เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ สักหน่อย

บทที่ 5 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ สักหน่อย

บทที่ 5 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ สักหน่อย


บทที่ 5 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ สักหน่อย

หวังเซวียนรู้ข้อได้เปรียบของตัวเองเป็นอย่างดี เขามีความสามารถส่วนตัวสูงทะลุเพดาน แถมยังมีคลังสมบัติจากมันสมองของบรรดาอัจฉริยะในโลกเดิมหนุนหลังอยู่ แต่ปัญหาคือต่อให้เก่งแค่ไหน พละกำลังและเวลาของคนเราก็มีจำกัดอยู่ดี

หากเขาเลือกเดินบนเส้นทางศิลปินอิสระ นั่นหมายความว่าเขาต้องควักกระเป๋าตั้งสตูดิโอและสร้างทีมงานของตัวเองขึ้นมาตั้งแต่ศูนย์ ซึ่งมันกินเวลาและสูบพลังงานชีวิตมากเกินไป เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว การพึ่งพาใบบุญของบริษัทบันเทิงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่พวกเขามี น่าจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดและเป็นรูปธรรมมากกว่า

แต่คำถามก็คือ ถ้าจะเซ็นสัญญากับค่ายบันเทิง เขาควรจะเข้าไปในสถานะไหนถึงจะมีอำนาจต่อรองในมือและถูกผูกมัดด้วยข้อจำกัดให้น้อยที่สุด การสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังในฐานะนักร้องก่อนแล้วค่อยไปเซ็นสัญญาก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือบทสรุปที่หวังเซวียนคิดตกเมื่อคืนนี้

ทว่าข้อเสนอของหลี่เทาในวันนี้ กลับเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับเขา

การก้าวเข้าไปในค่ายด้วยสถานะนักแต่งเพลงระดับปรมาจารย์ ย่อมทำให้เขามีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าอย่างแน่นอน เพราะนักร้องต่อให้โด่งดังแค่ไหนก็เป็นแค่ดาวดวงหนึ่ง แต่นักแต่งเพลงระดับปรมาจารย์นั้นคือแหล่งพลังงานที่สามารถปั้นดาวขึ้นมาประดับวงการได้เป็นสิบๆ ดวง

เว้นเสียแต่ว่าผู้บริหารค่ายนั้นจะสติฟั่นเฟือน คงไม่มีบริษัทไหนอยากหาเรื่องผิดใจกับนักแต่งเพลงระดับปรมาจารย์หรอก

"หวังเซวียน ไม่ต้องคิดแล้ว มาร่วมงานกับแผนกเพลงของเราเถอะ พี่กล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่านายจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ที่สุดในแผนกของเรา" หลี่เทายังคงหว่านล้อมไม่เลิก

"ขอบคุณพี่เทาอีกครั้งที่เห็นคุณค่าในตัวผมครับ แต่การเซ็นสัญญากับบริษัทถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ผมคงต้องขอเวลาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนจริงๆ" ความจริงแล้วเหตุผลที่หวังเซวียนยังไม่ตอบตกลงในตอนนี้ก็คือ สัญญานักแต่งเพลงระดับยอดฝีมือที่อีกฝ่ายเสนอมานั้น เขายังมองว่ามันไม่น่าสนใจพอ ถ้าจะให้เขาจรดปากกาเซ็น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นสัญญาระดับเหรียญทองขึ้นไปเท่านั้น แต่เหตุผลข้อนี้เขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ เพราะขืนพูดไปคงถูกมองว่าเป็นไอ้เด็กอวดดีไม่เจียมตัวแน่ๆ

หวังเซวียนกำลังรอคอยจังหวะที่เหมาะสมกว่านี้ เมื่อใดที่อัลบั้มใหม่ของหลินรุ่ยถูกปล่อยออกมา และบทเพลง [สายลมตะวันออกรำเพย] กับ [ม่านทรายครึ่งนคร] ช่วยส่งให้หลินรุ่ยผงาดขึ้นครองบัลลังก์ราชาเพลงได้อย่างสง่างาม ถึงตอนนั้นหวังเซวียนในฐานะผู้แต่งเนื้อร้อง ทำนอง และผู้เรียบเรียงเสียงประสาน ก็จะกลายเป็นเพชรเม็ดงามที่ใครๆ ก็หมายปอง

เมื่อถึงเวลานั้น คงมีค่ายบันเทิงมากมายแห่กันมาจีบเขาจนหัวกระไดไม่แห้ง และถ้าค่ายเทียนอวี่ไม่ได้ตาบอด พวกเขาก็ต้องรีบถวายสัญญาระดับเหรียญทองมาให้เขาพิจารณาเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นจะทำให้หวังเซวียนสามารถใช้โอกาสนี้ในการเรียกร้องสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและกุมอำนาจต่อรองไว้ในมือได้มากขึ้น

ในตอนนี้ ต่อให้หลี่เทาจะพูดหว่านล้อมด้วยถ้อยคำสวยหรูแค่ไหน แต่เงื่อนไขที่หยิบยื่นให้ก็ยังแฝงความระมัดระวังไว้อยู่ดี อย่างเช่นเพลง [สายลมตะวันออกรำเพย] ที่แม้แต่นักแต่งเพลงระดับปรมาจารย์ใช้เวลาทั้งชีวิตก็อาจจะเขียนออกมาไม่ได้ แต่หลี่เทาก็ยังกล้าเสนอแค่สัญญาระดับยอดฝีมือให้เขาเท่านั้น

นี่แหละคือการเพลย์เซฟของคนทำธุรกิจ

ของที่ได้มาง่ายๆ คนมักจะไม่เห็นค่า แต่สิ่งใดที่เอื้อมไม่ถึง หัวใจย่อมเรียกร้องหาเสมอ หวังเซวียนเข้าใจจิตวิทยาข้อนี้เป็นอย่างดี สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือการสร้างมูลค่าให้ตัวเองกลายเป็นของหายาก ทำให้ค่ายเทียนอวี่รู้สึกกระวนกระวายจนนั่งไม่ติด และพลิกสถานการณ์จากฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุกให้ได้

"ก็ไดั" หลี่เทาพยักหน้ายอมรับก่อนจะเดินออกไปจัดการเตรียมเอกสารสัญญา

ระหว่างนั้น หวังเซวียนก็ยืมคอมพิวเตอร์ของค่ายเทียนอวี่ ล็อกอินเข้าสู่ระบบศูนย์รับรองลิขสิทธิ์เพลงดิจิทัล เพื่อทำการจดลิขสิทธิ์เพลง [สายลมตะวันออกรำเพย] ที่เพิ่งแต่งเสร็จหมาดๆ ส่วนเพลง [ม่านทรายครึ่งนคร] นั้นเขาได้จัดการจดลิขสิทธิ์ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

เมื่อหวังเซวียนจัดการเรื่องลิขสิทธิ์เสร็จเรียบร้อย หลี่เทาก็นำเอกสารสัญญาเข้ามาพอดี หวังเซวียนอ่านทบทวนรายละเอียดทุกข้ออย่างถี่ถ้วน เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร ทั้งสองฝ่ายจึงจรดปากกาเซ็นสัญญากันตรงนั้น หลังจากนั้น ด้วยคำเชิญชวนของหลี่เทาและเฉินข่าย หวังเซวียนจึงได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันในห้องอาหารระดับผู้บริหารของค่ายเทียนอวี่ ช่วงบ่ายเขาลงมือเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับเพลง [ม่านทรายครึ่งนคร] และควบคุมการอัดเสียงของทีมนักดนตรีด้วยตัวเอง

ด้วยการชี้แนะอย่างใกล้ชิดจากหวังเซวียน เพียงแค่ช่วงบ่ายอันสั้น การบันทึกเสียงทั้งสองเพลงก็เสร็จสมบูรณ์

หวังเซวียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ส่วนหลินรุ่ยนั้นยิ้มกว้างจนหุบไม่ลงด้วยความปีติยินดี

ทางด้านหลี่เทา สายตาที่เขามองหวังเซวียนตอนนี้ราวกับกำลังจ้องมองสมบัติล้ำค่า เขาสัมผัสได้ว่าหวังเซวียนคืออัจฉริยะที่เก่งกาจรอบด้านในสายดนตรีอย่างแท้จริง ทั้งแต่งเนื้อร้อง แต่งทำนอง แถมยังเรียบเรียงเสียงประสานได้อีก เท่านั้นยังไม่พอ หวังเซวียนยังเชี่ยวชาญเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด และแม้กระทั่งทักษะการมิกซ์เสียงก็ยังทำได้อย่างไร้ที่ติ

น่าเสียดายที่คำเชิญชวนรอบสองของเขาก็ยังคงถูกหวังเซวียนปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเช่นเคย แต่นั่นกลับยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้หลี่เทาตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องดึงตัวหวังเซวียนมาร่วมงานกับแผนกเพลงให้จงได้

หลังจากได้เห็นฝีไม้ลายมือของหวังเซวียนในห้องอัดเสียงอย่างใกล้ชิด หลี่เทาก็มั่นใจเกินร้อยว่าหวังเซวียนมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะก้าวขึ้นเป็นนักแต่งเพลงระดับปรมาจารย์ และตำแหน่งนี้นี่แหละคือทรัพยากรบุคคลที่ค่ายเทียนอวี่กำลังกระหายอยากได้มากที่สุด

ปัจจุบันค่ายเทียนอวี่ไม่มีนักแต่งเพลงระดับปรมาจารย์อยู่ในสังกัดเลยแม้แต่คนเดียว ทุกครั้งที่ต้องการบทเพลงระดับมาสเตอร์พีซ พวกเขาก็ต้องบากหน้าไปขอร้องคนนอกให้ช่วยแต่งให้ ซึ่งมันทำให้ค่ายต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ร่ำไป

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอัดเสียงทั้งสองเพลง หวังเซวียนก็เดินทางกลับที่พัก

ตกค่ำวันนั้น เงินค่าตอบแทนจำนวนสองล้านห้าแสนหยวนก่อนหักภาษีจากแผนกการเงินของค่ายเทียนอวี่ก็ถูกโอนเข้าบัญชีของหวังเซวียน เช้าวันรุ่งขึ้น เขาจึงเดินทางไปที่กรมสรรพากรเพื่อยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

เมื่อจัดการเรื่องภาษีเรียบร้อย หวังเซวียนก็แวะไปที่ห้างไอทีเพื่อถอยสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำระดับประเทศ เบ็ดเสร็จแล้วโดนค่าเสียหายไปราวๆ หนึ่งหมื่นหยวน

ช็อปปิงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสร็จ เขาก็เดินสายต่อไปยังศูนย์การค้าเพื่อกว้านซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมอีกหลายชุด หมดเงินไปอีกเกือบหมื่น

จากนั้นเขาก็ตรงดิ่งไปย่านใจกลางเมืองเพื่อตระเวนหาที่พักใหม่ และไปถูกใจคอนโดวิวแม่น้ำขนาดสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น พื้นที่ใช้สอยเกือบร้อยห้าสิบตารางเมตร สนนราคาค่าเช่าอยู่ที่หนึ่งหมื่นหยวนต่อเดือน

หวังเซวียนตัดสินใจจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปเลยหนึ่งปีเต็ม เป็นเงินหนึ่งแสนสองหมื่นหยวน ก่อนจะใช้เวลาช่วงบ่ายตระเวนซื้อเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้านเพื่อมาเติมเต็มห้องใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนชุดเครื่องนอนยกเซต ซึ่งใช้เงินไปอีกเกือบห้าหมื่นหยวน

สรุปแล้ว แค่เรื่องที่พักอาศัยอย่างเดียว หวังเซวียนก็ควักกระเป๋าจ่ายไปแล้วถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหยวน

แต่ถ้าให้พูดกันตามตรง ราคานี้ถือว่าได้มาถูกมากแล้ว

เพราะถ้าเป็นคอนโดวิวแม่น้ำระดับเดียวกันในละแวกนี้ ค่าเช่าขั้นต่ำก็ปาเข้าไปสามหมื่นหยวนต่อเดือนแล้ว แต่ห้องที่หวังเซวียนได้มานี้เป็นการเช่าตรงจากเจ้าของห้อง พอดีเจ้าของห้องมีธุระต้องไปอยู่ต่างเมืองเป็นเวลานาน เลยอยากหาคนมาช่วยดูแลห้องให้ ประจวบเหมาะกับที่หวังเซวียนกำลังหาที่พักอยู่พอดี และเจ้าของห้องก็ถูกชะตากับเขา เลยยอมปล่อยเช่าในราคาพิเศษ

รวมค่าเช่าห้อง ค่าคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และเสื้อผ้าแล้ว วันเดียวหวังเซวียนถลุงเงินไปร่วมสองแสนหยวน

แต่เชื่อไหมว่าหวังเซวียนไม่ได้รู้สึกเสียดายเงินเลยสักนิด และมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องมานั่งเสียดายด้วย

นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเองนะ ในชีวิตก่อนตอนที่เขาโด่งดังเป็นพลุแตกและมีทรัพย์สินกว่าร้อยล้าน การใช้จ่ายของเขาอู้ฟู่และจัดหนักกว่านี้หลายเท่านัก บางครั้งควักเงินจ่ายทีละล้านสองล้านโดยที่ตาไม่กะพริบเลยด้วยซ้ำ

เรื่องการใช้ชีวิต หวังเซวียนไม่เคยยอมให้ตัวเองต้องตกระกำลำบาก ถึงเขาจะไม่ได้เป็นคนสุรุ่ยสุร่ายใช้เงินเปย์แหลกแบบไร้สาระ แต่เมื่อถึงเวลาที่ควรจะปรนเปรอตัวเอง เขาก็ไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียว ไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยหาเงินตั้งมากมายไปเพื่ออะไรกัน

รู้สึกดีเป็นบ้าเลย หวังเซวียนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงคิงไซซ์หนานุ่ม สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อชมวิวแม่น้ำกว้างใหญ่ที่ไหลทอดยาวไปทางทิศตะวันออก แสงแดดสีส้มอ่อนๆ ในยามเย็นสาดส่องลงบนผิวน้ำ เกิดเป็นแสงระยิบระยับสะท้อนตา

บรรยากาศเหล่านี้ทำให้จิตใจของหวังเซวียนเบิกบานขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

นี่สิถึงจะเรียกว่ารสชาติของชีวิต!

ตัดสินใจแล้ว ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ไว้ก่อนดีกว่า ภายในสองปีนี้เขาจะต้องซื้อคอนโดวิวแม่น้ำเป็นของตัวเองให้ได้ หวังเซวียนรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ดินในมหานครแห่งนี้มีค่าดั่งทองคำ ยิ่งถ้าเป็นคอนโดวิวแม่น้ำด้วยแล้ว ราคาคงไม่ต่ำกว่าร้อยล้านหยวนแน่ๆ

แต่คนเราก็ต้องมีเป้าหมายไว้พุ่งชนไม่ใช่หรือไง

แน่นอนว่าสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการจัดการปัญหาของครอบครัว

ตัวเขาในโลกนี้เติบโตมาในครอบครัวธรรมดาๆ คุณแม่เป็นครูโรงเรียนประถมเอกชน คุณพ่อเป็นอดีตทหารที่ปลดประจำการมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ และยังมีน้องสาวที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย สมาชิกทั้งสี่ชีวิตต้องเบียดเสียดกันอยู่ในบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ ขนาดแค่แปดสิบตารางเมตร ถึงแม้ชีวิตจะไม่ได้ลำบากยากแค้นอะไร แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าอยู่ดีกินดีพอสมควร

ในอดีตเจ้าของร่างเดิมอาจจะไม่มีปัญญาทำอะไรได้ แต่หวังเซวียนในตอนนี้มีศักยภาพล้นเหลือ เมื่อเขาหาเงินได้แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว เขาเล็งไว้แล้วว่าอีกสักพักจะกลับไปเยี่ยมบ้าน และสิ่งแรกที่จะจัดให้ก็คือการซื้อบ้านหลังใหญ่ที่กว้างขวางและสะดวกสบายให้ครอบครัวได้อยู่อาศัย

ใจจริงหวังเซวียนก็อยากจะโอนเงินก้อนใหญ่ให้ที่บ้านไปเลย แต่พอคิดดูอีกทีก็รู้สึกว่ามันคงไม่ค่อยเหมาะ เพราะเขาไม่รู้จะอธิบายที่มาที่ไปของเงินก้อนนี้ยังไง ขืนจู่ๆ โอนเงินก้อนโตไปให้ พ่อแม่คงได้ตกใจแทบช็อกและอาจจะพานคิดไปไกลว่าเขาไปทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรมาแน่ๆ

รอให้อัลบั้มของหลินรุ่ยถูกปล่อยออกมาก่อน ค่อยเอาเงินก้อนนี้ไปให้ที่บ้านน่าจะดูสมเหตุสมผลกว่า เพราะในช่องเครดิตผู้แต่งเนื้อร้อง ทำนอง และเรียบเรียงเสียงประสาน ล้วนมีชื่อของหวังเซวียนประทับอยู่อย่างชัดเจน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 5 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ สักหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว