- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 1 - สรรพชีวิตล้วนเป็นดั่งหมูหมา
บทที่ 1 - สรรพชีวิตล้วนเป็นดั่งหมูหมา
บทที่ 1 - สรรพชีวิตล้วนเป็นดั่งหมูหมา
[เรียนท่านผู้อ่าน เชิญทางนี้ จุดรับฝากสมอง]
[เรื่องนี้เน้นความสะใจเป็นหลัก !]
[ถ้าไม่สะใจ นักเขียนจะแต่งหญิงให้ดู !]
...
"ลู่เฮิ่นเกอ เสียแรงที่เจ้าเป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าสามพัน กลับกล้าทำเรื่องต่ำช้าสมคบคิดกับเผ่ามาร !"
"สังหารศิษย์ร่วมสำนัก ! ฝึกฝนวิชามาร !"
"ตอนนี้ทั้งพยานและหลักฐานมัดตัวแน่นหนา เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีก !"
"สำนักเต๋าสามพันของข้าเป็นถึงผู้นำวิถีเซียน นึกไม่ถึงเลยว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ในยุคนี้จะสังเวยชีวิตผู้คนนับล้านในเมืองเพื่อนำมาสร้างค่ายกลสายเลือด สังหารเผ่ามนุษย์ไปนับไม่ถ้วน หากวันนี้ไม่ลงทัณฑ์เจ้าอย่างหนัก สำนักเต๋าสามพันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ! ผู้นำวิถีเซียนจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน !!"
...
ปวดหัว !
ลู่เฮิ่นเกอส่ายหน้าไปมา
เสียงก่นด่าที่เย็นเยียบและทิ่มแทงดังก้องอยู่ในหู น้ำเสียงเหล่านี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน ทุกถ้อยคำราวกับถูกสลักลึกลงไปในสายเลือดและกระดูกจนยากจะลืมเลือน
ผ่านไปครู่หนึ่ง
ความคิดของลู่เฮิ่นเกอก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น เขาก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองด้วยแววตาสับสน
"ข้ายังไม่ตายงั้นหรือ ?"
ไม่สิ !
เขาควรจะตายไปแล้วในศึกเตาหลอมฟ้าดินสิถึงจะถูก
ลู่เฮิ่นเกอจำได้อย่างชัดเจนว่าตนเองต่อสู้กับพระเอกบุตรแห่งสวรรค์ของโลกใบนี้มานานนับร้อยปี ท้ายที่สุดในศึกที่ตัดขาดทั้งกาลเวลาและเหตุผลซึ่งเหลือเพียงการเข่นฆ่าและความบ้าคลั่ง เขาก็ถูกสิ่งที่เรียกว่าพระเอกบุตรแห่งสวรรค์สังหารจนร่างแหลกสลาย จิตวิญญาณมอดไหม้ หนำซ้ำยังถูกอีกฝ่ายใช้เคล็ดวิชาวัฏสงสารจองจำไม่ให้เขาได้ผุดได้เกิดไปชั่วกัปชั่วกัลป์
เมื่อนึกถึงสภาพการตายอันน่าอนาถของตนเอง แววตาของลู่เฮิ่นเกอก็ค่อยๆ แดงก่ำ กลิ่นอายเย็นเยียบอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกมาราวกับน้ำแข็งหมื่นปีที่แช่แข็งทุกสรรพสิ่งรอบกาย
ชั่วพริบตานั้น
ทุกคนในตำหนักต่างใจสั่นสะท้านและถอยร่นไปด้านหลังโดยสัญชาตญาณ
ลู่เฮิ่นเกอ !
บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าสามพัน !
ศิษย์ผู้มีพรสวรรค์สูงสุดในรอบหมื่นปี !
ใช้เวลาครึ่งปีรวบรวมลมปราณ หนึ่งปีสร้างรากฐาน สามปีทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำ สิบปีบรรลุระดับก่อกำเนิด
คนอื่นอาจต้องทนโดดเดี่ยวอ้างว้างเพื่อค้นหาหนทางบนเส้นทางฝึกเซียนอันยาวไกล ทว่าลู่เฮิ่นเกอกลับแตกต่างออกไป เขาสามารถรู้แจ้งและทะลวงระดับได้ทุกเมื่อ วิถีเต๋าทั้งสามพันแขนงล้วนสถิตอยู่ในใจเขา แม้แต่ตอนพักผ่อนหย่อนใจ เขาก็อาจจะรู้แจ้งในวิถีเต๋าและทะลวงระดับได้ในพริบตา
บรรพชนในสำนักถึงกับเอ่ยปากฟันธงว่า ลู่เฮิ่นเกอมีคุณสมบัติของมหาจักรพรรดิ
ไม่เพียงแค่นั้น
ลู่เฮิ่นเกอยังเป็นคนมีเมตตาและเป็นมิตร เขาไม่เคยเย่อหยิ่งจองหองเพราะพรสวรรค์ของตนเอง มักจะเปิดการบรรยายธรรมเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การฝึกฝนอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขาเป็นที่รักใคร่ของเหล่าศิษย์ในสำนักอย่างมาก
แต่ทำไม ...
กลิ่นอายของบุตรศักดิ์สิทธิ์ในยามนี้ถึงได้น่าสะพรึงกลัวและชวนให้ขนหัวลุกเช่นนี้ ...
หรือว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าสามพันผู้นี้ จะตกลงสู่ห้วงมารและแอบฝึกวิชามารจริงๆ ?
"บังอาจ !"
"กล้ากำเริบเสิบสานในตำหนักทัณฑ์เชียวหรือ !"
ณ ตำแหน่งประธานของตำหนัก
ชายในชุดนักพรตสีเทาสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว กลิ่นอายเย็นเยียบของลู่เฮิ่นเกอก็มลายหายไปในพริบตา ก่อนที่กลิ่นอายอันทรงพลังจะพุ่งกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของเขาอย่างจังจนอวัยวะภายในเคลื่อนผิดรูป กระดูกหักไปหลายซี่ แรงกดดันนั้นหนักอึ้งจนลู่เฮิ่นเกอแทบหายใจไม่ออก
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้สติของลู่เฮิ่นเกอแจ่มชัดขึ้นมาบ้าง จากนั้นความยินดีอย่างบ้าคลั่งก็ปะทุขึ้นจนเขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่น หยาดน้ำตาปนเลือดไหลรินจากหางตา เส้นผมสีดำสนิทสยายปลิวว่อนราวกับปีศาจร้าย
ข้ายังไม่ตาย !
ข้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ !!
ความเจ็บปวดนี้ไม่ใช่ภาพลวงตาอย่างแน่นอน
เขาได้เกิดใหม่แล้ว !
ย้อนเวลากลับมาเมื่อห้าร้อยปีก่อน ในตอนที่พระเอกบุตรแห่งสวรรค์เพิ่งเข้าสำนักและใส่ร้ายเขาเป็นครั้งแรก
เสียงหัวเราะที่คล้ายกับคนเสียสติทำให้ทุกคนในที่นั้นมองด้วยสายตาหวาดระแวงและกระวนกระวายใจ ลู่เฮิ่นเกอในตอนนี้ไม่มีเค้าโครงของบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าแม้แต่น้อย รังสีอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัวพวยพุ่งทะลุฟ้า ร่างกายแผ่ซ่านไปด้วยจิตสังหารที่เข้มข้นจนถึงขีดสุด ดูราวกับว่าจิตวิถีเต๋าของเขากำลังจะแตกสลายลงแล้ว
ในขณะที่ทุกคนไม่กล้าก้าวเข้าไปใกล้ เสียงอันคุ้นเคยก็ลอยมากระทบหูลู่เฮิ่นเกอ
"เฮิ่นเกอ"
"ที่นี่คือตำหนักทัณฑ์ !"
