุดในโลกจริงๆ แค่จะสำเร็จวิชาชั้นแรกยังต้องผลาญแต้มปรารถนาตั้งห้าพันแต้ม แพงกว่าตอนอัปเลเวลจากศิษย์ขั้นสองไปขั้นสามตั้งเท่าตัวเชียวนะเนี่ย" เซียวอวี่บ่นอุบอิบ
เขาปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วหันมาตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมต่อ
เขาซ้อมฟันดาบตาม 18 กระบวนท่า วันละหนึ่งหมื่นแปดพันครั้ง เวลาที่เหลือก็เอาไปฝึกวิชาท่าร่างแสงสะท้อน พอตกดึกก็ฝึกวิชาชี้นำปฐมบทเก้าชั้นควบคู่ไปกับการฝึกพลังพันธุกรรมต้นกำเนิด ซึ่งสูตรนี้แหละที่ให้ผลลัพธ์เวิร์กสุดๆ
ในทุกๆ วัน เขาสัมผัสได้เลยว่าตัวเองกำลังแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ภายในห้องฝึกซ้อมบนชั้นสองของคฤหาสน์ตระกูลเซียว
เด็กหนุ่มเจ้าของความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร สวมชุดต่อสู้ซีรีส์ d6 แบบเต็มยศ สองมือจับดาบคู่แน่น ร่ายรำดาบฟาดฟันอากาศอย่างไม่ลดละ ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเขาก็พุ่งทะยานเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ จนดูเหมือนมีร่างแยกปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่ง
"เสี่ยวอวี่ ไม่เลวเลยนี่" ชายวัยกลางคนในชุดลำลองที่ยืนสังเกตการณ์อยู่นาน เอ่ยปากชม "เพิ่งจะเริ่มฝึกเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นได้ไม่เท่าไหร่ ก็เริ่มเห็นผลลัพธ์เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว แสดงว่าหลานตาถึงที่เลือกคัมภีร์เล่มนี้มาฝึกนะเนี่ย"
"เอ๊ะ" เซียวอวี่ที่มัวแต่เมามันส์กับการฝึกวิชาดาบจนลืมโลก เพิ่งจะรู้ตัวว่าพ่อของเขาเดินเข้ามาในห้อง
"เมื่อกี้เห็นหลานกำลังอินกับการฝึก พ่อก็เลยไม่อยากกวนน่ะ" เซียวติ้งกั๋วมองลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมรัก "ดูจากวิชาท่าร่างกับความเร็วเมื่อกี้ ฝีมือของหลานน่าจะก้าวข้ามไปถึงระดับนักรบขั้นสูงแล้วสินะ"
"ครับ ช่วงก่อนสอบต่อสู้จริง ร่างกายผมก็แกร่งพอๆ กับนักรบขั้นสูงแล้ว พอสอบเสร็จได้มาฝึกวิชาชี้นำปฐมบทเก้าชั้น ก็รู้สึกว่าพลังมันพุ่งปรี๊ดเร็วกว่าเดิมอีกครับ" เซียวอวี่ตอบอย่างมั่นใจ
เซียวติ้งกั๋วดีใจจนเนื้อเต้น รีบถามต่อ "แล้วตอนนี้พลังหมัดพุ่งไปถึงไหนแล้วล่ะ"
"เมื่อวานลองวัดดู ซัดไปเจ็ดพันห้าร้อยกิโลกรัมครับ" เซียวอวี่บอกไปตามตรง
"หา ไหนลองเทสต์ให้ดูอีกรอบซิ" เซียวติ้งกั๋วแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
สองพ่อลูกเดินไปที่เครื่องทดสอบพลังหมัดตรงมุมห้อง เซียวติ้งกั๋วกดปุ่มเปิดเครื่อง พอเครื่องพร้อมทำงาน เซียวอวี่ก็ยืนตั้งท่า ก่อนจะปล่อยหมัดฮุกซ้ายอัดกระแทกเป้าอย่างจัง ตัวเลขบนหน้าจอเด้งขึ้นมาโชว์หรา 7535 กิโลกรัม
"ฮ่าๆ ดูท่าตระกูลเซียวของเราจะมีเสาหลักที่แข็งแกร่งแล้วสิเนี่ย" เซียวติ้งกั๋วหัวเราะร่วน
"เออ พ่อลืมบอกไปเลย รอบนี้พ่อกลับมาพักที่เมืองฐานทัพได้เต็มที่ก็แค่เจ็ดวันเท่านั้นแหละ ภารกิจหลักๆ ก็มีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ ลุงใหญ่ฝากสมุดบันทึกเคล็ดลับมาให้พ่อเอามาให้หลานน่ะ" เซียวติ้งกั๋วพูดกลั้วหัวเราะ
"ส่วนเรื่องที่สอง ก็คือพ่อจะพาหลานไปเข้าแก๊งทีมเหล็กกล้าไงล่ะ"
"เมื่อวันก่อนตอนลุงอู๋แวะมา เขาก็เกริ่นๆ เรื่องนี้ให้ฟังแล้วล่ะครับ ผมก็นึกว่าพ่อจะไปเป็นเดือนซะอีก" เซียวอวี่ทำหน้างง
"ฮ่าๆ ก็ลูกชายสุดที่รักของพ่อกำลังจะมาเปิดบี้ในทีมเหล็กกล้าแล้วออกไปลุยในเขตรกร้างทั้งที พวกเพื่อนซี้ของพ่อก็ต้องไว้หน้าพ่อกันหน่อยสิ"
"เดี๋ยวพ่อจะบรีฟข้อมูลคร่าวๆ ของทีมเราให้ฟังนะ ตอนนี้ทีมเรามีสมาชิกอยู่หกคน เป็นนักสู้ระดับขุนพลรบล้วนๆ ถ้ารวมหลานเข้าไปด้วยก็จะเป็นเจ็ดคนพอดี ในหกคนนี้ มีแค่พ่อกับลุงหลิวของหลานเท่านั้นแหละที่เป็นสมาชิกยุคบุกเบิกตั้งแต่ตอนตั้งทีม ส่วนอีกสี่คนที่เหลือเพิ่งจะตบเท้าเข้ามาร่วมก๊วนทีหลัง พ่อของหลานน่ะรั้งตำแหน่งกัปตันทีมเหล็กกล้า ส่วนลุงหลิวก็รับบทเป็นรองกัปตัน"
"ส่วนเล่มนี้ก็คือสมุดบันทึกเคล็ดลับการฝึกเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นหกชั้นแรกของเทพสงครามหยางเหรินหัว" ระหว่างที่พูด เซียวติ้งกั๋วก็ล้วงสมุดเล่มเล็กๆ ขนาดเท่าสมุดจดของเด็กประถมออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นส่งให้เซียวอวี่
"นี่น่ะเหรอครับสมุดบันทึกเคล็ดลับ" เซียวอวี่ถามด้วยความแปลกใจ
"อย่าทำเป็นเล่นไปเชียว เนื้อหาข้างในน่ะคั้นมาแต่เนื้อๆ เน้นๆ ทั้งนั้น ถึงจะมีอยู่แค่ไม่กี่หน้าก็เถอะ บางด่านหลานอาจจะงมโข่งเป็นเดือนๆ ก็ยังหาทางออกไม่เจอ แต่พอได้ฟังคำชี้แนะจากปรมาจารย์แค่ประโยคเดียว ก็อาจจะบรรลุธรรมทะลุปรุโปร่งไปเลยก็ได้ นี่แหละที่เขาเรียกว่าเคล็ดลับ" เซียวติ้งกั๋วหัวเราะเบาๆ "การฝึกวิชาน่ะ คนชี้แนะสำคัญมากนะ ถ้ามัวแต่คลำทางอยู่คนเดียว ชาตินี้ก็คงไม่เห็นผลหรอก ยกเว้นแต่ว่าจะเป็นพวกอัจฉริยะเหนือมนุษย์นั่นแหละ"
เซียวอวี่เปิดสมุดบันทึกหน้าแรกขึ้นมา ก็ปะทะกับตัวอักษรเบ้อเริ่มสี่ตัวที่เขียนว่า บันทึกเคล็ดลับหยางจิ่ว
พอพลิกไปหน้าถัดไป ก็มีข้อความระบุไว้ว่า "เคล็ดลับสำคัญในการฝึกเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ชั้นที่หนึ่ง ก็คือทำยังไงถึงจะร้อยเรียงกระบวนท่าดาบทั้งสิบแปดท่าให้ประสานเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณเอว สะโพก และแผ่นหลัง สามารถระเบิดพลังคลื่นกระแทกออกมาได้อย่างต่อเนื่องสองระลอก"
"โห สมุดเล่มนี้เขียนไว้ดีเยี่ยมเลยครับ ปัญหาหลายอย่างที่ผมเคยติดขัด พอได้อ่านปุ๊บก็เหมือนตาสว่างเลยครับ" เซียวอวี่เอ่ยปากชม
