- หน้าแรก
- ยอดกวีขยี้บัลลังก์
- บทที่ 505 - มีเงื่อนงำ
บทที่ 505 - มีเงื่อนงำ
บทที่ 505 - มีเงื่อนงำ
บทที่ 505 - มีเงื่อนงำ
รถม้าขบวนยาวเหยียดเคลื่อนตัวออกมา องค์หญิงฉางเล่อเลิกม่านรถขึ้นพลางยิ้มกล่าว "ไอ้หยา มากันครบแล้ว วันนี้อากาศดีเช่นนี้ พวกเราไปทัศนาจรด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ"
องค์หญิงอวี้จางยิ้มตอบ "ก็เพราะได้ยินพี่หญิงบอกว่าจะไปเที่ยวเล่น พวกเราถึงได้รีบแจ้นมานี่อย่างไรเล่าเจ้าคะ!"
ขบวนยาวเหยียดมุ่งหน้าออกไปนอกหมู่บ้าน
ภายใต้ท้องฟ้าสีครามเมฆสีขาว ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านทุ่งหญ้าสีทอง
ขบวนรถม้าหยุดลง เหล่าสาวใช้และองครักษ์ต่างวุ่นอยู่กับการจัดการสิ่งของบนรถม้าเพื่อจัดเตรียมสถานที่
องค์หญิงฉางเล่อและองค์หญิงอวี้จางก้าวลงมา เมื่อได้เห็นทัศนียภาพอันกว้างไกลก็รู้สึกปลอดโปร่งยิ่งนัก นี่คือบรรยากาศแห่งอิสรภาพ
ทว่าหลี่จื้อและองค์หญิงเกาหยางกลับไม่ได้ซาบซึ้งกับบรรยากาศถึงเพียงนั้น ทั้งสองคนเดินวนเวียนอยู่รอบรถม้า อยากจะดูว่าในรถม้ามีของดีอะไรบ้าง
มีรถม้าขนาดใหญ่คันหนึ่งถูกคลุมผ้าไว้อย่างมิดชิดโดยไม่ได้เปิดออก หลี่จื้อจึงถามด้วยความประหลาดใจว่า "ในนี้คืออะไรหรือ?"
"ข้างในคือบอลลูนลมร้อนพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์รีบตอบทันที
หลี่จื้อและองค์หญิงเกาหยางได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นจนกระโดดตัวลอย
"บอลลูนลมร้อน? ในนี้คือบอลลูนลมร้อนหรือ?"
"ยอดไปเลย! วิเศษที่สุด!"
ไม่ใช่เพียงแค่ทั้งสองคนเท่านั้นที่ตื่นเต้น แม้แต่องค์หญิงอวี้จาง หลี่เค่อ และหลี่ไท่ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงองค์หญิงเจินจูที่เฝ้าคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา
องค์หญิงเจินจูควบม้าตรงไปที่ข้างรถม้าคันนั้นทันที ราวกับอยากจะมองทะลุเข้าไปดูบอลลูนลมร้อนที่อยู่ข้างใน
ซูเฉิงหัวเราะ "เอาล่ะ อย่าไปรุมล้อมกันอยู่ตรงนั้นเลย มาแข่งม้ากันก่อนเถอะ"
เดิมทีองค์หญิงเจินจูที่ชอบการแข่งม้าเป็นชีวิตจิตใจ กลับรู้สึกหมดความสนใจในการแข่งม้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น การแข่งม้าจะไปน่าสนุกเท่ากับการได้นั่งบอลลูนลมร้อนโบยบินบนท้องฟ้าได้อย่างไร?
ทว่า ในเมื่อซูเฉิงบอกว่าให้แข่งม้าก่อน ก็ต้องแข่งม้าก่อน องค์หญิงเจินจูจึงกล่าวเร่ง "ไปกันเถอะ ไปแข่งม้ากัน!"
ซูเฉิงชี้ไปที่ที่ไกลๆ พลางยิ้มกล่าว "เห็นหรือไม่ เส้นทางจากตรงนั้น วนรอบเนินเขาเล็กๆ นั่นแล้วย้อนกลับมาที่นี่"
"ตกลง!" องค์หญิงเจินจูขานรับเสียงใส จากนั้นก็ควบม้าตรงไปยังเส้นทางใต้เนินเขาทันที
หลี่เค่อเหลือบมองซูเฉิงแวบหนึ่ง ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้าควบตามไปติดๆ
หลี่ไท่ขึ้นม้าอย่างอืดอาด เขาเหลือบมองซูเฉิงและพบว่าซูเฉิงกำลังมองเขาด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย ก็รู้ทันทีว่าคงหนีไม่พ้นแน่
"ให้ข้าลองขี่ม้าชื่อทู่ของเจ้าดูได้ไหม?" หลี่ไท่ถาม เขาคิดว่าม้าชื่อทู่ต้องดีกว่าม้าของเขามากแน่ๆ
"
ซูเฉิงส่ายหน้า "ม้าชื่อทู่มีความจงรักภักดีอย่างยิ่ง ผู้อื่นไม่อาจขี่ได้"
หลี่ไท่ถึงกับพูดไม่ออก เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าม้าของเจ้าคือม้าชื่อทู่ในตำนานน่ะ?
"เอาเถอะ รีบไปเถอะ อย่ามัวแต่อืดอาดเลย ไม่มีใครคิดว่าท่านจะชนะหรอก ถึงแพ้ก็ไม่เสียหน้า ท่านยังคงเป็นเว่ยอ๋องอยู่ดี จะกังวลไปทำไมกัน?" ซูเฉิงคะยั้นคะยอให้เขาไปแข่งม้า
"ในเมื่อรู้กันอยู่แล้วว่าข้าต้องแพ้แน่ แล้วเหตุใดถึงยังต้องบังคับให้ข้าแข่งอีกล่ะ?" หลี่ไท่บ่นงึมงำขณะควบม้าออกไป
ม้าทั้งสามตัวยืนเรียงหน้ากระดานอยู่บนเส้นทาง ซูเฉิงตะโกนก้อง "เตรียมตัว สาม สอง หนึ่ง เริ่มได้!"
สิ้นเสียงของซูเฉิง หลี่เค่อและองค์หญิงเจินจูทะยานออกไปพร้อมกันทันที
เดิมทีองค์หญิงเจินจูก็ชอบการแข่งม้าอยู่แล้ว ในเมื่อซูเฉิงบอกว่าไม่ต้องออมมือให้อู๋อ๋อง นางก็อยากจะรีบวิ่งให้จบเรื่องไป
หลี่เค่อเองก็จริงจังยิ่งกว่าเดิม เพราะเขาไม่อยากพ่ายแพ้ให้กับเด็กสาวคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะดูเสียหน้าเกินไป ไม่ใช่แค่เขาที่เสียหน้า แม้แต่ไป๋ถีอูก็คงเสียหน้าไปด้วย
อีกอย่าง ในเมื่อเสด็จพ่อมีแผนจะให้มีการเชื่อมสัมพันธ์ เช่นนั้นเขาก็ยิ่งต้องเอาชนะองค์หญิงเจินจูและสยบนางให้ได้
ม้าทั้งสองห่อตะบึงประดุจสายฟ้าฟาด หลี่เค่อและองค์หญิงเจินจูควบคู่กันมาอย่างไม่มีใครยอมใคร
องค์หญิงฉางเล่อ องค์หญิงอวี้จาง และคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่บนเนินเขามองเห็นการแข่งขันทั้งหมดได้ชัดเจน เมื่อเห็นท่วงท่าการควบม้าอันสง่างามขององค์หญิงเจินจู พวกนางก็รู้สึกชื่นชมและใฝ่ฝันอยากเป็นเช่นนั้นบ้าง
ดวงตาคู่โตขององค์หญิงเกาหยางเปล่งประกายระยิบระยับ "ว้าว! เท่เหลือเกิน! ข้าอยากเรียนขี่ม้าบ้าง ข้าอยากได้ยอดม้าสักตัว!"
องค์หญิงฉางเล่อกล่าวเสียงนุ่ม "จำกฎเกณฑ์ในวังไม่ได้แล้วหรือ?"
องค์หญิงเกาหยางบ่นอุบ "ก็แอบเรียนเอาสิเจ้าคะ!"
เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ขององค์หญิงฉางเล่อที่ฉายชัดถึงความปรารถนา ซูเฉิงจึงถามเบาๆ ว่า "เจ้าอยากจะลองดูหรือไม่?"
องค์หญิงฉางเล่อถามด้วยความประหลาดใจ "หม่อมฉันหรือเจ้าคะ? ขี่ม้าน่ะหรือ?"
ซูเฉิงยิ้ม "ใช่แล้ว หากเจ้าอยากเรียน ข้าสอนเจ้าได้นะ"
ซูเฉิงไม่ได้ใส่ใจกฎเกณฑ์มารยาทในวังหลวงนัก เด็กผู้หญิงขี่ม้าจะเป็นไรไป? ดูเท่จะตายไป อีกทั้งยังเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกด้วย เรื่องดีๆ เช่นนี้มีแต่ได้กับได้ไม่ใช่หรือ?
องค์หญิงฉางเล่อปรารถนาอย่างยิ่งแต่ก็ยังลังเล "แต่นี่... หากเรื่องแพร่ออกไปคงดูไม่งาม!"
ซูเฉิงยิ้ม "มีอะไรไม่งามกัน? อีกอย่าง ก็แค่ขี่ในหมู่บ้านตระกูลซู ไม่มีคนอื่นเห็นเสียหน่อย การขี่ม้าความจริงก็น่าสนุกนะ เจ้าเองก็ผอมเกินไปแล้ว ได้ขี่ม้าออกกำลังบ้างร่างกายจะได้แข็งแรงขึ้น"
องค์หญิงฉางเล่อฟังแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก นางมุ่ยปากเล็กน้อยพลางตรัสว่า "ท่านพี่ ท่านจะตามใจหม่อมฉันจนเสียนิสัยแล้วนะเจ้าคะ"
ซูเฉิงยิ้ม "ไม่เสียนิสัยหรอก"
ช่างหวานชื่นเหลือเกิน องค์หญิงอวี้จางที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็ได้แต่อิจฉาอยู่ในใจ
องค์หญิงฉางเล่อรู้สึกหวั่นไหวตามคำชวน นางมองไปยังม้าที่ซูเฉิงนั่งอยู่แล้วตรัสถามว่า "วันนั้นที่ท่านพี่แข่งม้ากับองค์หญิงเจินจูก็ดุเดือดเช่นนี้หรือเจ้าคะ?"
ซูเฉิงส่ายหน้าหัวเราะ "ไม่ดุเดือดขนาดนี้หรอก ตลอดการแข่งขันข้ายังไม่รู้เลยว่าองค์หญิงเจินจูอยู่ตรงไหน"
ทุกคนต่างพากันหลุดขำออกมา
องค์หญิงอวี้จางหัวเราะคิกคัก "จริงหรือเจ้าคะ? ม้าชื่อทู่รวดเร็วถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
ซูเฉิงยิ้ม "แน่นอนสิ ยอดม้าอันดับหนึ่งในใต้หล้าไม่ได้มีไว้แค่คุยโวหรอกนะ"
หลี่จื้อตะโกนเสียงหลงด้วยความตื่นเต้น "ดูนั่น! กำลังจะถึงเส้นชัยแล้ว! พี่สามจะชนะหรือว่าองค์หญิงเจินจูจะชนะกันแน่?"