น้ำเสียงนั้นช่างไพเราะจับใจ
เขาหันไปตามเสียง
ลู่เฮิ่นเกอแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยและมองเห็นใบหน้าที่งดงามทว่าเย็นชา แววตาที่เคยห่วงใยและรักใคร่ในวันวานบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบสุดขั้ว แฝงไว้ด้วยความอ่อนใจบางเบา ชุดกระโปรงยาวสีแดงสดรัดรูปเผยให้เห็นเรือนร่างอันงดงามของนางอย่างพอเหมาะพอเจาะ ทุกท่วงท่าอิริยาบถล้วนดึงดูดสายตาและความหลงใหลจากนักพรตชายจำนวนไม่น้อย
ทว่าสายตาของลู่เฮิ่นเกอกลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและจิตสังหาร
ผู้หญิงคนนี้คืออาจารย์ของเขา ลู่เซิง
ลู่เฮิ่นเกอกำพร้าพ่อแม่และไม่มีแม้แต่ชื่อตั้งแต่เด็ก ในช่วงสงครามระหว่างเซียนกับมารครั้งหนึ่ง ลู่เซิงบังเอิญไปพบเขานั่งคุดคู้ตัวสั่นอยู่ตรงมุมกำแพง ด้วยความเวทนาจึงพากลับมายังสำนักเต๋าสามพันและตั้งชื่อให้ว่าลู่เฮิ่นเกอ
ลู่เฮิ่นเกอในอดีตนั้นเคารพรักลู่เซิงมากเพียงใด ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงให้ข้าวให้น้ำ แต่ยังชักนำเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ลู่เซิงในเวลานั้นชอบลูบหัวเขาและเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าเฮิ่นเกอ บางครั้งที่ลงเขาไปทำธุระนอกสำนักก็จะซื้อของเล่นแปลกๆ กลับมาฝากเขาเสมอ สำหรับลู่เฮิ่นเกอแล้ว ลู่เซิงเป็นดั่งทั้งพ่อและแม่ เป็นมากกว่าความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์ทั่วไป
แต่ก็เป็นคนคนนี้นี่แหละ !
ช่วงก่อนศึกเตาหลอมฟ้าดิน นางฉวยโอกาสตอนที่ลู่เฮิ่นเกอเผลอ กรอกยาสลายเทพเข้าปากเขาด้วยมือของนางเอง ทำลายตบะไปกว่าครึ่ง ซ้ำยังทุบทำลายกระดูกเทพในร่างของเขาจนแหลกละเอียดไปทีละนิ้ว จนถึงทุกวันนี้ คำพูดที่เย็นชาและรังเกียจของลู่เซิงยังคงดังก้องอยู่ในหู "เมื่อก่อนเจ้าสมคบกับเผ่ามารจนตกลงสู่วิถีมาร ข้าคิดว่าปราณกระบี่ร้อยปีจะช่วยขัดเกลาความชั่วร้ายในใจเจ้าได้ นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะยังคงหลงผิด เจ้าเป็นศิษย์ที่ข้าเลี้ยงดูมากับมือ ข้าก็สมควรเป็นคนจบเรื่องตลกนี้ด้วยตัวเอง !"
ลู่เฮิ่นเกออยากจะโต้เถียง ทว่ากระดูกเทพนั้นสำคัญดั่งชีวิต การถูกบดขยี้กระดูกเทพทีละนิ้วมันเจ็บปวดจนเขาพูดไม่ออก ทำได้เพียงเบิกตาดูกระดูกเทพของตนเองกลายเป็นกองผงธุลี
ตบะของเขาเสียหายอย่างหนัก !