บันทึกเล่มนี้มันขุมทรัพย์ชัดๆ ถ้าเขาได้อ่านเคล็ดลับพวกนี้ก่อนเริ่มฝึก ป่านนี้คงสำเร็จเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ชั้นที่หนึ่งไปแบบชิลๆ แล้ว
"ได้ประโยชน์ก็ดีแล้ว ช่วงสองสามวันนี้หลานก็ตั้งใจฝึกซ้อมให้เต็มที่นะ อีกห้าวันเตรียมตัวแพ็กกระเป๋าไปลุยเขตรกร้างกับพ่อได้เลย ฮ่าๆ" เซียวติ้งกั๋วหัวเราะร่วน ก่อนจะเดินออกจากห้องฝึกซ้อมไป
เซียวอวี่พยักหน้ารับคำ
คล้อยหลังพ่อ เซียวอวี่ก็ก้มหน้าก้มตาศึกษาสมุดบันทึกเคล็ดลับการฝึกเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ชั้นที่หนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาอ่านทวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามรอบ ก็ได้เกร็ดความรู้มาเพียบ ข้อสงสัยที่เคยค้างคาใจมานานก็ถูกปัดเป่าหายวับไปจนหมดสิ้น
ในจังหวะที่กำลังไฟแรงและไอเดียกำลังแล่น เขาก็ไม่รอช้า รีบฉวยโอกาสนี้ฝึกซ้อมต่อทันที
รอบแรก เขาจัดกระบวนท่าดาบทั้ง 18 ท่ารวดเดียวจบ เริ่มตั้งแต่ก้าวเท้าไปข้างหน้า ฟาดฟันดาบออกไป ในเสี้ยววินาทีที่สับดาบลงมา กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวก็ระเบิดพลังพุ่งปรี๊ดออกมาหนึ่งระลอก และในจังหวะที่พลังนั้นถูกส่งผ่านไปยังท่อนแขน บริเวณเอวและสะโพกก็พลันบังเกิดพลังพุ่งพรวดขึ้นมาอีกระลอกหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์
"ฉัวะ"
ดาบจันทร์สีเงินส่องประกายวาววับ ความเร็วไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แต่รัศมีวงสวิงของคมดาบที่แหวกอากาศนั้นดูกว้างขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย
เฟลซะงั้น
ทั้งๆ ที่รีดพลังคลื่นที่สองออกมาได้แล้วแท้ๆ
สงสัยจังหวะการปล่อยพลังสองคลื่นมันจะทิ้งช่วงห่างกันเกินไปหน่อย
ลุยซ้อมต่อดีกว่า
...
"เอ๊ะ" เซียวอวี่อุทานด้วยความแปลกใจ สำเร็จจนได้แฮะ
เซียวอวี่พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แกนกลางลำตัวบริเวณเอวและสะโพกระเบิดพลังออกมาในเสี้ยววินาที และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ขณะที่พลังจากกล้ามเนื้อกำลังถูกส่งผ่านไปยังท่อนแขน บริเวณเอวและสะโพกก็ขับเคลื่อนพลังระลอกสองออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับคลื่นน้ำที่ซัดสาดเข้าหาฝั่ง พลังทั้งสองระลอกถูกส่งผ่านเข้าสู่ท่อนแขนแทบจะพร้อมๆ กัน
"ฉัวะ"
ดาบจันทร์สีเงินตวัดผ่านอากาศเป็นประกายวาววับ ความเร็วในการฟันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึงสองส่วน
"ฮ่าๆ ว่าแล้วเชียว มันสามารถปล่อยพลังคลื่นแทรกซ้อนออกมาได้จริงๆ ด้วยแฮะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันจะมาถึงจุดนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งระบบโกง" เซียวอวี่แอบภูมิใจในตัวเองเบาๆ
เขาอยากจะรู้จริงๆ ว่าในสถานการณ์แบบนี้ ระบบจะประมวลผลออกมายังไง
