- หน้าแรก
- ระบบบันดาลปรารถนาสุดโกง ล่าล้างเขตรกร้าง
- บทที่ 10 - ลุงใหญ่เซียวกั๋วหัว
บทที่ 10 - ลุงใหญ่เซียวกั๋วหัว
บทที่ 10 - ลุงใหญ่เซียวกั๋วหัว
บทที่ 10 - ลุงใหญ่เซียวกั๋วหัว
เขากดซื้อ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น สี่ชั้นแรกทันที
"โปรดยืนยันการสั่งซื้อ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น สี่ชั้นแรก ในราคาซองร้อยห้าสิบล้านเหรียญหัวเซี่ย" ข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่
หลังจากกดปุ่มยืนยัน
"โปรดยืนยันอีกครั้งด้วยการสแกนลายนิ้วมือ" หน้าจอแจ้งเตือนขึ้นมา
เซียวอวี่วางนิ้วลงบนเครื่องสแกนลายนิ้วมือของคีย์บอร์ดไร้สาย
"ติ๊ด"
"ยืนยันลายนิ้วมือเสร็จสมบูรณ์"
"สั่งซื้อสำเร็จ"
"หักเงินสำเร็จ"
"คัมภีร์เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นสี่ชั้นแรกจะถูกจัดส่งถึงบ้านของคุณเซียวอวี่ภายใน 24 ชั่วโมง" ข้อความเด้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจออย่างต่อเนื่อง
เซียวอวี่เปิดดูหมวดอาวุธและชุดต่อสู้ต่อไป
เขาเปิดหน้าจอรายการอาวุธ ไม่นานก็เจอซีรีส์ ดาบจันทร์สีเงินรุ่นที่สาม
เขาเลื่อนหาดาบจันทร์สีเงินรุ่นที่สามโมเดล a5 และ a6 ทันที
ดาบจันทร์สีเงินรุ่นที่สามโมเดล a5 ราคาสิบสองล้านเหรียญหัวเซี่ยสำหรับราคาเต็ม หรือหกล้านเหรียญหัวเซี่ยสำหรับราคาครึ่งเดียวโดยต้องมีแต้มผลงานระดับหนึ่งดาว
ดาบจันทร์สีเงินรุ่นที่สามโมเดล a6 ราคาห้าสิบล้านเหรียญหัวเซี่ยสำหรับราคาเต็ม หรือยี่สิบห้าล้านเหรียญหัวเซี่ยสำหรับราคาครึ่งเดียวโดยต้องมีแต้มผลงานระดับหนึ่งดาว
ปกติดาบรุ่น a6 สามารถใช้ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดระดับขุนพลขั้นสูงได้แทบทุกสายพันธุ์ ถ้าให้พ่อช่วยซื้อแบบครึ่งราคาก็ตกเล่มละยี่สิบห้าล้านเหรียญหัวเซี่ย ซื้อสองเล่มก็ปาเข้าไปห้าสิบล้านเหรียญหัวเซี่ยแล้ว
ราคานี้แพงกว่ารุ่น a6 ของซีรีส์เงาโลหิตรุ่นที่สองเกินเท่าตัว แต่ของแพงก็ย่อมมีดีสมราคา
ส่วนที่เหลือก็มีชุดต่อสู้แบบเต็มยศพร้อมรองเท้าบูต กระเป๋าเป้ และนาฬิกาสื่อสาร กระเป๋าเป้กับนาฬิกาสื่อสารนั้นราคาถูกมาก จ่ายแค่สองแสนก็สอยมาได้แล้ว เขาจึงกดซื้อราคาเต็มไปเลยทันที
แต่ชุดต่อสู้แบบเต็มยศนี่สิแพงหูฉี่ แพงกว่าดาบซีรีส์จันทร์สีเงินซะอีก
ขนาดซีรีส์ d5 ที่กันได้แค่การโจมตีจากสัตว์ประหลาดระดับขุนพลขั้นกลาง ซื้อครบชุดราคาเต็มยังปาเข้าไปสิบแปดล้านเหรียญหัวเซี่ย ต่อให้ซื้อครึ่งราคาก็ยังตั้งเก้าล้านเหรียญหัวเซี่ย ส่วนซีรีส์ d6 ราคาเต็มพุ่งไปถึงแปดสิบล้านเหรียญหัวเซี่ย ครึ่งราคาก็ตั้งสี่สิบล้านเหรียญหัวเซี่ย
ลองดีดลูกคิดคำนวณดูแล้ว เขาก็ตัดสินใจถอยชุดต่อสู้ซีรีส์ d6 แบบเต็มยศ ส่วนอาวุธก็จัดดาบจันทร์สีเงินรุ่น a6 มาสองเล่ม ถ้าฝากซื้อแบบครึ่งราคา เขาก็ยังเหลือเงินทอนอีกตั้งสองสิบล้านกว่าๆ
เงินก้อนนี้เขาตั้งใจจะเก็บไว้ก่อนยังไม่เอาไปใช้ทำอะไร
เช้าวันที่ 3 สิงหาคม เวลาประมาณสิบเอ็ดโมง
มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่หน้าคฤหาสน์ตระกูลเซียวในหมู่บ้านหมิงเยว่
"คุณเซียวอวี่ครับ นี่คือคัมภีร์ที่คุณสั่งซื้อครับ สามารถสแกนลายนิ้วมือของคุณเพื่อเปิดกล่องได้เลยครับ"