ส่วนตัวการที่ทำเรื่องนี้กลับเหยียบย่ำเศษผงกระดูกเทพแล้วจากไปอย่างไม่ไยดี
สาเหตุที่นางไม่ฆ่าลู่เฮิ่นเกอ เป็นเพราะพระเอกบุตรแห่งสวรรค์ในตอนนั้น หรือที่เรียกกันว่า "ศิษย์น้องเล็ก" ต้องการจะลงมือด้วยตัวเอง เขาต้องการลบภาพลักษณ์ของลู่เฮิ่นเกอต่อหน้าสายตาชาวโลกเพื่อสร้างบารมีให้ตนเอง
เรื่องที่น่าขันก็คือ หลังจากลู่เฮิ่นเกอตายตกไปแล้ว "ศิษย์น้องเล็ก" ผู้นี้ก็เปิดเตาหลอมฟ้าดินทันที เขาใช้สรรพสิ่งเป็นตัวยา ใช้ไฟแห่งเต๋าเป็นเชื้อเพลิง หลอมรวมโลกทั้งใบเป็นเครื่องสังเวย โครงกระดูกและจิตวิญญาณที่ถูกโยนลงไปในเตาหลอมต่างดิ้นรนทุรนทุรายและส่งเสียงร้องโหยหวน ตะโกนเรียกชื่อลู่เฮิ่นเกอจนสุดเสียง แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเพียงปุ๋ยบำรุงเตาหลอมและสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปเท่านั้น
ส่วนอาจารย์ของเขาที่พร่ำบอกว่าทำเพื่อสรรพชีวิตและเพื่อกำจัดมารร้าย กลับกลายเป็นของเล่นบนเตียงของศิษย์น้องเล็ก
สรรพชีวิตกำลังกรีดร้องอย่างน่าเวทนา แต่นางกลับครวญครางอย่างสุขสมและเรียกร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่บนเตียงของศิษย์น้องเล็ก
และในท้ายที่สุด นางก็ถูกศิษย์น้องเล็กใช้เคล็ดวิชาเสพสังวาสของเผ่ามารสูบพลังจนแห้งเหี่ยว ตอนที่ตายเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น
เมื่อได้เห็นใบหน้าที่งดงามและเย็นชาของลู่เซิงอีกครั้ง จิตสังหารในใจของลู่เฮิ่นเกอก็พวยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
"ลู่เซิงสมควรตาย !"
"ทุกคนในสำนักเต๋าสามพันล้วนสมควรตาย !"
"สรรพชีวิตบนโลกหล้าก็สมควรตายเช่นกัน !!!"
ชาติก่อนเขาต้องตายอย่างอนาถ
สรรพชีวิตบนโลกล้วนเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
เขาบำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปี ปกป้องสรรพชีวิตและเผ่ามนุษย์มาทั้งชีวิต แต่ท้ายที่สุดกลับถูกด่าทอว่าเป็นมารร้าย ซ้ำยังแช่งชิงให้เขารีบไปตายเสียที
ตอนเด็กๆ ลู่เฮิ่นเกอเคยเห็นภาพเหตุการณ์นองเลือดที่เผ่ามารสังหารหมู่ผู้คนนับล้านในเมือง เขารู้ดีว่าหากเตาหลอมฟ้าดินถูกเปิดออก ผู้คนบนโลกนี้ที่จะต้องตายมีมากกว่าหนึ่งล้านคนอย่างแน่นอน สำนักต่างๆ ราชวงศ์ และเมืองน้อยใหญ่ในใต้หล้านี้คงไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือมารไปได้ เขาจึงทุ่มเทสุดกำลังเพื่อขัดขวาง
แล้วสรรพชีวิตในใต้หล้าล่ะทำอะไรบ้าง ?
ไม่เพียงแต่ใส่ร้ายและด่าทอลู่เฮิ่นเกอ แต่ยังคอยช่วยเหลือ "ศิษย์น้องเล็ก" ในการวางกับดักสังหารเขาในทุกฝีก้าว
เวไนยสัตว์ทั้งหลาย
ล้วนเป็นดั่งหมูหมา !
เมื่อได้เกิดใหม่อีกครั้ง
ลู่เฮิ่นเกอจะขอมีชีวิตอยู่เพื่อวิถีเต๋าของตนเอง ส่วนไอ้พวกหมูหมาที่เกะกะขวางทางเหล่านี้ ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง