เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 งานเลี้ยงระดับท็อป มีคนยื่นหน้ามาให้ตบถึงที่

ตอนที่ 10 งานเลี้ยงระดับท็อป มีคนยื่นหน้ามาให้ตบถึงที่

ตอนที่ 10 งานเลี้ยงระดับท็อป มีคนยื่นหน้ามาให้ตบถึงที่


ตอนที่ 10 งานเลี้ยงระดับท็อป มีคนยื่นหน้ามาให้ตบถึงที่

ซู ชิงเสวี่ย แต่งกายเพื่อมางานเลี้ยงคืนนี้อย่างพิถีพิถัน

ชุดราตรีผ้าไหมสีขาวนวลราวแสงจันทร์ ขับเน้นทรวดทรงอ้อนแอ้นของเธอให้เด่นชัด

ยามก้าวเดิน ชายกระโปรงยาวระพื้นพลิ้วราวสายน้ำไหลริน

เส้นผมที่เคยมัดรวบเรียบกริบบัดนี้ถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยอย่างหรูหรา เผยให้เห็นลำคอเรียวยาวขาวผ่อง

แม้เธอจะไม่ได้แต่งหน้าจัดจ้าน แต่กลับดูสวยใสอย่างไร้ที่ติ

ดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น จากที่เคยเย็นชา บัดนี้กลับสุกสกาวชวนมอง

หลินเฟิง ที่อยู่ข้างๆ ถึงกับมองจนตาค้าง

น่องไก่ในมือที่แทะไปได้ครึ่งหนึ่งร่วงลงพื้นเสียงดัง “แปะ”

“ที่รัก... คุณแต่งสวยขนาดนี้ กะจะเอาให้ผมหัวใจวายตายเลยใช่ไหม?”

เขาถูมือไปมาพลางจ้อง ซู ชิงเสวี่ย ตาไม่กะพริบ

น้ำเสียงแฝงความตื่นตะลึงแกมหยอกล้อ “เมื่อก่อนผมคิดว่าชุดโอแอลกับถุงน่องดำคือที่สุดแล้วนะ แต่ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าความสวยของคุณมันไม่มีขีดจำกัดจริงๆ”

“คืนนี้ผมรู้สึกว่า ถ้าได้เดินจูงมือคุณ ต่อให้อายุสั้นลงสักสิบปีผมก็ว่าคุ้ม!”

พวงแก้มของ ซู ชิงเสวี่ย ซับสีแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างยากจะสังเกต

เธอกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อนความขัดเขินแต่น้ำเสียงยังคงไว้ซึ่งความเย็นชา “ไปใส่ชุดของคุณซะ อย่ามาทำให้ฉันขายหน้า”

หลินเฟิง จำใจต้องสวมชุดสูทที่ไม่ค่อยพอดีตัวนัก

ตอนเขาสวมกางเกงขาสั้นรองเท้าแตะดูเหมือนพวกอันธพาลข้างถนน แต่เมื่อเปลี่ยนมาสวมสูท ก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง

เพียงแต่ท่าทางกะล่อนนั้น ไม่ว่าจะกลบยังไงก็ไม่มิด

เขาขยับปกคอเสื้อพลางทำหน้าเซ็ง “ไอ้ชุดนี้มันรัดจนผมแทบหายใจไม่ออกแล้วเนี่ย”

ซู ชิงเสวี่ย ไม่สนใจคำบ่น เธอเพียงยื่นมือไปตรงหน้าเขา

หัวใจของ หลินเฟิง กระตุกวูบ รีบเอื้อมไปกอบกุมมือนุ่มที่เย็นเฉียบดุจหยกนั้นไว้

สัมผัสเนียนละเอียดส่งผ่านฝ่ามืออย่างชัดเจน

เขารู้ดีว่าความเย็นนี้มาจากชีพจรเก้าหยินขาดสะบั้น แต่ขณะเดียวกันเขาก็สัมผัสได้ถึงความประหม่าเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในมือนั้นด้วย

………………………………………

งานเลี้ยงจัดขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยงชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรูหราที่สุดในเมือง

แสงไฟสาดส่องกระทบแขกเหรื่อในชุดหรูหราที่เดินขวักไขว่

ทว่าภายใต้ความรื่นเริงกลับมีคลื่นใต้น้ำซ่อนอยู่

ตัวแทนจากตระกูลใหญ่ต่างมารวมตัวกันเพื่อจ้องตะครุบผลประโยชน์ในเมืองเจียงไห่

จ้าว เทียนอวี่ คุณชายจอมเสเพลที่เคยถูก หลินเฟิง สั่งสอน บัดนี้ปรากฏตัวในห้องจัดเลี้ยงด้วยท่าทีหยิ่งยโส

ข้างกายเขามีชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่แผ่รังสีคุกคามเดินตามมาด้วย

เขามองปราดเดียวก็พบ ซู ชิงเสวี่ย ที่โดดเด่นท่ามกลางผู้คน

แววตาอาฆาตพาดผ่านดวงตาเพียงชั่วครู่ ก่อนเขาจะสวมหน้ากากยิ้มแย้มแล้วเดินตรงดิ่งเข้ามาหาทันที

“โอ้ว... นี่ท่านประธานซูไม่ใช่เหรอ? ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน ดูสวยขึ้นผิดหูผิดตาเลยนะ” คุณชายจ้าวเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหน

สายตาละโมบกวาดมองไปทั่วร่างของ ซู ชิงเสวี่ย อย่างไม่ปิดบัง “แต่หมู่นี้ซูกรุ๊ปดูจะวุ่นวายพิลึกน่าดู ได้ข่าวว่าราคาหุ้นร่วงไปไม่น้อยเลยนี่?”

“ไม่รู้ว่า ประธานซูคนเก่งจะทนยื้อไปได้อีกนานแค่ไหน”

ชายหนุ่มข้างกายเขายืนกอดอกนิ่ง

ปรายตามอง หลินเฟิง ด้วยสายตาดูแคลน ราวกับว่าเขาเป็นแค่ธาตุอากาศ

“ประธานซู ฉันจะชี้ทางสว่างให้เธอก็แล้วกัน”

คุณชายจ้าว พูดต่อ “สู้ขายหุ้นซูกรุ๊ปให้ตระกูลจ้าวในราคาถูกๆ เสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังเหลือหน้าไว้ให้ตระกูลซูบ้าง”

เขาดึงเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ “คนฉลาดต้องรู้จักถอย อย่ารอให้ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวเลย”

ใบหน้าของ ซู ชิงเสวี่ย เย็นเฉียบลงทันที เธอกำลังจะอ้าปากตอกกลับ แต่กลับถูก หลินเฟิง ชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

“ฉันว่าไอ้หนูอย่างนาย คงยังไม่เข็ดกับบทเรียนคราวที่แล้วใช่ไหม?”

หลินเฟิง เดินอาดๆ เข้าไปขวางหน้า ซู ชิงเสวี่ย ไว้ จากนั้นก็ดึงเอกสารในมือคุณชายจ้าวมาขยำเป็นก้อนอย่างไม่ใยดี แล้วโยนทิ้งลงถังขยะข้างๆ อย่างลวกๆ

“หน้าตาบิดๆ เบี้ยวๆ อย่างนาย ยังมีหน้ามาจ้องจะฮุบบริษัทเมียฉันอีกเหรอ?” หลินเฟิง เบ้ปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

คุณชายจ้าวโกรธจนหน้าเขียวจัด เขาชี้หน้า หลินเฟิง เตรียมจะด่ากราด

แต่ชายหนุ่มข้างกายกลับยกมือขึ้นปรามไว้

“ไอ้หนู... ปากดีไม่เบานี่” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

ร่างกายแผ่แรงกดดันจางๆ ออกมา “ฉันชื่อหลี่มู่ ศิษย์ของปรมาจารย์วิทยายุทธ์”

“ฉันขอเตือนให้แกสุภาพกับคุณชายจ้าวหน่อย ไม่อย่างนั้น... แกจะไม่มีโอกาสได้เสียใจ”

สิ้นคำพูด

กระแสอากาศที่มองไม่เห็นก็ระเบิดออกจากร่างเขาอย่างรุนแรง!

แก้วไวน์และแจกันดอกไม้รอบด้านสั่นสะเทือนตามแรงอัดอากาศ

กระทั่งเครื่องแก้วบางชิ้นทนไม่ไหวเกิดรอยร้าวเสียงดัง “แกรก”

นี่คือการปลดปล่อยพลังภายในที่เขาแสนภาคภูมิใจ!

ห้องจัดเลี้ยงตกอยู่ในความเงียบงันทันที

บรรดาเศรษฐีและแขกเหรื่อต่างมีสีหน้าหวาดวิตกพากันถอยกรูดด้วยความกลัว

สายตาที่มอง หลี่มู่ เต็มไปด้วยความยำเกรง

พวกเขาไม่เคยเห็นพลังเหนือธรรมชาติเช่นนี้มาก่อน และต่างคิดว่าศิษย์ปรมาจารย์ผู้นี้ร้ายกาจยากจะหยั่งถึง

หัวใจของ ซู ชิงเสวี่ย หล่นวูบเช่นกัน

เธอเผลอกระชับมือ หลินเฟิง ไว้แน่นด้วยความกังวลจนฝ่ามือเย็นเฉียบ

แม้จะรู้ว่าเขาพอมีฝีมืออยู่บ้าง

แต่เมื่อต้องเผชิญกับศิษย์ของปรมาจารย์วิทยายุทธ์ที่น่าเกรงขาม เธอก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง

หลินเฟิง สัมผัสได้ถึงความเย็นจากมือของเธอ เขาตบหลังมือเธอเบาๆ คล้ายปลอบให้วางใจ ก่อนจะกวาดสายตามอง หลี่มู่ ด้วยแววตาเหยียดหยาม

“แค่นี้อะนะ? นี่น่ะเหรอที่แกเรียกว่าพลังภายใน?” เขาเบ้ปาก “อย่างมากก็แค่ลมรั่ว มีค่าพอๆ กับตดนั่นแหละ”

ประโยคเดียว ทำเอาแขกในงานที่กำลังตกอยู่ในความกลัวแทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่

ส่วน หลี่มู่ หน้าเขียวคล้ำในพริบตา

เคล็ดวิชาที่เขาภาคภูมิใจกลับถูกไอ้หนูท่าทางเหมือนอันธพาลข้างถนนเหยียบย่ำจนไม่มีชิ้นดี!

“ไอ้เด็กจองหอง!” หลี่มู่ ตวาดลั่น โดยไม่ยอมเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง

เขาถีบตัวพุ่งออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง

หมัดที่แฝงด้วยพลังภายในทั้งหมดพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของ หลินเฟิง หมายจะปลิดชีพอีกฝ่ายในหมัดเดียวเพื่อล้างความอัปยศ

หลินเฟิง ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่จะกะพริบตา

ในวินาทีที่หมัดของ หลี่มู่ กำลังจะกระแทกเข้าที่จมูก เขาถึงค่อยๆ ยื่นนิ้วสองนิ้วออกไปอย่างเรียบเฉย... แล้วคีบหมัดที่หนักหน่วงนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย!

“กร๊อบ!”

เสียงกระดูกแตกหักดังกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เสียงนั้นฟังดูบาดหูเป็นพิเศษ

ทว่ามันไม่ได้มาจากตัว หลินเฟิง…

แต่มาจากศิษย์ปรมาจารย์ที่ทุกคนคิดว่าเก่งกาจคนนั้นเอง!

จบบทที่ ตอนที่ 10 งานเลี้ยงระดับท็อป มีคนยื่นหน้ามาให้ตบถึงที่

คัดลอกลิงก์แล้ว