- หน้าแรก
- ในโลกโอเวอร์ลอร์ด ผมขอไม่ประคองใครอีกต่อไป
- บทที่ 11 โศกนาฏกรรมแห่งหมู่บ้านคาร์เน่
บทที่ 11 โศกนาฏกรรมแห่งหมู่บ้านคาร์เน่
บทที่ 11 โศกนาฏกรรมแห่งหมู่บ้านคาร์เน่
ในขณะที่โมมอนกะกำลังทดสอบไอเทม เหล่า NPC แห่งนาซาริกต่างก็เร่งจัดการธุระต่างๆ อย่างรวดเร็วตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากการประชุม
เดมิเอิร์จและอัลเบโด้เร่งรัดการสร้างแผนพรางตาสถานที่ ในขณะที่มาเร่ซึ่งถูกแยกตัวออกไปด้วยบาเรียเวทมนตร์กำลังใช้เวทมนตร์ดำเนินการก่อสร้าง
เวลาล่วงเลยผ่านไปสามวัน เมื่อแผนการพรางตาใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ การทดสอบไอเทมของโมมอนกะก็เกือบจะลุล่วงแล้วเช่นกัน ตอนนี้เหลือเพียงกระจกส่องทางไกลเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น
ในเกม ไอเทมชิ้นนี้มีผลในการสอดแนมศัตรูจากระยะไกลและเก็บข้อมูลพื้นฐาน ทว่าผู้เล่นส่วนใหญ่มักจะยอมควักกระเป๋าซื้อไอเทมต่อต้านการสอดแนม ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วมันจึงถูกใช้เพื่อสำรวจภูมิประเทศและทิวทัศน์เสียมากกว่า
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะมีผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในโลกใบใหม่นี้หรือไม่
โมมอนกะอัดฉีดพลังเวทมนตร์เข้าไป ผิวกระจกพลันถูกปกคลุมด้วยม่านควัน วินาทีต่อมากลุ่มควันก็จางหายไป เผยให้เห็นทัศนียภาพของนาซาริกจากมุมมองทางอากาศ
เขาใช้สองมือขยายและย่อภาพสลับไปมาอย่างต่อเนื่อง
"มาที่ชั้นแปดหน่อย มีเรื่องที่ฉันต้องตรวจเช็กให้แน่ใจกับนายสักหน่อย" จังหวะเดียวกับที่โมมอนกะมองเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เสียงของซากุราบะก็ดังก้องขึ้นในหัวของเขาอย่างกะทันหัน
"เข้าใจแล้ว" โมมอนกะตอบรับ เขาสั่งความเซบาสเล็กน้อย ก่อนจะใช้เวทมนตร์เทเลพอร์ตหายตัวออกไปจากห้องประชุม
ห้องทำงานอันกว้างใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงัน พ่อบ้านชราผู้ขยันขันแข็งยืนสแตนด์บายอยู่ด้านข้าง ไม่ได้ปล่อยตัวตามสบายเลยแม้แต่น้อยแม้ผู้เป็นนายจะจากไปแล้วก็ตาม
การที่เจ้านายโหมงานหนักติดต่อกันหลายวันทำให้เขาในฐานะพ่อบ้านรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา และแน่นอนว่าเขาต้องแสดงความกระตือรือร้นให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
แม้ว่าด้วยเผ่าพันธุ์ของเขา เซบาสจะรู้สึกเหนื่อยล้าได้เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ทว่าข้อจำกัดนี้ได้ถูกยกเว้นไปนานแล้วโดยทัชมีที่ใช้ไอเทมเติมเงิน ดังนั้นต่อให้อดหลับอดนอนหลายวันหลายคืนก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเขาเลย
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป สีหน้าอันจริงจังของพ่อบ้านชราพลันปรากฏร่องรอยการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
นั่นไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะเขาค้นพบความผิดปกติบางอย่าง
กระจกส่องทางไกลที่ลอยอยู่เบื้องหน้าไม่ได้แสดงภาพหมู่บ้านอันสงบสุขอีกต่อไป
สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นการสังหารหมู่สุดโหดเหี้ยม อัศวินในชุดเกราะเต็มยศอันหรูหรากำลังกวัดแกว่งดาบเข้าใส่ชาวบ้านในชุดผ้าหยาบๆ เพียงชั่วพริบตา ผู้คนนับสิบก็ต้องสังเวยชีวิต
แววตาของเซบาสแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบ สองมือที่กำแน่นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าในขณะนั้นเขารู้สึกเดือดดาลมากเพียงใด
"การชักดาบหันเข้าหาผู้อ่อนแอนั้นเป็นเรื่องผิด" ทัชมี ผู้สร้างของเขาเคยกล่าวไว้ และแนวคิดนี้ก็ส่งอิทธิพลโดยตรงต่อตัวเซบาส
หากนี่คือสนามรบที่มีนักรบของทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกัน เขาอาจจะถึงขั้นปรบมือชื่นชมความดุดันที่มนุษย์เหล่านั้นแสดงออกมาเสียด้วยซ้ำ
ทว่าหากเป็นเรื่องพรรค์นี้ เขามีเพียงแต่ความรังเกียจเดียดฉันท์ต่อการกระทำอันต่ำช้าเท่านั้น
เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งนั้นเพื่อให้ความช่วยเหลือ
ท่านผู้นั้นเคยกล่าวไว้ว่าเมื่อพบเห็นความอยุติธรรม ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะต้องชักดาบออกไปช่วยเหลือ
แต่ความเมตตานี้ก็มีขีดจำกัดเช่นกัน
เมื่อพิจารณาจากคำสั่งของไอนซ์ อูล โกวน ที่ให้ทั้งนาซาริกอยู่ในสภาวะเฝ้าระวังขั้นสูงสุด มันคุ้มค่าแล้วหรือที่ท่านผู้นำสูงสุดจะต้องเปลี่ยนจุดยืนเพียงเพื่อคนเหล่านี้?
"การเวทนาสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของไอนซ์ อูล โกวน เป็นเรื่องโง่เขลาและผิดพลาด" เดมิเอิร์จเคยกล่าวไว้ และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เซบาสไม่ค่อยชอบหน้าผู้บัญชาการปีศาจตนนี้นัก
อย่างไรก็ตาม คำพูดนี้ถือเป็นตัวแทนวิถีปฏิบัติของสมาชิกส่วนใหญ่แห่งไอนซ์ อูล โกวน
อย่างที่คิดไว้... เขาควรจะตัดใจสินะ...
หากไอนซ์ อูล โกวนอยู่เคียงข้าง เขาอาจจะหาโอกาสขออนุญาตได้ แต่น่าเสียดายที่ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่
เซบาสคลายหมัดออก สายตายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอ และอารมณ์ที่เรียกว่าความหวังก็ก่อตัวขึ้นภายในใจของเขา
จะมีวีรบุรุษปรากฏตัวขึ้นถูกเวลาหรือไม่นะ?
คำตอบก็คือ... ไม่!
นี่ไม่ใช่นิทานปรัมปราอันแสนสวยงาม ชะตากรรมของหมู่บ้านแห่งนี้ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่วินาทีที่โครงกระดูกผู้หนึ่งไม่ได้เสด็จลงมา
เหล่าอัศวินออกอาละวาดไปทั่วหมู่บ้าน แม้การกระทำเช่นนี้จะละเมิดกฎของอัศวิน แต่พวกเขาก็ไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อชัยชนะ เพื่อให้ประชาชนในประเทศของตนได้มีชีวิตที่สุขสบายยิ่งขึ้น
"ขออภัยด้วย"
อัศวินชูดาบขึ้นสูง ปลิดชีพผู้คนที่มีชีวิตชีวาไปทีละคนอย่างเลือดเย็น
การสังหารหมู่กินเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง หมู่บ้านที่เคยครึกครื้นกลับกลายเป็นสถานที่แห่งความเงียบสงัดราวกับป่าช้า โลหิตแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนดิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยไปไกล ชาวบ้านที่รอดชีวิตถูกอัศวินต้อนมารวมกัน
พวกเขาคือเหยื่อล่อ เหยื่อเพื่อตกปลาตัวใหญ่
"รายงานขอรับท่าน ภารกิจลุล่วงแล้ว"
อัศวินทำความเคารพชายผู้ดูท่าทางเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แม้เขาจะชิงชังเจ้านี่ที่มาเพียงเพื่อชุบตัวสร้างผลงาน แต่มันผู้นี้ก็คือผู้บัญชาการของเหล่าอัศวินในระหว่างการทำภารกิจ
"ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก"
ชายผู้นั้นหัวเราะอย่างร่าเริง พลางกล่าวถ้อยคำทำนองว่าเมื่อกลับไป เขาจะปูนบำเหน็จความชอบให้พวกเขาทุกคนอย่างแน่นอน สายตาของเขากวาดมองชาวบ้านเป็นระยะ ไร้ซึ่งร่องรอยของความเวทนาในแววตา มีเพียงความปีติยินดีที่จะได้เลื่อนยศตำแหน่งเท่านั้น
เดิมทีเขาเป็นบุตรหลานของตระกูลขุนนาง หากเขาสามารถทำภารกิจนี้สำเร็จลุล่วง อีกไม่นานเขาจะสามารถไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากอำนาจของตระกูล
หลังจากรอคอยเป็นเวลานาน เครื่องรับสัญญาณเวทมนตร์ในมือของชายผู้นั้นก็สว่างขึ้น เขากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที และหันไปสั่งการว่า "ถอยทัพ!"
เหล่าอัศวินไม่สนใจไยดีชาวบ้านอีกต่อไป พวกเขากระโดดขึ้นหลังม้า และพากันควบจากไปอย่างรวดเร็วเป็นกลุ่มๆ
ชาวบ้านต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าส่งเสียงใดๆ แม้ว่าพวกอัศวินจะจากไปแล้ว พวกเขาก็ยังแทบไม่เชื่อว่าเพชฌฆาตเหล่านั้นจะยอมปล่อยพวกตนไปง่ายๆ
"แปลกนัก..."
เซบาสใช้มือขวาจับเคราที่ปลายคาง ตัวเขาเองก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้เช่นกัน แม้จะรังเกียจพฤติกรรมของพวกอัศวิน แต่การทิ้งหมู่บ้านไปดื้อๆ แบบนี้ก็ดูจะผิดวิสัยเกินไปสักหน่อย
"ดูเหมือนชายผู้นั้นจะหยิบไอเทมเวทมนตร์ออกมาเสี้ยววินาทีก่อนที่จะออกคำสั่ง"
พวกมันกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่?
เซบาสขบคิดอยู่นานแต่ก็ยังคิดไม่ออก
หากเป็นเดมิเอิร์จ เขาคงจะพอเดาอะไรออกบ้าง
พ่อบ้านชราคิดอย่างจนปัญญา
ถึงแม้เขาจะไม่ชอบหน้าปีศาจจอมเจ้าเล่ห์ตนนั้น แต่ก็ต้องยอมรับในความปราดเปรื่องของอีกฝ่าย
"กริ๊ก..."
ประตูด้านหลังเปิดออกกะทันหัน เซบาสหันขวับไปมอง เจ้านายของเขาเดินเข้ามาแล้ว
"ท่านไอนซ์ อูล โกวน..."
ถ้อยคำของพ่อบ้านชราขาดห้วงไป เพราะเขาเห็นบุคคลที่ไม่อยากจะพบหน้ามากที่สุด
"ท่านเดมิเอิร์จ"
"เซบาส พวกเรามีฐานะเท่าเทียมกัน นายไม่จำเป็นต้องเรียกฉันแบบนั้นหรอก"
ปีศาจร้ายประดับรอยยิ้มที่ดูเรียบง่ายธรรมดาบนใบหน้า แต่สำหรับพ่อบ้านแล้ว มันช่างดูชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์เหลือแสน
เจ้าน่ารำคาญเอ๊ย
"อืม..."
ไอนซ์ อูล โกวน ตอบรับอย่างเนือยๆ พลางเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความปวดหัว
ทาบุระ สมาแร็กดินา นายทิ้งปัญหาใหญ่ไว้ให้พวกเราซะแล้วสิ
เมื่อครู่นี้ ซากุราบะเพิ่งจะเรียกเขาให้ลงไปที่ชั้นแปดเนื่องจากปัญหาเรื่อง NPC เลเวลตันที่ชื่อว่า รูเบโด้
วิธีการสร้างเธอนั้นแตกต่างจาก NPC ทั่วไป แม้พลังรบของเธอจะแข็งแกร่งจนถึงขีดสุด แต่เธอกลับสูญเสียการควบคุมได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ เธอจึงถูกผนึกไว้ที่ชั้นแปดโดยปราศจากอุปกรณ์ที่เหมาะสม
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาอาบน้ำด้วยกัน ซากุราบะได้เปรยขึ้นมาลอยๆ ทำให้โมมอนกะมาฉุกคิดได้ว่าการปลดปล่อยรูเบโด้อาจช่วยเพิ่มพลังรบเฉพาะหน้าของมหาสุสานได้
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นไปตามที่เขาคาดหวัง
เฮ้อ...
ช่างเถอะ เลิกคิดเรื่องนี้ดีกว่า
ไอนซ์ อูล โกวน บังคับตัวเองให้เลิกฟุ้งซ่านเรื่องรูเบโด้ แล้วเงยหน้าขึ้นมองภาพในกระจกส่องทางไกล
หืม?
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
"ท่านไอนซ์ อูล โกวน" เซบาสสังเกตเห็นความสับสนของไอนซ์ อูล โกวน จึงรีบบรรยายเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟัง
"งั้นหรอกหรือ" ไอนซ์ อูล โกวน หันไปมองเดมิเอิร์จที่ยืนอยู่เคียงข้าง "นายคิดว่าเหตุผลคืออะไร?"
"แม้ข้าน้อยจะปัญญาทึบ แต่ข้าน้อยคาดเดาว่าหมู่บ้านแห่งนี้คงจะเป็นเหยื่อล่อขอรับ" เดมิเอิร์จคาดการณ์
เอ๊ะ?
เหยื่อล่องั้นเหรอ?
ไอนซ์ อูล โกวน ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เมื่อมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสัตย์ซื่อของลูกน้อง และเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำสูงสุดของตนเอง เขาจึงรู้สึกลำบากใจที่จะซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดในตอนนี้ เลยทำได้เพียงกัดฟันพูดไปว่า "นายก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันสินะ"
"ขอรับ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ข้าน้อยมีความคิดเห็นตรงกับท่านผู้นำสูงสุด" เดมิเอิร์จรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างแท้จริง