- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 3 - เข้าสู่วิถีมาร
บทที่ 3 - เข้าสู่วิถีมาร
บทที่ 3 - เข้าสู่วิถีมาร
ฉิวหลิ่วใช้แววตาไร้เดียงสามองลู่เฮิ่นเกอด้วยความหวาดกลัว แม้จะหลบอยู่ด้านหลังผู้เป็นอาจารย์ ทว่านางก็ยังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเยียบเย็นจากศิษย์พี่ใหญ่ของตนเอง
ในความเลื่อนลอยนั้นฉิวหลิ่วรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง
ศิษย์พี่ใหญ่ที่คอยตามใจนางมาโดยตลอดกลับใช้สายตาเย็นชาปานน้ำแข็งจ้องมองนางเช่นนี้
แต่ว่า ...
นางไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย
ความจริงที่ว่าลู่เฮิ่นเกอสมคบคิดกับเผ่ามารและสังหารเผ่ามนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ดิ้นไม่หลุด นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์น้องเล็กพูดออกมาจากปากของเขาเอง จะเป็นเรื่องโกหกไปได้อย่างไร
ศิษย์น้องเล็กเป็นคนจิตใจดีและจริงใจถึงเพียงนั้น ย่อมไม่มีทางพูดโกหกอย่างเด็ดขาด
เมื่อคิดได้ดังนี้ความขุ่นเคืองในใจของฉิวหลิ่วก็เพิ่มพูนขึ้น
ศิษย์พี่ใหญ่นี่แย่จริงๆ !
ตัวเองทำผิดแท้ๆ กลับยังมาแสดงท่าทีเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจนัก ศิษย์พี่ใหญ่ที่อ่อนโยนเป็นกันเองและสง่างามในอดีตยังจะน่าคบหาเสียกว่า
"หลิ่วเอ๋อร์อย่ากลัวไปเลย"
"อาจารย์อยู่นี่แล้ว"
ลู่เซิงกุมมือขาวเนียนดุจหยกของฉิวหลิ่วไว้อย่างอ่อนโยน พลังปราณอันมหาศาลทว่าสงบนิ่งสายหนึ่งถูกส่งผ่านเข้าไปในร่างของฉิวหลิ่ว ชั่วพริบตานั้นความรู้สึกหวาดกลัวของฉิวหลิ่วก็มลายหายไปจนสิ้น
ลู่เซิงมีความมั่นใจพอที่จะพูดเช่นนี้
ทั่วทั้งสำนักเต๋าสามพัน ผู้ที่มีระดับตบะทัดเทียมกับนางมีไม่เกินห้าคน
ชาติก่อนลู่เฮิ่นเกอยืนอยู่บนจุดสูงสุดของผู้ฝึกตนในโลกใบนี้ ห่างจากการโบยบินขึ้นเป็นเซียนเพียงก้าวเดียว แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอีกห้าร้อยปีให้หลัง ลู่เฮิ่นเกอในยามนี้แค่หลินสิงยังสู้ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหญิงแพศยาอย่างลู่เซิงเลย
เมื่อปลอบประโลมอารมณ์ของฉิวหลิ่วเรียบร้อยแล้ว นัยน์ตางดงามของลู่เซิงก็ไหววูบและทอประกายเย็นเยียบ ดูเหมือนว่าจิตวิถีเต๋าของศิษย์คนโตผู้นี้จะเสียหายอย่างหนักจนถึงขั้นควบคุมจิตสังหารในใจไม่ได้เสียแล้ว "ผู้อาวุโสหลิน ข้าดูจากสภาพของเฮิ่นเกอแล้วเกรงว่าคงใกล้จะเสียสติเต็มที ส่งตัวเขาไปคุกกระบี่เลยเถิด"
คุกกระบี่นั้นหนาวเหน็บและแสนสาหัส ไม่เพียงตัดขาดพลังปราณทุกชนิดได้ แต่ปราณกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ภายในยังสามารถชะล้างไอมารได้อีกด้วย
รอจนไอมารชะล้างจนหมดสิ้น ลู่เฮิ่นเกอย่อมจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างแน่นอน
หลินสิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ผู้อาวุโสลู่ หรือว่าท่านอยากจะมานั่งตำแหน่งเจ้าตำหนักทัณฑ์แทนข้าเล่า ?"
ลู่เซิงชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของนางดูไม่จืดนัก
เมื่อเห็นดังนั้น
หลินสิงแค่นเสียงเย็น นัยน์ตาลึกล้ำและเย็นเยียบมองไปยังฉิวหลิ่วที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังลู่เซิง "ฉิวหลิ่ว ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าเห็นลู่เฮิ่นเกอสมคบคิดกับเผ่ามารและสังหารเผ่าเดียวกันกับตาตัวเองหรือไม่ ?"