พอเห็นชายติดอาวุธครบมือตรงหน้า เซียวอวี่ก็รู้ทันทีว่า เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น มาส่งแล้ว ในที่สุดเขาก็จะได้เห็นวิชาดาบของโลกใบนี้เป็นขวัญตาสักที
เซียวอวี่รับกล่องโลหะผสมที่ปิดผนึกแน่นหนามาจากอีกฝ่าย แล้วใช้นิ้วรูดผ่านด้านบนของกล่อง
"ติ๊ด ยืนยันลายนิ้วมือสำเร็จ"
เสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ดังขึ้น ตามด้วยฝากล่องโลหะที่เปิดออก เผยให้เห็นหนังสือหนาประมาณหนึ่งเซนติเมตร และมีแผ่นดิสก์อีกสองแผ่นวางทับอยู่ด้านบน
เซียวอวี่มองเห็นตัวอักษรบนหน้าปกหนังสือ มันเขียนไว้ชัดเจนว่า เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น
"คุณเซียวอวี่ครับ รบกวนเซ็นรับของด้วยครับ" พนักงานส่งของยิ้มแฉ่ง วันนี้เขามาส่ง เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ที่หมู่บ้านหมิงเยว่ถึงสองชุด ถือว่าฟันกำไรเละเทะเลยทีเดียว
นี่มัน เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ระดับสุดยอดเชียวนะ ต่อให้เป็นแค่ชั้นแรก นักสู้ธรรมดาก็ไม่มีปัญญาซื้อหรอก
"คุณเซียวอวี่ครับ เชื่อว่าคุณคงทราบกฎข้อห้ามหลังจากการซื้อคัมภีร์แล้วใช่ไหมครับ" พนักงานส่งของพูดกลั้วหัวเราะ "แต่ตามระเบียบแล้วผมก็ต้องขอแจ้งให้ทราบอีกรอบนะครับ ลิขสิทธิ์ของคัมภีร์เป็นของผู้คิดค้นวิชา ซึ่งลิขสิทธิ์ของ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น เป็นของท่านเทพสายฟ้า ผู้ซื้อมีสิทธิ์แค่เรียนรู้เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์นำไปถ่ายทอดต่อ ห้ามคัดลอก ห้ามแอบนำไปขาย หรือแอบสอนให้คนอื่นเด็ดขาด หากใครฝ่าฝืน จะถูกกองกำลังร่วมของสำนักนักสู้ขีดสุด สำนักนักสู้สายฟ้า สมาพันธ์ใต้ดิน และกองทัพรัฐบาล ไล่ล่าขั้นเด็ดขาด"
เรื่องนี้เซียวอวี่ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว
และเขาก็รู้อีกด้วยว่า หลังจากที่เขาซื้อ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น ไปแล้ว ฐานข้อมูลส่วนกลางของทั้งสำนักนักสู้ขีดสุด สมาพันธ์ใต้ดิน สำนักนักสู้สายฟ้า และหน่วยงานอื่นๆ ก็จะบันทึกข้อมูลลงไปว่า เซียวอวี่ได้ทำการสั่งซื้อ เพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้น สี่ชั้นแรกไปเป็นที่เรียบร้อย
เพราะงั้นหลังจากนี้ต่อให้เซียวอวี่จะใช้วิชาดาบอัสนีบาตเก้าชั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเขาไม่ได้ซื้อคัมภีร์มาอย่างถูกต้อง แล้วดันทะลึ่งเอาวิชานี้ไปใช้ในการต่อสู้ล่ะก็ ถ้าโดนจับได้เมื่อไหร่เตรียมตัวไปนอนซังเตได้เลย
เพราะรู้กฎข้อนี้ดี เขาถึงยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อมาตรงๆ แทนที่จะงกเงินแล้วใช้ระบบเรียนรู้วิชานี้ทางลัด
เมื่อมองดูคัมภีร์และแผ่นดิสก์สองแผ่นในมือ เซียวอวี่ก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า "ขายคัมภีร์วิชานี่มันรวยเละจริงๆ ด้วยชื่อเสียงของท่านเทพสายฟ้ากับท่านหง ไม่รู้ว่าคนทั่วโลกจะแห่กันมาซื้อคัมภีร์ที่พวกเขาสร้างขึ้นกันเยอะขนาดไหน เม็ดเงินที่พวกเขากอบโกยไปได้คงมหาศาลจนนับไม่ถ้วน รวยกว่าพวกมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกที่เห็นหน้าค่าตากันตามหน้าสื่อตั้งไม่รู้กี่เท่า"