"ระบบ เช็กสถานะความปรารถนาที่หนึ่งหน่อยซิ"
"โฮสต์ เซียวอวี่"
"ความปรารถนาที่หนึ่ง บรรลุเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นชั้นที่หนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบ"
"ความคืบหน้า 121.2 จาก 2000 แต้มปรารถนา"
"เฮ้ย แต้มปรารถนาลดลงด้วยแฮะ เคสแบบนี้ตอนอยู่ชาติก่อนไม่เคยเจอเลยนะเนี่ย" เซียวอวี่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง
"หรือว่าพอเราขอพรจากระบบไปแล้ว แล้วพยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง มันจะช่วยลดจำนวนแต้มปรารถนาที่ต้องใช้ลงได้ แต่เดี๋ยวก่อนนะ ในเมื่อเราจับจุดเคล็ดลับการปล่อยพลังของเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นชั้นแรกได้แล้ว ทำไมยังต้องใช้แต้มปรารถนาอีกตั้งสองพันแต้มถึงจะผ่านเกณฑ์ล่ะเนี่ย"
สงสัยเคล็ดลับการปล่อยพลังที่เราเพิ่งตรัสรู้มา มันจะยังไม่เพอร์เฟกต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะมั้ง
"เสี่ยวอวี่ ลงมากินข้าวได้แล้วลูก" เสียงสวีจิ้งอี๋ตะโกนเรียก
"ครับๆ กำลังลงไปครับ" เซียวอวี่ขานรับ
เซียวอวี่เดินออกจากห้องฝึกซ้อม พอโผล่หน้าเข้าไปในห้องอาหาร ก็ต้องเบิกตาโพลงกับกับข้าวที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ
"แม่ครับ นี่กะจะกินล้างผลาญเลยเหรอ หรือว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเนี่ย"
จะหาว่าเซียวอวี่เว่อร์ก็ไม่ได้หรอกนะ เพราะกับข้าวที่จัดเต็มถึงสิบแปดอย่างบนโต๊ะนี่ มันหรูหราอลังการงานสร้างสุดๆ ต่อให้ตระกูลเซียวจะรวยล้นฟ้าแค่ไหน วันธรรมดาก็ไม่มีทางได้กินของพรรค์นี้หรอก ขนาดช่วงตรุษจีนยังทำเมนูเด็ดๆ แค่หนึ่งหรือสองอย่างเอง มื้อนี้แค่วัตถุดิบอย่างเดียวก็ปาเข้าไปหลักล้านเหรียญหัวเซี่ยแล้ว
"ก็ลูกชายสุดที่รักของแม่กำลังจะไปตกระกำลำบากในเขตรกร้างแล้วนี่นา ก็ต้องบำรุงกันหน่อยสิ ออกไปข้างนอกแล้วจะเอาที่ไหนมากินอิ่มนอนหลับสบายแบบนี้ล่ะ" สวีจิ้งอี๋อธิบาย
"แม่ผมนี่ประเสริฐที่สุดในโลกเลย" เซียวอวี่ยิ้มแฉ่ง
"ชิ พ่อออกไปตั้งบ่อย ไม่เห็นแม่จะทำของอร่อยๆ โด๊ปให้พ่อบ้างเลย" เซียวติ้งกั๋วแขวะด้วยความหมั่นไส้
"นี่คุณอิจฉาแม้กระทั่งลูกตัวเองเลยเหรอเนี่ย นิสัยจริงๆ เลย กับข้าวเต็มโต๊ะขนาดนี้ยังอุดปากคุณไม่ได้อีกหรือไง" สวีจิ้งอี๋ค้อนขวับ
วันที่ 16 สิงหาคม วันนี้คือวันที่เซียวอวี่จะติดสอยห้อยตามทีมเหล็กกล้าออกไปลุยในเขตรกร้างเป็นครั้งแรก
"ป่ะ เสี่ยวอวี่ ไปเจอพวกลุงหลิวที่ห้างพันธมิตรเอชอาร์กัน" เซียวติ้งกั๋วในชุดต่อสู้ซีรีส์ d8 สะพายขวานรบซีรีส์ 7 สองเล่มไว้บนหลัง เดินนำหน้าออกจากคฤหาสน์ไปอย่างสง่างาม
"ครับ" เซียวอวี่เดินตามไปติดๆ
"เสี่ยวอวี่ ระวังตัวด้วยนะลูก" สวีจิ้งอี๋มองดูลูกชายในชุดต่อสู้เต็มยศด้วยความเป็นห่วง จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือน
"แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า แม่เองก็ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ" เซียวอวี่ยิ้มกว้าง
"จิ้งอี๋ ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า มีผมอยู่ทั้งคน" เซียวติ้งกั๋วหันขวับมาตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ เป็นการให้คำมั่นสัญญา
เซียวอวี่กับพ่อกระโดดขึ้นรถตู้ของสำนักนักสู้ขีดสุด แล้วรถก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
เมืองฐานทัพเจียงหนาน หนึ่งในหกเมืองฐานทัพยักษ์ใหญ่ของประเทศหัวเซี่ย ที่นี่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรมากมาย ใจกลางเมืองมีตึกระฟ้าสูงปรี๊ดถึง 88 ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ บนผนังตึกมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ HR ส่องประกายวิบวับเตะตา บริเวณชั้นหนึ่งของตึกรายล้อมไปด้วยลานกว้างสุดอลังการและน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฐานทัพเจียงหนาน และที่สำคัญ รอบๆ ลานกว้างนี้มีทหารนับพันนายยืนถือปืนจริงกระสุนจริงคอยเดินลาดตระเวน คุมเข้มไม่ให้คนนอกกล้ำกรายเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
และนี่ก็คือศูนย์บัญชาการพันธมิตรเอชอาร์ สาขาเมืองฐานทัพเจียงหนาน ที่เลื่องชื่อลือนามนั่นเอง ภายในตกแต่งอย่างหรูหราฟู่ฟ่าสมฐานะ
บริเวณโซนบาร์เครื่องดื่มในโถงรับรอง
เซียวอวี่และพ่อนั่งพักผ่อนอยู่บนโซฟา
"รับเครื่องดื่มอะไรดีครับคุณผู้ชาย" บาร์เทนเดอร์หน้าตาจิ้มลิ้มโค้งคำนับเล็กน้อยพลางส่งยิ้มหวานถาม
"ขอทิกวนอิมแก้วนึง ส่วนของเขาเอาชาผูเอ่อร์" เซียวติ้งกั๋วชิงสั่งตัดหน้าลูกชายไปซะงั้น
"เสี่ยวอวี่ การออกไปลุยในเขตรกร้างน่ะ ประมาทไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญ ห้ามแตะแอลกอฮอล์เด็ดขาด จำกฎเหล็กข้อนี้ไว้ให้ขึ้นใจเลยนะ" เซียวติ้งกั๋วกำชับเสียงเข้ม
เซียวอวี่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
"เสี่ยวอวี่ ที่นี่น่ะ ชั้นหนึ่งเป็นโซนรับรองแขกให้นั่งพักผ่อนชิลๆ ส่วนตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไป จะเป็นโซนชอปปิงขายของสารพัดอย่าง ของที่นี่ส่วนใหญ่ราคาเต็มจะถูกกว่าในร้านค้าออนไลน์ของเครือข่ายขีดสุดนิดหน่อย แต่ก็แหงล่ะ ว่าราคามันก็ยังแรงกว่าตอนเราซื้อแบบหั่นครึ่งราคาอยู่ดี" เซียวติ้งกั๋วอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับพันธมิตรเอชอาร์ให้ลูกชายฟังเป็นฉากๆ
"ขวานคลั่ง" เสียงทักทายดังกังวานแว่วมาแต่ไกล
ชายวัยกลางคนผมสีดอกเลา สวมชุดต่อสู้ซีรีส์ d6 สะพายค้อนรบคู่ยักษ์ไว้บนหลัง กำลังเดินตรงเข้ามาหา ด้านหลังเขามีชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนสองคนเดินตามมาติดๆ ทั้งคู่สวมชุดต่อสู้ซีรีส์ d5 พร้อมสะพายขวานรบและโล่มาแบบจัดเต็ม
พอได้ยินเสียงเรียก เซียวติ้งกั๋วก็เด้งตัวลุกพรวดขึ้นมาทันที แล้วตะโกนตอบ "ตาเฒ่าหลิว ทางนี้เว้ย"
เซียวอวี่หันไปมองตามเสียง ก่อนจะรีบผุดลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยทักทาย "สวัสดีครับลุงหลิว"
ชายผมสีดอกเลาที่เดินนำหน้ามา ก็คือเพื่อนซี้ปึ้กของเซียวติ้งกั๋ว รองกัปตันทีมเหล็กกล้า เจ้าของฉายา นักรบเหล็กกล้าคลั่ง หลิวหยวนผิง นั่นเอง
หลิวหยวนผิงเดินเข้ามาใกล้ๆ กวาดสายตามองเซียวอวี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพูดขึ้น "ไอ้หนุ่ม ไม่เจอกันแค่ปีเดียว โตเป็นหนุ่มแถมหล่อเหลาเอาการขึ้นเยอะเลยนี่หว่า ถอดแบบความหล่อมาจากตาเฒ่าเซียวสมัยหนุ่มๆ เป๊ะเลยนะเนี่ย"
"มานี่เสี่ยวอวี่ เดี๋ยวพ่อจะแนะนำให้รู้จัก สองคนนี้คือ สองวีรบุรุษตระกูลจั่ว จั่วเหยียน กับ จั่วเสวียน ที่โด่งดังกระฉ่อนวงการไงล่ะ" เซียวติ้งกั๋วพูดกลั้วหัวเราะ
สองพี่น้องตระกูลจั่วพยักหน้าทักทายเซียวอวี่เบาๆ ก่อนจะปลดโล่และขวานรบลงจากบ่า แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา
"สวัสดีครับพี่เหยียน พี่เสวียน" เซียวอวี่ยิ้มทักทาย
พอเห็นเซียวอวี่จ้องหน้าพวกเขาสลับกันไปมา คนที่นั่งใกล้เซียวอวี่มากกว่าก็พูดขึ้น "เสี่ยวอวี่ พี่ชื่อจั่วเหยียนนะ ไม่ต้องทำหน้างงไปหรอก พี่กับจั่วเสวียนเป็นฝาแฝดกัน หน้าตาก็เลยก๊อบปี้กันมาเป๊ะๆ มองแวบแรกแยกไม่ออกก็ไม่แปลกหรอก แต่นิสัยพวกพี่คนละขั้วเลยนะ อยู่ด้วยกันไปนานๆ เดี๋ยวก็แยกออกเองแหละ"
"เข้าใจแล้วครับ พี่จั่วเหยียน" เซียวอวี่พยักหน้ารับคำ
ส่วนจั่วเสวียนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอาแต่นั่งเงียบกริบเป็นเป่าสาก ไม่ยอมปริปากพูดอะไรสักคำ
"ทำไมหลี่เชากับจางเส้าหย่งยังไม่โผล่หัวมาอีกเนี่ย" จั่วเหยียนชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดเวลา ดูท่าทางจะเป็นพวกสมาธิสั้นชอบอยู่นิ่งๆ ไม่เป็น
"เสี่ยวอวี่ เห็นนายพกดาบมาสองเล่ม ถนัดใช้ดาบคู่ล่ะสิ" จั่วเหยียนหันไปส่งยิ้มให้เซียวอวี่แล้วพูดต่อ "ในทีมเราจางเส้าหย่งเขาก็เป็นเซียนดาบเหมือนกัน ว่างๆ ก็ไปขอคำชี้แนะจากเขาได้นะ"
"ครับ" เซียวอวี่พยักหน้ารับ
จั่วเหยียนยืดแขนซ้ายออกไปให้สุด เผยให้เห็นรอยแผลเป็นขนาดมหึมาที่เพิ่งจะสมานตัว แล้วหันไปโม้กับเซียวอวี่ต่อ
"ไอ้น้อง เห็นนี่ไหม รอยแผลเป็นบนแขนซ้ายของพี่เนี่ย ได้มาเป็นของแถมตอนไปล่าไอ้ลิงยักษ์เพลิงระดับขุนพลสัตว์ประหลาดขั้นสูงเมื่อปีที่แล้วนู่น ถ้าตอนนั้นพี่ไม่ไหวพริบดีเอาโล่ขึ้นมาบังไว้ทันล่ะก็ กรงเล็บยาวตั้งครึ่งเมตรของมันคงทะลวงไส้พี่ขาดกระจุยไปแล้ว"
"พี่" จั่วเสวียนที่นั่งอยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมาขัดจังหวะซะงั้น
พอโดนเบรกหัวทิ่ม จั่วเหยียนก็เลยคว้าแก้วกาแฟที่พนักงานเพิ่งเอามาเสิร์ฟ ซดรวดเดียวหมดแก้ว แล้วก็หันไปสอดส่องมองรอบๆ ตัวต่อ
"หลี่เชา จางเส้าหย่ง ทางนี้เว้ย" จั่วเหยียนผุดลุกขึ้นยืนแล้วโบกไม้โบกมือเรียกคนที่เพิ่งโผล่มาตรงประตูทางเข้า
เซียวอวี่หันไปมองตามเสียง ก็เห็นชายสองคนกำลังเดินตรงเข้ามา คนหนึ่งรูปร่างสูงปรี๊ดแตะร้อยเก้าสิบเซนติเมตร หุ่นบึกบึนล่ำสัน สวมชุดต่อสู้ซีรีส์ d6 สะพายดาบยักษ์และโล่ใบเขื่องไว้บนหลัง
ส่วนอีกคนที่เดินขนาบข้างมานั้น สูงร้อยแปดสิบกว่าๆ หุ่นดูเพรียวกว่าพี่บิ๊กคนเมื่อกี้หน่อย แต่ก็ยังดูล่ำบึ้กกว่าคนทั่วไปอยู่ดี เขาสวมชุดต่อสู้ซีรีส์ d6 เช่นกัน แต่สะพายหอกรบแบบถอดประกอบได้ไว้บนหลัง
"ไอ้เหยียน กัปตัน" ทั้งสองคนทักทายขึ้นมาแทบจะพร้อมๆ กัน
"พวกแกสองคนรีบๆ เดินหน่อยสิวะ เดี๋ยวฉันจะแนะนำเด็กใหม่ในทีมให้รู้จัก" จั่วเหยียนเร่งยิกๆ
ทั้งสองคนวางอาวุธและโล่ลง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา
"เสี่ยวอวี่ สองคนนี้คือ หลี่เชา กับ จางเส้าหย่ง" เซียวติ้งกั๋วแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้ม
"สวัสดีครับพี่เชา พี่หย่ง" เซียวอวี่ยิ้มทักทายทั้งสองคน
ทั้งสองคนพยักหน้ายิ้มรับ พลางกวาดสายตาประเมินเซียวอวี่อย่างถี่ถ้วน
"นั่งพักแป๊บนึง เดี๋ยวเราจะออกเดินทางกันแล้ว" เซียวติ้งกั๋วเอ่ยขึ้น
"รับทราบครับกัปตัน" ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง เซียวอวี่เองก็เปลี่ยนสรรพนามเรียกพ่อเป็นกัปตันตามไปด้วย
ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาที ทุกคนก็จัดการเครื่องดื่มของตัวเองจนเกลี้ยงแก้ว แล้วเตรียมตัวออกเดินทาง
"ป่ะ ลุยกันเลย"
สมาชิกทีมเหล็กกล้าทั้งเจ็ดชีวิต กระโดดขึ้นรถตู้ของพันธมิตรเอชอาร์ มุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังสถานีรถไฟ เพื่อจับรถไฟออกจากเมืองฐานทัพ มุ่งหน้าสู่เมืองระดับอำเภอหมายเลข 0201
เมืองระดับอำเภอหมายเลข 0201 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองฐานทัพเจียงหนาน ห่างออกไปหลายร้อยลี้ บริเวณใกล้เคียงมีค่ายทหารตั้งกองกำลังรักษาการอยู่
ภายในค่ายทหารได้จัดสรรพื้นที่โซนหนึ่งไว้เป็นจุดแวะพักสำหรับนักสู้โดยเฉพาะ เพื่อให้นักสู้ได้แวะพักเหนื่อยและเติมเสบียง ที่นี่คึกคักไปด้วยผู้คนจากทั้งสำนักนักสู้ขีดสุด สำนักนักสู้สายฟ้า พันธมิตรเอชอาร์ และเจ้าหน้าที่รัฐ แถมชิ้นส่วนสัตว์ประหลาดที่นักสู้ล่ามาได้จากเขตรกร้าง ก็สามารถเอามาเร่ขายที่นี่ได้ด้วย
รถไฟขบวนพิเศษที่ทีมเหล็กกล้าโดยสารมาถึงค่ายทหารพอดีตอนเที่ยงตรง สมาชิกทั้งเจ็ดคนแวะเติมเสบียงอาหารและน้ำดื่มที่จุดแวะพัก แล้วก็รีบออกเดินทางต่อทันที
[จบแล้ว]