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวพัดโหมเข้ามา สร้างแรงกดดันจนฉิวหลิ่วแทบหายใจไม่ออก
ลู่เซิงตั้งใจจะช่วยขวางแรงกดดันนี้ตามสัญชาตญาณ ทว่าพลังปราณยังไม่ทันพวยพุ่ง เสียงอันไร้เยื่อใยของหลินสิงก็ดังขึ้นข้างหู "ผู้อาวุโสลู่ ข้าขอเตือนให้ท่านคิดให้รอบคอบก่อนทำสิ่งใด"
ลู่เซิงลังเลอยู่ชั่วอึดใจ พลังปราณก็สลายไป
หลินสิงมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับรู้สึกดูแคลนอย่างยิ่ง
ลู่เฮิ่นเกอที่อยู่เบื้องล่างก็เป็นศิษย์ของลู่เซิงเช่นกัน เหตุใดเมื่อครู่ตอนที่เขาใช้แรงกดดันบีบบังคับลู่เฮิ่นเกอ คนเป็นอาจารย์อย่างนางถึงไม่มีปฏิกิริยาอันใดเลยเล่า หากลู่เซิงไม่ได้เป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักเต๋าสามพัน หลินสิงคงอยากจะด่าออกมาสักประโยคว่าเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก
การลงทัณฑ์ของตำหนักทัณฑ์
ไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด !
ว่ากันด้วยเรื่องถูกผิดเท่านั้น !
ต่อให้เป็นประมุขสำนักเต๋าสามพันอยู่ที่นี่ก็ต้องทำตามกฎเกณฑ์ของหลินสิง
"พูดมา !"
หลินสิงเริ่มหมดความอดทน
ฉิวหลิ่วผู้นี้ช่างเป็นโคลนเหลวที่พอกกำแพงไม่ติดจริงๆ ถูกกดดันเพียงเล็กน้อยก็มีสีหน้าตื่นตระหนกขาสั่นพั่บๆ ตรงข้ามกับลู่เฮิ่นเกอที่เพิ่งถูกเขากดดันอย่างเต็มกำลังจนกระดูกหักร่างงุ้มงอ แต่กลับไม่เผยให้เห็นถึงความขลาดกลัวแม้แต่น้อย ช่างสมกับชื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
ฉิวหลิ่วส่งสายตาน่าสงสารและน้อยใจไปทางลู่เซิง ทว่าลู่เซิงกลับทำเป็นมองไม่เห็น
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ศิษย์พี่ฉิว พูดความจริงไปเถิดขอรับ"
ฉิวหลิ่วหันไปมองชายหนุ่มข้างกาย นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและหลงใหล
เบื้องล่าง
ลู่เฮิ่นเกอเลียริมฝีปากที่ถูกย้อมไปด้วยเลือด นัยน์ตาสีดำสนิทเต้นเร่าไปด้วยความบ้าคลั่งและกระหายเลือด ยามนี้ลู่เฮิ่นเกอกำลังจ้องมองศิษย์น้องเล็กที่เคารพรักของตนเองพร้อมกับแสยะยิ้มจนเห็นไรฟันขาว
เยี่ยเฟิง !
พระเอกบุตรแห่งสวรรค์ !
ผู้ครอบครองของวิเศษที่เรียกว่าระบบ !
ลู่เฮิ่นเกอไม่รู้ว่าระบบนี้มีประโยชน์อันใดกันแน่ ทว่าตบะของเยี่ยเฟิงมักจะพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าต้องเกี่ยวข้องกับระบบนี้อย่างแน่นอน
"ช่างไร้ค่าเสียจริง"
ลู่เฮิ่นเกอแค่นหัวเราะในใจ
ชาติก่อนเขากับเยี่ยเฟิงขับเคี่ยวกันทั้งต่อหน้าและลับหลังนับหมื่นครั้ง
แต่ทุกครั้งลู่เฮิ่นเกอก็สามารถกดหัวเยี่ยเฟิงไว้ได้เสมอ ต่อให้มอบระบบให้ หมอนี่ก็ยังคงสลัดป้ายคำว่าขยะทิ้งไปไม่ได้ตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ดี
หากไม่มีสวรรค์เข้าข้าง หากไม่มีระบบ เศษเดนอย่างเยี่ยเฟิงก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อของลู่เฮิ่นเกอด้วยซ้ำ
เยี่ยเฟิงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาปรายตามองใบหน้าของลู่เฮิ่นเกออย่างไม่ใส่ใจ ทว่าสีหน้ากลับแข็งค้างไปเล็กน้อย
ไม่รู้เพราะเหตุใด
เขามักจะรู้สึกว่าลู่เฮิ่นเกอดูเปลี่ยนไป
โดยเฉพาะสายตาที่ลู่เฮิ่นเกอมองมา มันทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
แต่ภายนอกเขาต้องแสร้งทำสีหน้าโศกเศร้า ซ้ำยังต้องบีบน้ำตาออกมาสักสองสามหยด "ศิษย์พี่ เหตุใดถึงได้เข้าสู่วิถีมารเล่าขอรับ ! ต้องเป็นนางมารผู้นั้นใช้มนต์มายาสกปรกมาทำลายสติปัญญาของท่านแน่ ข้ากับอาจารย์จะต้องสังหารนางมารและช่วยฟื้นฟูจิตวิถีเต๋าให้ท่านอย่างแน่นอน"
ช่างจริงใจและลึกซึ้งยิ่งนัก !
หาที่ติไม่ได้แม้แต่น้อย !
การบำเพ็ญเพียรก็คือการเรียนรู้โลกและผู้คน
พฤติกรรมเสแสร้งแกล้งทำของเยี่ยเฟิงทำให้ลู่เฮิ่นเกอตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า เด็กที่ร้องไห้เก่งย่อมมีนมให้กิน
เฉกเช่นในยามนี้
ลู่เซิงลืมตาขึ้น ความรู้สึกผิดที่มีต่อลู่เฮิ่นเกอในตอนแรกมลายหายไปจนสิ้น สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความเย็นชาอันไร้ที่สิ้นสุด "เป็นเพราะข้าหละหลวมในการอบรมสั่งสอนเจ้า เจ้าจึงได้เดินมาถึงจุดนี้"
ลู่เฮิ่นเกอไม่สนใจ
จะไปสนใจหญิงแพศยาทำไม
เมื่อเห็นว่าลู่เฮิ่นเกอเมินเฉยต่อนางโดยตรง สีหน้าของลู่เซิงก็ปั้นยากถึงขีดสุด
ที่ผ่านมาขอเพียงนางพูดจารุนแรงสักประโยค ลู่เฮิ่นเกอก็จะมีสีหน้าตื่นตระหนกและคุกเข่าขอโทษ หากไม่ได้รับอนุญาตจากนาง เขาก็ไม่กล้าลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ แต่มาบัดนี้ลู่เฮิ่นเกอกลับเมินเฉยนางอย่างสิ้นเชิง ...
ลู่เซิงสูดหายใจลึก ปลอบใจตัวเองว่าต้องเป็นเพราะไอมารและจิตวิถีเต๋าที่แหลกสลายอย่างแน่นอน ขอเพียงขจัดไอมารและฟื้นฟูจิตวิถีเต๋าได้ ศิษย์ที่ว่านอนสอนง่ายของนางก็จะกลับคืนมา
ฉิวหลิ่วเพิ่งจะอ้าปากเตรียมเล่าเรื่องที่ตนเองรู้ซ้ำอีกรอบ
วินาทีต่อมา
ลู่เฮิ่นเกอก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
"ข้ายอมรับผิด"
"ข้าฝึกวิชามาร สมคบคิดกับเผ่ามาร และสังหารเผ่ามนุษย์จริงๆ"
ภายในตำหนัก
เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกพื้น !
ทุกคนต่างมีสีหน้าเหลือเชื่อ ก่อนจะเริ่มกระซิบกระซาบกัน
ลู่เฮิ่นเกอเก็บซ่อนจิตสังหารของตนเองไว้ เขายืดตัวตรงยืนอยู่ท่ามกลางกองเลือด
เขาไม่อยากเสียเวลากับขยะตรงหน้า หากต้องการฆ่าคนอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดก็ต้องมีระดับตบะที่เพียงพอ ความปรารถนาที่จะฝึกฝนของลู่เฮิ่นเกอพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด และอีกอย่าง เขาต้องรีบเข้าไปในคุกกระบี่
ในตอนนี้
เขายังเป็นเพียงมนุษย์เดินดินที่มีเลือดเนื้อธรรมดา ช่างเปราะบางเหลือเกิน
เขาจำเป็นต้องฝึกฝนกระดูกกระบี่ผิวทองแดงขึ้นมาใหม่ และยังต้องทำความเข้าใจแก่นแท้ของจิตกระบี่ใหม่อีกครั้ง
วิถีกระบี่ เน้นการโจมตีและการเข่นฆ่า !
แถมยังสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้อีกด้วย !
หากจิตกระบี่บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์เมื่อใด ลู่เฮิ่นเกอก็จะมีวิธีฆ่าคนมากมาย ต่อให้เป็นลู่เซิง ลู่เฮิ่นเกอก็ยังมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าจะลอบสังหารนางให้ตายได้
ชาตินี้ นอกจากวิถีกระบี่และวิถีโอสถแล้ว ลู่เฮิ่นเกอยังต้องเดินเพิ่มอีกสองเส้นทาง
วิถีมารและวิถีผู้ฝึกกายา
วิถีผู้ฝึกกายาช่วยหล่อหลอมเส้นเอ็นและกระดูก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อกระดูกกระบี่ผิวทองแดง
ส่วนวิถีมารนั้น ...
ในเมื่อทุกคนต่างคิดว่าเขาฝึกวิชามารและตกลงสู่วิถีมาร เช่นนั้นลู่เฮิ่นเกอก็ย่อมไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง
ดูเหมือนคนในตำหนักจะลืมไปแล้วว่า ลู่เฮิ่นเกอเป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าสามพัน วิถีเต๋าทั้งสามพันแขนงล้วนสถิตอยู่ในใจเขา และในบรรดาวิถีเต๋าทั้งสามพันนั้น ย่อมรวมถึงสิ่งที่เรียกว่าวิถีมารอยู่ด้วย