- หน้าแรก
- ค่ำคืนร้อนฉ่า ประธานสาวเย็นชาลากผมไปจดทะเบียน
- ตอนที่ 25 พรีออเดอร์สุดคลั่ง ปล่อยให้กระสุนมันบินไปก่อน!
ตอนที่ 25 พรีออเดอร์สุดคลั่ง ปล่อยให้กระสุนมันบินไปก่อน!
ตอนที่ 25 พรีออเดอร์สุดคลั่ง ปล่อยให้กระสุนมันบินไปก่อน!
ตอนที่ 25 พรีออเดอร์สุดคลั่ง ปล่อยให้กระสุนมันบินไปก่อน!
หลินเฟิง ก้มมอง ซู ชิงเสวี่ย ที่ซุกหน้าอยู่กับอกตัวเอง มุมปากยกยิ้มอย่างเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว
เขาตวัดแขนกอดเธอแน่นขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนประสาท “แค่ชอบจะมีประโยชน์อะไร คืนนี้ควรจะมีรางวัลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ผมบ้างไหม อย่างเช่น... รักษาแบบล้วงลึกอะไรทำนองนี้”
ร่างกายของ ซู ชิงเสวี่ย แข็งทื่อ เธอเงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกเขาทันที ใบหน้าสวยที่ยังมีคราบน้ำตาประดับด้วยสีแดงระเรื่อชวนมอง
เธอถลึงตาใส่เขา สบถด้วยความเขินอาย “ไสหัวไปเลย”
พูดจบ เธอกลับอดใจไม่ไหว เขย่งปลายเท้าขึ้นจุ๊บที่ริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็รีบหันหลังกลับไปนั่งหลังโต๊ะทำงาน ใบหน้างดงามถูกเคลือบด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งอีกครั้ง
“ถ่ายทอดคำสั่งของฉัน โปรเจกต์ ‘ครีมปิงจีเสวี่ยฝูเกา’ เริ่มเดินหน้าต่อทันที”
“โรงงานทุกแห่งสลับกะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และเดินสายการผลิตเต็มกำลัง”
“แล้วก็ปิดข่าวทั้งหมด ปล่อยข่าวออกไปว่าซูกรุ๊ปของเรายังคงเป็นผู้แพ้ที่ถูกขโมยสูตรยาหลักและกำลังจะล้มละลาย”
คำสั่งแต่ละข้อถูกถ่ายทอดออกไปอย่างชัดเจนและเด็ดขาด
หลินเฟิง มองดูภรรยาที่สลับกลับเข้าสู่โหมดจักรพรรดินีในพริบตา เขายิ้มกริ่มแล้วทิ้งตัวลงนอนเอกเขนกบนโซฟา
เขารู้ดี
งิ้วโรงใหญ่ กำลังจะเปิดม่านแล้ว
……………………………………
วันต่อมา
ทั่วทั้งเมืองเจียงไห่ถูกพายุที่ชื่อว่า ‘น้ำค้างหยกเทียนจือ’ พัดถล่มอย่างบ้าคลั่ง!
โฆษณาปูพรมทุกพื้นที่ ทุกแพลตฟอร์มล้วนเป็นภาพ ‘น้ำค้างหยกเทียนจือ’ ในบรรจุภัณฑ์สวยหรูของเทียนจือกรุ๊ป
สโลแกนโฆษณายิ่งเร้าอารมณ์:
“การปฏิวัติวงการความงามแห่งยุค สามวัน ย้อนวัยกลับไปสิบแปด”
“‘น้ำค้างหยกเทียนจือ’ จะทำให้คุณได้ประจักษ์ถึงปาฏิหาริย์”
แต่หมัดเด็ดที่ร้ายแรงที่สุดคือราคาและคำสัญญา
ราคาขายขวดละ 888 หยวน ไม่เพียงถูกกว่าราคาคาดการณ์ของสินค้าใหม่ซูกรุ๊ปถึงสองส่วน ยังชูสโลแกนที่ผู้หญิงทุกคนไม่อาจต้านทานได้ “สามวันเห็นผล ไม่เห็นผลยินดีคืนเงินเต็มจำนวน!”