หลี่เค่อและองค์หญิงเจินจูควบม้าเคียงคู่กันมาจนเกือบจะแยกไม่ออก การมองลงมาจากบนเนินเขาเช่นนี้ตัดสินได้ยากยิ่งว่าใครเป็นฝ่ายนำ
ส่วนหลี่ไท่นั้นถูกทิ้งห่างอยู่ไกลลิบ เพิ่งจะวิ่งมาได้เพียงครึ่งทางกว่าๆ เท่านั้น
แม้ว่าม้าของหลี่ไท่จะเป็นยอดม้าเช่นกัน แต่เขากลับอ้วนเกินไป อีกทั้งฝีมือการขี่ม้าก็ไม่ได้ความ ความเร็วจึงไม่อาจเทียบใครได้
หลี่เค่อและองค์หญิงเจินจูพุ่งเข้าสู่เส้นชัยพร้อมกัน ทั้งสองยังคงควบม้าต่อไปอีกครู่หนึ่งจึงควบคุมม้าให้หยุดลงได้
"ใครชนะล่ะ?" ซูเฉิงถามพร้อมรอยยิ้ม
หลี่เค่อยิ้มอย่างจนใจ "ยังคงเป็นองค์หญิงที่เหนือกว่าหนึ่งขั้น"
บนใบหน้าขององค์หญิงเจินจูไม่มีท่าทีลำพองใจแต่อย่างใด นางยิ้มกล่าวว่า "เพราะตัวข้าเบากว่าต่างหาก ไม่เช่นนั้นข้าคงเป็นฝ่ายแพ้ไปแล้ว"
องค์หญิงอวี้จางยิ้ม "นี่แหละที่เรียกว่าฝีมือสูสีกัน!"
ซูเฉิงยิ้มกล่าว "เมื่อครู่มองจากบนเขา เห็นพวกท่านควบม้าตีคู่กันมา ช่างให้ความรู้สึกประดุจบุรุษมากพรสวรรค์สตรีงามที่เป็นคู่เซียนสวรรค์จริงๆ"
หลี่ไท่ที่เพิ่งควบม้าตามขึ้นมาได้ฟังคำพูดของซูเฉิงก็ถึงกับชะงักไป เดี๋ยวก่อนนะ? หมายความว่าอย่างไร?
บุรุษมากพรสวรรค์สตรีงาม? คู่เซียนสวรรค์?
ซูเฉิงกำลังพูดเล่นอย่างนั้นหรือ?
ต่อให้จะเป็นการพูดล้อเล่น แต่คำล้อเล่นนี้ดูจะเกินไปหน่อยกระมัง?
อีกฝ่ายเป็นถึงองค์หญิงแห่งโท่วฟาน ส่วนหลี่เค่อก็เป็นชินอ๋องแห่งต้าถัง เรื่องการแต่งงานย่อมไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถตัดสินใจเองได้ อีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงกิจการบ้านเมืองของทั้งสองประเทศ
คำพูดเช่นนี้จะพูดจาส่งเดชไม่ได้เด็ดขาด?
ทว่า ซูเฉิงเป็นคนที่จะพูดจาส่งเดชอย่างนั้นหรือ?
ไม่ หลี่ไท่กลอกตาไปมาพลางครุ่นคิด เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ช่วงนี้เขารู้สึกว่ามีเรื่องราวที่พิกลยิ่งนัก
เหตุใดหลี่เค่อถึงได้รับความโปรดปรานอย่างสูงขึ้นมาอย่างกะทันหัน?
เหตุใดเสด็จพ่อถึงให้หลี่เค่อขี่ม้าไป๋ถีอูเข้าร่วมการแข่งขัน?
เหตุใดเสด็จพ่อถึงมอบม้าไป๋ถีอูให้หลี่เค่อดูแล?
เหตุใดวันนี้ซูเฉิงถึงต้องจัดงานแข่งม้าขึ้นมาอีก?
(จบแล้ว)