"ไว้ว่างๆ ค่อยลองคิดค้นคัมภีร์วิชาออกมาแบ่งปันบ้างดีกว่า ถือซะว่าหาค่าขนมกรุบกริบ" เซียวอวี่คิดเพลินๆ พลางหิ้วกล่องเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์
สำหรับนักสู้ส่วนใหญ่แล้ว ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดก็คือตอนที่ยังอยู่ในระดับนักรบ นักสู้ในระดับนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้เล่นหน้าใหม่ในเกม ทำได้แค่ล่าสัตว์ประหลาดระดับล่างๆ ที่ขายไม่ได้ราคา ต่อให้ยอมเอาชีวิตเข้าแลกตลอดทั้งปี ก็หาเงินมาได้ไม่เท่าไหร่หรอก
นักสู้ระดับนักรบส่วนใหญ่ก็เลยต้องเกาะติดไปกับทีมของนักสู้ระดับขุนพลรบ เพื่อคอยเก็บเศษเนื้อเศษกระดูกที่เหลือจากพวกเขานั่นแหละ
ต้องรอให้ก้าวขึ้นเป็นระดับขุนพลรบได้เมื่อไหร่นั่นแหละ รายได้ถึงจะพุ่งกระฉูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ช่วงบ่าย ณ สำนักนักสู้ตระกูลเซียว
"เสี่ยวอวี่ หลานเข้าไปดูในเครือข่ายขีดสุดมาหรือยัง" อาสามเซียวกั๋วเซวียนเอ่ยถาม
"เข้าไปดูมาแล้วครับ เมื่อคืนพอกลับถึงบ้านก็ลองเข้าไปสำรวจดู เจอหมวดหมู่ข้อมูลน่าสนใจเพียบเลย" เซียวอวี่ตอบยิ้มๆ "พ่อบอกว่าทางตระกูลเตรียมเงินทุนตั้งต้นไว้ให้ผมก้อนหนึ่งด้วย"
"ใช่แล้วล่ะ สิบห้าล้านเหรียญหัวเซี่ย" อาสามเซียวกั๋วเซวียนยิ้มกว้าง "หลายปีมานี้อาไม่ค่อยได้ออกไปลุยในเขตรกร้างเท่าไหร่ อาศัยอยู่แต่ในเมืองฐานทัพ ลุงใหญ่ก็เลยมอบหมายให้อามาดูแลสำนักนักสู้ตระกูลเซียว แล้วก็พ่วงตำแหน่งดูแลทรัพย์สินของตระกูลไปด้วยเลย ตอนที่พี่หลิงของหลานได้เป็นนักสู้เต็มตัว ทางตระกูลสนับสนุนเงินทุนไปสิบล้านเหรียญหัวเซี่ย แต่ในเมื่อหลานถูกสำนักนักสู้ขีดสุดทาบทามตัวไปในฐานะอัจฉริยะ ทางตระกูลก็เลยเตรียมเงินไว้ให้หลานสิบห้าล้านเหรียญหัวเซี่ย"
"เดี๋ยวอาจะโอนเข้าบัญชีให้เดี๋ยวนี้แหละ" อาสามเซียวกั๋วเซวียนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เข้าแอปพลิเคชันจัดการบัญชีของตระกูล แล้วจัดการโอนเงินสิบห้าล้านเหรียญหัวเซี่ยเข้าบัญชีของเซียวอวี่ทันที
"เรียบร้อย ได้รับหรือยัง"
"ครืด" โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเซียวอวี่สั่นเตือน พอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี
"ได้รับแล้วครับ" เซียวอวี่พยักหน้าตอบรับ
"เสี่ยวอวี่ อย่าลืมบุญคุณที่ตระกูลคอยสนับสนุนหลานล่ะ วันข้างหน้าพอหลานเติบโตแข็งแกร่งขึ้น ก็อย่าลืมกลับมาตอบแทนตระกูลด้วยนะ"
"ต้องตอบแทนยังไงเหรอครับ" เซียวอวี่ถามด้วยความสงสัย
"หลานน่าจะพอรู้ประวัติการก่อตั้งตระกูลเซียวของเรามาบ้างใช่ไหม" อาสามเซียวกั๋วเซวียนยกถ้วยชาบนโต๊ะรับแขกขึ้นมาจิบแล้วเล่าต่อ "ลุงใหญ่ของหลานเริ่มเป็นนักสู้ตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน เขาต้องบุกป่าฝ่าดงต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวอยู่ถึงสี่ห้าปี กว่าจะก้าวขึ้นเป็นนักสู้ระดับขุนพลรบได้สำเร็จ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของตระกูลเซียวของเรา ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งตระกูล ลุงใหญ่ก็ตั้งกฎเอาไว้ว่า ทางตระกูลจะสนับสนุนลูกหลานทุกคนให้ก้าวขึ้นเป็นนักสู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเมื่อใครสอบผ่านเป็นนักสู้เต็มตัวได้สำเร็จ ก็จะได้รับเงินทุนตั้งต้นก้อนหนึ่งไป แต่มีข้อแม้ว่าพอลูกหลานคนนั้นก้าวขึ้นเป็นนักสู้ระดับขุนพลรบได้เมื่อไหร่ จะต้องหักรายได้สุทธิสิบเปอร์เซ็นต์ของทุกปีส่งกลับมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ตระกูล"
"ลุงใหญ่ก็ทำแบบนี้ พ่อของหลานก็ทำแบบนี้ อาเองก็เหมือนกัน ถ้าตอนนั้นอาไม่ออกไปลุยจนได้แผลกลับมา ทำให้แสดงฝีมือได้ไม่เต็มร้อย ป่านนี้อาก็คงไม่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านแบบนี้หรอก"
"ผมเข้าใจครับ"
เซียวอวี่เข้าใจถึงความยากลำบากของตระกูลที่เพิ่งก่อตั้งใหม่แบบนี้ดี รู้ซึ้งถึงความเหนื่อยยากแสนสาหัสในช่วงบุกเบิก และเข้าใจเจตนารมณ์ของลุงใหญ่ที่อยากวางรากฐานให้ตระกูลเติบโตอย่างมั่นคง เขาจึงไม่มีข้อกังขาใดๆ กับกฎระเบียบนี้
"เสี่ยวอวี่ หลานตัดสินใจได้หรือยังว่าจะซื้อคัมภีร์วิชา อาวุธ แล้วก็ชุดต่อสู้แบบไหน" อาสามเซียวกั๋วเซวียนถามต่อ
"ตัดสินใจได้แล้วครับอาสาม เรื่องคัมภีร์ผมซื้อเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นไปแล้ว ผมสนใจวิชาดาบก็เลยซื้อเล่มนี้มา ส่วนเรื่องอาวุธกับชุดต่อสู้ ผมกะว่าจะซื้อของดีๆ หน่อย แต่มันต้องใช้แต้มผลงานระดับหนึ่งดาวด้วย ผมก็เลยยังไม่ได้กดซื้อครับ" เซียวอวี่ตอบไปตามความจริง
อาสามเซียวกั๋วเซวียนหัวเราะร่วนแล้วบอกว่า "ฮ่าๆ เอาอย่างนี้สิ หลานส่งรุ่นอาวุธกับชุดต่อสู้ที่อยากได้มาให้อา เดี๋ยวอาจัดการเป็นธุระซื้อให้เอง แล้วมะรืนนี้หลานค่อยแวะมารับของที่นี่ ถึงเมื่อก่อนอาจะออกไปลุยในเขตรกร้างได้ไม่นาน แต่แต้มผลงานของอาก็แตะระดับสองดาวเชียวนะจะบอกให้"
สีหน้าของอาสามเซียวกั๋วเซวียนเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
หลังจากเป็นขุนพลรบระดับต้น อาสามก็ออกไปลุยในเขตรกร้างแค่ประมาณสามปี แล้วก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย การที่สามารถสะสมแต้มผลงานจนถึงระดับสองดาวได้ภายในเวลาแค่สามปีกว่าๆ แสดงว่าสมัยหนุ่มๆ อาสามก็คงจะห้าวเป้งไม่เบาเลยทีเดียว
เซียวอวี่พยักหน้ารับคำ
"จริงสิ เมื่อวานลุงใหญ่เพิ่งบอกอาว่า คืนนี้แกจะวิดีโอคอลหาหลานผ่านเครือข่ายขีดสุดนะ" เซียวกั๋วเซวียนกำชับ
"ครับ" เซียวอวี่รับคำ
คืนนั้นเวลาประมาณสี่ทุ่ม ภายในห้องโฮมเธียเตอร์บนชั้นสองของคฤหาสน์ตระกูลเซียว
เซียวอวี่กำลังวิดีโอคอลผ่านเครือข่ายขีดสุดกับชายวัยกลางคนในชุดต่อสู้สีฟ้าใสราวกับน้ำแข็ง ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็นน่ากลัวพาดผ่านตั้งแต่หน้าผากฝั่งขวา ลากเฉียงผ่านหว่างคิ้ว ลงมาที่แก้มซ้าย และยาวไปจนถึงติ่งหู โชคดีที่ดวงตา จมูก และปากของเขายังคงสภาพสมบูรณ์ดี
"ลุงใหญ่ครับ ผมมีข่าวดีจะบอก" เซียวอวี่เอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"ฮ่าๆ เสี่ยวอวี่ หลานจะอวดล่ะสิว่าตัวเองได้เป็นนักสู้เต็มตัวแล้ว" เซียวกั๋วหัวหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"แม่นแล้วครับ" เซียวอวี่พยักหน้า
"เมื่อคืนตอนคุยโทรศัพท์กับอาสาม แกก็เล่าให้ลุงฟังแล้วล่ะ นี่แหละเหตุผลที่ลุงต้องวิดีโอคอลมาหาหลานวันนี้ ถึงแม้ว่าตอนหลานได้เป็นนักสู้เต็มตัว ทางตระกูลจะมอบเงินทุนตั้งต้นก้อนหนึ่งให้แล้ว และลุงก็เชื่อว่าพ่อของหลานคงจะเตรียมเงินไว้ให้อีกก้อนแหงๆ ก็เล่นมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่คนเดียวนี่นา" ลุงใหญ่เซียวกั๋วหัวพูดกลั้วหัวเราะ
"ครับ" เซียวอวี่รับคำ
"ทางลุงเองก็เตรียมเงินทุนตั้งต้นไว้ให้หลานเหมือนกัน เป็นถึงหลานชายของเทพสงครามสามหอกทั้งที จะปล่อยให้ออกไปแล้วโดนคนอื่นดูถูกได้ยังไงกัน"
ลุงใหญ่เซียวกั๋วหัว หรือ เทพสงครามสามหอก ผู้คนมักเรียกเขาว่า เซียวสามหอก ฉายานี้ได้มาจากการที่เขาสามารถเผด็จศึกคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดหรือมนุษย์ ได้ภายในสามกระบวนท่าเท่านั้น ไม่ชนะก็แพ้ มีแค่นั้นจริงๆ
สมัยที่ยังเป็นขุนพลรบ เขาก็ถูกเรียกว่าขุนพลรบสามหอก พอปีที่แล้วเลื่อนขั้นเป็นเทพสงคราม คนก็เลยเปลี่ยนมาเรียกเขาว่าเทพสงครามสามหอกแทน
ลุงใหญ่เซียวกั๋วหัวหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "แล้วก็เห็นอาสามบอกว่าหลานซื้อเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นมาฝึกใช่ไหม บังเอิญจริงๆ ลุงมีเพื่อนสนิทคนนึงชื่อหยางเหรินหัว เขาก็ฝึกเพลงดาบอัสนีบาตเก้าชั้นเหมือนกัน ตอนนี้ฝึกไปถึงชั้นที่หกแล้วล่ะ เดี๋ยวอีกสองสามวันลุงจะไปขอสมุดบันทึกเคล็ดลับการฝึกจากเขามาให้นะ"
"ขอบคุณครับลุงใหญ่" เซียวอวี่ดีใจจนเนื้อเต้น
ถึงใครๆ จะบอกว่าคนในสำนักนักสู้ขีดสุดรักใคร่กลมเกลียวกันดี แถมในเว็บบอร์ดนักสู้บนเครือข่ายขีดสุดก็มีคนเอาเคล็ดลับการฝึกมาแบ่งปันกันอยู่บ้าง แต่ของพวกนั้นมักจะกั๊กข้อมูลสำคัญๆ เอาไว้ทั้งนั้นแหละ แทบไม่มีใครยอมเอาเคล็ดลับก้นหีบของตัวเองมาตีแผ่ให้คนอื่นรู้หรอก เคล็ดลับที่ส่งต่อกันในหมู่เพื่อนฝูงแบบนี้นี่แหละถึงจะเต็มไปด้วยน้ำใสใจจริง
การที่ลุงใหญ่ยอมติดหนี้บุญคุณคนอื่นเพื่อเขา ก็พอจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าลุงใหญ่รักและเอ็นดูเขามากแค่ไหน แถมยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของเหล่าผู้ใหญ่ในตระกูลเซียวที่อยากจะปลูกฝังความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่น
"แล้วอีเรื่องนะ ลุงปรึกษากับพ่อของหลานแล้ว ตกลงกันว่าจะให้หลานไปฝังตัวหาประสบการณ์ในทีมขุนพลรบของพ่อหลานก่อน ลูกทีมของพ่อเขามีแต่ยอดฝีมือระดับขุนพลรบทั้งนั้น แบบนี้เวลาหลานออกไปนอกเขตเมืองฐานทัพ ก็จะได้เรียนรู้วิชาเอาตัวรอดได้ง่ายขึ้น แถมยังมีคนคอยคุ้มกันให้ด้วย"
"เอ๊ะ" เซียวอวี่ร้องอุทานด้วยความแปลกใจ
"เรื่องนี้ลุงรายงานให้จูเก่อเทาแห่งเมืองฐานทัพเจียงหนานรับทราบเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวอีกสองสามวันเจ้าอู๋คงจะเอาเรื่องมาแจ้งให้หลานทราบเองแหละ"
แม้ว่าเทพสงครามจะมีเส้นสายใหญ่โตแค่ไหน แต่การจะฝากฝังลูกหลานตัวเองเข้าไปอยู่ในทีมใดทีมหนึ่ง ก็ต้องทำเรื่องขออนุมัติจากผู้ดูแลของสำนักนักสู้ขีดสุดก่อนอยู่ดี แต่โดยทั่วไปแล้ว ขอแค่คนในทีมนั้นๆ ตกลงปลงใจรับเข้าทีม ทางผู้ดูแลก็ไม่ค่อยจะเข้ามาจุ้นจ้านอะไรหรอก
"เอาล่ะ เรื่องที่จะบอกก็มีแค่นี้แหละ หลานก็ตั้งใจฝึกซ้อมให้ดี อย่าได้เกียจคร้านเชียวนะ" ลุงใหญ่เซียวกั๋วหัวกำชับทิ้งท้าย
"ครับ ผมเข้าใจแล้วครับลุงใหญ่" เซียวอวี่รับคำ
หลังจากวิดีโอคอลจบลงได้ไม่นาน เซียวอวี่ก็ได้รับแจ้งเตือนเงินโอนเข้าจากเครือข่ายขีดสุด พอเปิดดูก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่ามียอดเงินโอนเข้ามามากถึงสองร้อยล้านเหรียญหัวเซี่ย
ตอนนี้ในบัญชีของเซียวอวี่มีเงินนอนนิ่งอยู่ถึงสองร้อยยี่สิบล้านเหรียญหัวเซี่ย ซึ่งถือว่าเยอะกว่าทรัพย์สินของขุนพลรบหน้าใหม่บางคนซะอีก
จะปล่อยให้เงินก้อนโตนอนแช่เย็นอยู่ในบัญชีเฉยๆ ก็ดูจะเสียของเปล่าๆ อีกอย่าง ตอนนี้เซียวอวี่ก็กำลังจะออกไปลุยในเขตรกร้างแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิธีซื้อเนื้อสัตว์ประหลาดมาปั๊มแต้มปรารถนาอีกต่อไป
ในเมื่อเงินก้อนนี้ยังไม่ได้เอาไปทำอะไร สู้เอาไปลงทุนให้มันงอกเงยดีกว่า ลองนึกทบทวนดูในบรรดาเพื่อนฝูงที่รู้จัก ก็เห็นจะมีแค่หลัวหัวน้องชายของหลัวเฟิงคนเดียวนี่แหละที่มีพรสวรรค์ระดับอัจฉริยะด้านการลงทุน
ถ้าโลกนี้ไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตเอเลี่ยนบุก ต่อให้หลัวเฟิงไม่ได้เป็นนักสู้ แต่ด้วยพรสวรรค์ด้านการลงทุนของหลัวหัวเพียงคนเดียว ก็สามารถพยุงฐานะของครอบครัวหลัวให้อยู่ดีกินดีบนโลกใบนี้ได้สบายๆ
ช่วงก่อนที่หลัวเฟิงจะสอบติดเป็นนักสู้ หลัวหัวก็แอบศึกษาเรื่องการเล่นหุ้นด้วยตัวเอง จนสามารถเสกเงินค่าขนมหลักพันให้กลายเป็นเงินสองหมื่นได้
ถึงเขาจะไม่เคยเรียนคอร์สการลงทุนแบบเป็นล่ำเป็นสัน แต่ก็สามารถปั่นป่วนตลาดหุ้นบนโลกได้อย่างสบายมือ และยิ่งหลังจากที่ขาทั้งสองข้างกลับมาเดินได้ปกติ พรสวรรค์ของหลัวหัวก็ยิ่งฉายแสงเจิดจ้า โชว์ฝีมือการลงทุนที่ทำเอาหลายคนต้องอ้าปากค้าง ตลาดหุ้นบนโลกนี่มันก็แค่สระน้ำเด็กเล่นสำหรับเขาเท่านั้นแหละ เป้าหมายที่แท้จริงของเขามันคือตลาดหุ้นระดับจักรวาลต่างหากล่ะ เรียกได้ว่าเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์ สาขาจักรวาลเลยก็ว่าได้
หุ้นตัวไหนที่ผ่านมือหลัวหัวไปล่ะก็ การันตีได้เลยว่ามีแต่รวยกับรวย ไม่มีคำว่าขาดทุนให้ระคายเคืองใจ จังหวะผีผลักดวงขึ้นหน่อยก็ฟันกำไรเละเทะเป็นเด้งๆ
ตอนนี้ทั้งหลัวเฟิงและหลัวหัวยังเป็นแค่มือใหม่หัดขับ ถ้าเอาเงินไปให้หลัวหัวช่วยบริหารให้ นอกจากจะได้กระชับมิตรภาพกับหลัวเฟิงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยปั่นเงินให้งอกเงยได้อีกด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแบบนี้ ใครล่ะจะไม่เอา
เช้าวันที่ 4 สิงหาคม เวลาประมาณสิบโมง
ภายในห้องรับแขกชั้นหนึ่งของคฤหาสน์ตระกูลหลัว
หลัวเฟิงชงกาแฟจากเครื่องชงที่มุมห้องแล้วยื่นส่งให้ เซียวอวี่รับมาจิบไปอึกหนึ่งแล้วเปิดบทสนทนา "ฉันได้ยินมาว่าน้องชายนายหัวไวด้านการลงทุนนี่นา"
หลัวเฟิงหัวเราะเบาๆ "จะเรียกว่าพรสวรรค์หรือเปล่าก็พูดได้ไม่เต็มปากหรอกนะ แต่เรื่องที่เขาเล่นหุ้นมาสามปีแล้วปั่นพอร์ตโตขึ้นหลายเท่าตัวนั่นน่ะเรื่องจริง ว่าแต่นายไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนเนี่ย"
เซียวอวี่ยิ้มกริ่ม "อย่าไปสนใจเลยว่าฉันรู้ได้ยังไง ขอแค่เป็นเรื่องจริงก็พอแล้ว"
หลัวเฟิงพยักหน้ารับ
เซียวอวี่ทำหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย "งั้นก็แจ๋วเลย พอดีฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนนายหน่อยน่ะ"
หลัวเฟิงเลิกคิ้วด้วยความสงสัย "เรื่องอะไรล่ะ"
"คือว่า ตอนนี้ฉันมีเงินก้อนนึงนอนนิ่งๆ อยู่ในบัญชี ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี ได้ข่าวมาว่าน้องชายนายเล่นหุ้นเก่ง ชนิดที่ว่าจับตัวไหนก็รุ่ง ฉันเลยกะจะเอาเงินก้อนนี้ไปให้เขาช่วยปั้นให้หน่อยน่ะ" เซียวอวี่บอกจุดประสงค์ที่มาวันนี้ออกไปตรงๆ
"ก็ได้นะ งั้นเดี๋ยวฉันไปเรียกเขามาให้ นั่งรอแป๊บนึงนะ" หลัวเฟิงรับปาก
เขาเดินออกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข็นวีลแชร์พาหลัวหัวเข้ามาในห้องรับแขก
"พี่อวี่ พี่เฟิงบอกว่าพี่อยากให้ผมช่วยเล่นหุ้นให้เหรอครับ" หลัวหัวเอ่ยปากถาม
มองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าที่เค้าโครงหน้าละม้ายคล้ายหลัวเฟิง แต่ดูหล่อเหลาและอ่อนเยาว์กว่ามาก ช่างดูขัดกับภาพลักษณ์ฉลามร้ายแห่งวงการการเงินระดับจักรวาลในอนาคตเสียเหลือเกิน
"อืม ใช่แล้วล่ะ" เซียวอวี่ตอบรับ "รับรองว่าพี่ไม่ปล่อยให้น้องเหนื่อยฟรีๆ หรอกน่า"
หลัวหัวถามต่อ "ยอดเงินประมาณเท่าไหร่ครับ"
เซียวอวี่ยิ้มมุมปาก ก่อนจะเผยตัวเลขที่ทำเอาคนฟังแทบหงายหลัง "สองร้อยยี่สิบล้าน"
ด้วยความที่เซียวอวี่เข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ หลัวเฟิงก็เลยรอดตัวไม่ต้องเข้าไปนอนกินข้าวแดงในซังเต เรื่องที่โจวหัวหยางต้องจ่ายเงินค่าทำขวัญ หรือเรื่องที่จางเจ๋อหู่ต้องโร่มาเจรจาจ่ายค่าไถ่เพื่อแลกกับอิสรภาพของจางเฮ่าไป๋ก็พลอยอันตรธานหายวับไปด้วย ส่งผลให้เรื่องที่หลัวหัวจะได้รับเงินทุนห้าแสนจากหลัวเฟิงก็เป็นอันต้องพับโปรเจกต์เก็บเข้ากรุไปโดยปริยาย
แม้ว่าเงินสองร้อยยี่สิบล้านเหรียญหัวเซี่ยจะเป็นเม็ดเงินมหาศาล แต่สำหรับเซียวอวี่แล้วมันก็แค่ขนหน้าแข้งร่วงไม่กี่เส้นเท่านั้น ด้วยพลังโกงที่เขามี ขอแค่ก้าวเท้าเข้าสู่เขตรกร้าง พลังของเขาก็จะพุ่งพรวดพราดราวกับติดจรวด ในอนาคตต่อให้ต้องหาเงินอีกกี่ร้อยกี่พันล้าน มันก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
ที่เขายอมทุ่มทุนสร้างควักเงินสองร้อยยี่สิบล้านเหรียญหัวเซี่ยออกมาในตอนนี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่ออยากจะทดสอบกึ๋นของหลัวหัวดูสักหน่อย ว่าฝีมือการบริหารจัดการพอร์ตระดับร้อยล้านของเขาจะเจ๋งแค่ไหน และอีกใจหนึ่งก็อยากจะหยั่งเชิงดูสติปัญญาและความยับยั้งชั่งใจของเขาด้วย ว่าเมื่อได้สิทธิ์ในการจัดการเงินก้อนโตขนาดนี้แล้ว เขาจะหน้ามืดตามัวแอบตุกติกอะไรหรือเปล่า
"สองร้อยยี่สิบล้าน" หลัวหัวร้องเสียงหลง นี่มันเงินก้อนโตที่สุดในชีวิตที่เขาเคยเจอมาเลยนะ เมื่อกี้เขายังนั่งกุมขมับเครียดกับยอดเงินสามหมื่นกว่าเหรียญหัวเซี่ยในพอร์ตอยู่เลย ทั้งๆ ที่โอกาสทองในการทำกำไรลอยมาอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ดันมาตกม้าตายเพราะเงินทุนไม่หนาพอ ทำเอาเขาอึดอัดจนแทบคลั่ง
แต่จู่ๆ ก็มีเศรษฐีใจป้ำตกมาจากฟ้า หอบเงินสองร้อยยี่สิบล้านเหรียญหัวเซี่ยมาประเคนให้ถึงที่ นี่มันเหนือความคาดหมายสุดๆ
ก่อนหน้านี้หลัวเฟิงก็เคยแอบเดาไว้ว่า ชาติตระกูลของเซียวอวี่คงไม่ธรรมดาแน่ๆ และเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาก็เพิ่งรู้ความจริงจากปากอู๋ทงว่า ตระกูลเซียวมีถึงยอดฝีมือระดับเทพสงครามคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ ตอนที่ได้ยินข่าวนี้ครั้งแรก เขาถึงกับอ้าปากค้าง ไม่นึกเลยว่าเพื่อนที่ทำตัวติดดินมาตลอด จะมีแบ็กอัปที่ยิ่งใหญ่กว่าครอบครัวของไอ้จางเฮ่าไป๋แบบเทียบไม่ติดฝุ่น
ดังนั้นพอมาเห็นเซียวอวี่ควักเงินสองร้อยกว่าล้านออกมาลงทุนหน้าตาเฉยแบบนี้ เขาก็เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่แล้ว
เซียวอวี่มองเห็นสีหน้าของทั้งสองคน ก็รีบพูดต่อ "ไม่ต้องเกร็งไปหรอกน่า คิดซะว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินลงทุนก็แล้วกัน ถ้าปั้นกำไรได้ พี่แบ่งเปอร์เซ็นต์ให้เราสองส่วนเลย แต่ถ้าขาดทุนเมื่อไหร่ พี่รับจบเอง"
"แบ่งให้ตั้งสองส่วน มันไม่เยอะไปหน่อยเหรอครับ" หลัวหัวที่ศึกษาเรื่องหุ้นมาด้วยตัวเอง รู้ดีว่าปกติแล้วส่วนแบ่งมันอยู่ที่ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละ
เงินต้นสองร้อยยี่สิบล้านเนี่ย ต่อให้ปีนี้ทำกำไรได้แค่เท่าตัว ส่วนแบ่งสองส่วนก็ปาเข้าไปตั้งสี่สิบสี่ล้านแล้วนะ
"พี่กับพี่ชายเราก็ซี้กันอยู่แล้ว แถมพี่ยังเอ็นดูเราเหมือนน้องชายแท้ๆ อีก ส่วนแบ่งแค่นี้จิ๊บๆ น่า คิดซะว่าเป็นของรับขวัญจากพี่ก็แล้วกัน ตกลงตามนี้นะ"
"ขอบคุณพี่อวี่มากครับที่ไว้ใจผม ผมสัญญาว่าจะปั้นเงินสองร้อยยี่สิบล้านก้อนนี้ให้กลายเป็นพันล้าน สองพันล้านให้ได้เลยครับ" หลัวหัวไม่ปฏิเสธอีกต่อไป
เซียวอวี่อึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งขึ้นมา "เออ ถ้านายจะซื้ออาวุธหรืออุปกรณ์อะไรแล้วเงินขาดมือ ก็มายืมฉันก่อนได้นะ ไว้มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืน"
หลัวเฟิงตาลุกวาวด้วยความดีใจ "แจ๋วเลย พอดีฉันเล็งอาวุธสเปกเทพๆ ไว้อยู่เหมือนกัน แต่กระเป๋าตังค์แบนแต๊ดแต๋เลยว่ะ"
แต่แล้วเขาก็หันไปมองหน้าเซียวอวี่แบบจับผิด "นี่นายไม่กลัวฉันจะเบี้ยวหนี้เหรอวะ"
"ฉันเชื่อใจนายหว่ะ แค่ปีเดียว เงินแค่นี้มันก็กลายเป็นเศษเงินสำหรับนายไปแล้ว" เซียวอวี่ยืนยันหนักแน่น
"นายเชื่อใจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ" หลัวเฟิงเริ่มระแวง
"อืม ฉันเชื่อใจนาย ยิ่งกว่าที่นายเชื่อใจตัวเองซะอีก"
ท้ายที่สุดหลัวเฟิงก็ตัดสินใจเข้าร่วมทีมค้อนไฟตามคำแนะนำของผู้ดูแลจูเก่อ และได้ฝากให้ เฉินกู่ หรือ ฉายาปืนใหญ่ ช่วยจัดการเรื่องซื้อชุดต่อสู้และอาวุธให้
ชุดต่อสู้ซีรีส์ d5 แบบเต็มยศราคาครึ่งเดียวอยู่ที่เก้าล้าน ดาบเงาโลหิตรุ่นที่สองซีรีส์ a6 ราคาครึ่งเดียวอยู่ที่สิบล้าน โล่ซีรีส์ 5 ราคาล้านห้า มีดบินซีรีส์ 7 จำนวนสิบเล่ม ราคาปาเข้าไปสิบห้าล้าน เบ็ดเสร็จรวมยอดทั้งหมดสามสิบห้าล้านห้าแสน
เมื่อได้ดาบและมีดบินที่ทรงอานุภาพมาไว้ในครอบครอง เส้นทางการผจญภัยในเขตรกร้างของหลัวเฟิงก็ดูจะโรยด้วยกลีบกุหลาบมากขึ้น
[จบแล้ว]