บ้าไปแล้ว!
ไฮโซสาว พนักงานออฟฟิศ เน็ตไอดอล ทั่วทั้งเมืองต่างพากันคลุ้มคลั่ง!
ทันทีที่ช่องทางพรีออเดอร์บนเว็บไซต์ของเทียนจือกรุ๊ปเปิดขึ้น เซิร์ฟเวอร์ก็ถูกแห่เข้าใช้งานจนล่มไปถึงสามครั้งรวด
“ฉันกดทันแล้ว ฮ่าๆ สาวๆ รอฉันไลฟ์สดให้ดูผลลัพธ์ในอีกสามวันได้เลย”
“ตระกูลจ้าวทุ่มทุนสร้างจริงๆ ราคานี้กับคำสัญญานี้ นี่มันทำบุญแจกฟรีชัดๆ”
“ตระกูลซูจบเห่แล้ว ตอนแรกยังหวังจะใช้สินค้าใหม่พลิกกระดาน ตอนนี้สูตรก็โดนขโมย แถมยังขายแพงกว่าเขา จะเอาอะไรไปสู้”
สิบโมงเช้า
เทียนจือกรุ๊ป ห้องทำงานประธาน
“คุณชายจ้าว ชั่วโมงเดียว ยอดพรีออเดอร์ทะลุร้อยล้านแล้วครับ!”
ป๊อป!
แชมเปญจ์ Ace of Spades ราคาหลักแสนถูก จ้าว เทียนอวี่ เปิดออกอย่างแรง น้ำสีทองพุ่งกระจาย
เขาถือแก้วไวน์ หน้าแดงก่ำ ได้ใจถึงขีดสุด
“ฮ่าๆๆๆ ซู ชิงเสวี่ย หลินเฟิง พวกแกจะเอาอะไรมาสู้กับฉัน”
เขาหัวเราะลั่น คว้าคอ จาง เต๋อปัง ที่ตื่นเต้นไม่แพ้กันเข้ามากอด แล้วยัดแก้วแชมเปญใส่มือ
“ดอกเตอร์จาง คุณคือผู้มีพระคุณของตระกูลจ้าวเรา พอตระกูลซูล้มเมื่อไหร่ ฉันจะกว้านซื้อซูกรุ๊ปทันที ถึงตอนนั้นคุณจะได้เป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทใหม่”
“ขอบคุณครับคุณชายจ้าว ขอบคุณครับ” จาง เต๋อปัง ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ ราวกับมองเห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์ที่รอเขาอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต
เขามองไปทางตึกซูกรุ๊ปนอกหน้าต่าง แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและความสะใจ
……………………………………
สวนทางกับงานฉลองของเทียนจือกรุ๊ป ภายในซูกรุ๊ปกลับเต็มไปด้วยความหมองหม่นและตึงเครียด
“ได้ยินไหม น้ำค้างหยกเทียนจือชั่วโมงเดียวทำยอดขายไปร้อยล้าน”
“จบแล้ว พวกเราหมดโอกาสแล้วจริงๆ”
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องโอกาส แต่ต้องคิดแล้วว่าเดือนนี้ยังจะมีเงินเดือนจ่ายไหม”
“ท่านประธานคิดอะไรอยู่ เวลาแบบนี้ยังสั่งให้โรงงานเร่งผลิตจนของล้นโกดัง นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ”
ในที่สุดความอึดอัดก็ระเบิดออกในช่วงบ่าย
ปัง!
ประตูห้องทำงานประธานถูกกลุ่มบอร์ดบริหารหน้าดำคร่ำเครียดผลักเปิดอย่างหยาบคาย
ผู้นำกลุ่มคือผู้อำนวยการหวังที่เพิ่งใช้ครีมของ หลินเฟิง รักษากระเนื้อจนหาย
แต่ตอนนี้บนใบหน้าของเธอไม่มีความซาบซึ้งแม้แต่น้อย มีเพียงความโกรธจัดจนขาดสติ
“ซู ชิงเสวี่ย” เธอชี้หน้า ซู ชิงเสวี่ย ตวาดเสียงแหลม “คุณบ้าไปแล้วเหรอ สินค้าของคู่แข่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คุณยังมาตุนขยะที่ขายไม่ออกอยู่อีก”
“หยุดการผลิตเดี๋ยวนี้ แล้วโละสต็อกซะ ไม่งั้นพวกเราจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อปลดคุณ!” บอร์ดบริหารอีกคนแผดเสียงตาม
ซู ชิงเสวี่ย นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ สีหน้าเรียบเฉย
“การตัดสินใจของฉัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง”
เสียงของเธอไม่ดังนัก แต่แฝงความน่าเกรงขามที่ไม่อาจโต้แย้ง
“ก่อนที่ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมา ใครกล้าสร้างความวุ่นวาย ปลุกปั่นพนักงาน ก็เก็บข้าวของไสหัวไปได้เลย”
“คุณ” ผู้อำนวยการหวังโกรธจนตัวสั่น “ดี ดีมาก ซู ชิงเสวี่ย บริษัทนี้เป็นของตระกูลคุณ คุณอยากจะผลาญเล่นพวกเราก็ไม่เล่นด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา คุณรับผิดชอบไหวไหม”
“ฉันรับผิดชอบเอง”
“ฉันจะใช้หุ้นซูกรุ๊ปทั้งหมดในชื่อของฉันเป็นหลักประกัน ถ้าบริษัทล้มละลายเพราะเรื่องนี้ ฉันจะเดินออกไปตัวเปล่า และใช้หุ้นของฉันชดเชยความเสียหายให้พวกคุณทุกคน”
บอร์ดบริหารทุกคนอึ้งไป ไม่คิดว่า ซู ชิงเสวี่ย จะกล้าทุ่มหมดหน้าตักขนาดนี้
“ตอนนี้พวกคุณไสหัวไปได้หรือยัง”
“คุณ...” ผู้อำนวยการหวังยังอยากจะพูดอะไรต่อ
เงาร่างเกียจคร้านสายหนึ่งจู่ๆ ก็ลุกขึ้นจากโซฟาด้านข้าง
หลินเฟิง บิดขี้เกียจ หาววอดใหญ่ เดินเข้าไปหาพวกบอร์ดบริหารที่โวยวายหนักที่สุด แล้วแคะหู
“ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ”
เขาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว รอยยิ้มเจิดจ้า แต่สายตากลับเย็นเยียบจนน่ากลัว
“เมียผม สั่งให้พวกคุณหุบปากแล้วไสหัวไป”
สิ้นคำพูด
เขาลงมือรวดเร็วดั่งสายฟ้า มือซ้ายขวาคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อบอร์ดบริหารชายสองคนที่ตะโกนด่าแรงที่สุด หิ้วปีกขึ้นมาเหมือนหิ้วลูกไก่
“อ๊าก จะทำอะไร ปล่อยนะ”
“รปภ. รปภ.!”
ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว หลินเฟิง ก็ตวัดแขน
ฟิ้ว— ฟิ้ว—
ร่างสองร่างวาดเส้นโค้งพาราโบลาที่สมบูรณ์แบบ ถูกเขาโยนออกจากห้องทำงานไปตกแหมะอยู่ตรงโถงทางเดินอย่างแม่นยำ
ตุบ! ตุบ! เสียงตกกระแทกพื้นดังลั่น
โลกทั้งใบสงบสุขแล้ว
ผู้อำนวยการหวังและคนที่เหลือตกใจจนหน้าซีดเผือด ลนลานหนีออกจากห้องทำงานไปแทบไม่ทัน
หลินเฟิง ปัดมือ หันกลับมาฉีกยิ้มกะล่อนให้ ซู ชิงเสวี่ย
“ที่รัก เห็นไหม บางทีการใช้หลักฟิสิกส์สวดส่งวิญญาณคน ก็ได้ผลดีกว่าการคุยด้วยเหตุผลนะ”
ตกเย็น หน้าอาคารสำนักงานซูกรุ๊ป
Ferrari สีแดงสดดริฟต์เข้าจอดหน้าประตูอย่างโอ่อ่า
ประตูรถเปิดออก จ้าว เทียนอวี่ และจาง เต๋อปัง เดินลงมาด้วยสีหน้าเบิกบานใจ บังเอิญมาเจอ หลินเฟิง กับซู ชิงเสวี่ย ที่กำลังจะขึ้นรถพอดี
“โอ๊ะโอ นี่ท่านประธานซูไม่ใช่เหรอ” จ้าว เทียนอวี่ แกล้งทำเป็นตกใจ แววตาได้ใจจนแทบจะล้นทะลัก
เขาประเมินมอง ซู ชิงเสวี่ย ตั้งแต่หัวจรดเท้า เดาะลิ้น “สถานการณ์แบบนี้แล้ว ท่านประธานซูยังมีกะจิตกะใจเลิกงานอีกเหรอ ได้ข่าวว่าโกดังของพวกคุณของล้นจนจะระเบิดแล้วนี่”
“เอาอย่างนี้ไหม” เขากางมือออก ทำหน้าเหมือนพ่อพระมาโปรด “ขอร้องฉันสิ แล้วฉันจะใจบุญรับซื้อของพวกนั้นในราคาเศษขยะให้ ถือซะว่าช่วยลดความเสียหายให้คุณ เป็นไงล่ะ”
จาง เต๋อปัง ยืนอยู่ข้างๆ มองดูสีหน้าเย็นชาของ ซู ชิงเสวี่ย ในใจเกิดความสะใจอย่างวิปริต
ซู ชิงเสวี่ย หน้าตึง ขี้เกียจเสวนาด้วยกับคนพรรค์นี้
แต่ หลินเฟิง กลับยิ้ม
เขาเปิดประตูรถให้ ซู ชิงเสวี่ย เข้าไปนั่งก่อน แล้วค่อยหันกลับมามองใบหน้าที่น่ากระทืบสุดๆ ของ จ้าว เทียนอวี่
“คุณชายจ้าว ขอให้รวยๆ นะ”
จ้าว เทียนอวี่ นึกว่าเขายอมถอย คางยิ่งเชิดสูงขึ้น “ตอนนี้เพิ่งจะมารู้จักกลัวเหรอ สายไปแล้วโว้ย”
“เปล่าๆๆ” หลินเฟิง โบกมือ รอยยิ้มบนใบหน้าแฝงความหมายลึกซึ้ง “ผมมาแสดงความยินดีจากใจจริงต่างหาก”
เขามอง จ้าว เทียนอวี่ ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพยักหน้าเป็นเรื่องเป็นราว
“ผมดูโหงวเฮ้งคุณวันนี้แล้ว สีหน้าสดใส ดูมีน้ำมีนวลดีนี่”
“ผมขอแนะนำนะ สองวันนี้รีบกินของดีๆ ดื่มของดีๆ หน่อย อยากเล่นสนุกอะไรก็รีบๆ เล่นซะ”
มุมปากของ หลินเฟิง ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เหมือนจะเวทนาแต่ก็เหมือนเยาะเย้ย น้ำเสียงล่องลอยแต่แฝงความหนาวเหน็บถึงกระดูก
“เพราะว่า...”
“วันเวลาดีๆ ของพวกแกเหลืออีกไม่เยอะแล้ว”