- หน้าแรก
- ลิขิตฟ้าหรือจะสู้ท่านอา รักใสๆของยัยชายาตัวแสบ
- บทที่ 129 พวกเจ้าอยากลองดูบ้างหรือไม่?
บทที่ 129 พวกเจ้าอยากลองดูบ้างหรือไม่?
บทที่ 129 พวกเจ้าอยากลองดูบ้างหรือไม่?
นี่มันจงใจดูถูกความสูงของนางชัดๆ!
เซียวเฉินมองดูใบหน้าเล็กๆ ที่ยับยู่ยี่ของจิ่งเยวี่ย รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก เขาใช้มือยันหลังม้าแล้วตวัดตัวขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายจิ่งเยวี่ยอย่างสง่างาม ก่อนจะรับไม้จากมือนางแล้วชูขึ้นตีฆ้องแห่งชัยชนะ ทันใดนั้นเสียงโห่ร้องยินดีอย่างตื่นเต้นก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนามม้า
"เอ๊ะ? จบแล้วหรือ" สมาชิกทีมสีแดงที่ยังคงพัวพันอยู่กับเซียวจิ่งหรานเพิ่งจะได้สติ พวกเขาหันไปมองจิ่งเยวี่ยที่ตกอยู่ในอ้อมกอดของเซียวเฉินด้วยสายตาประหลาดใจระคนขบขัน ไม่คาดคิดเลยว่าพระชายาจะมีทักษะร้ายกาจถึงเพียงนี้
"ฮ่าๆๆ... ยอดเยี่ยม! การแข่งขันเปิดสนามรอบนี้ทำให้เจิ้นหูตาสว่างจริงๆ!" ฮ่องเต้เซียวเยี่ยแหงนพระพักตร์สรวลลั่น ทรงทอดพระเนตรกลุ่มของเซียวเฉินและจิ่งเยวี่ยที่กำลังก้าวเดินเข้ามาอย่างเนิบนาบพลางพยักพระพักตร์แย้มพระสรวล จากนั้นจึงหันไปตรัสกับเซียวจิ่งหรานที่มีสีหน้าเคร่งเครียดว่า "จิ่งหราน เจ้าควรเรียนรู้จากท่านอาเก้าของเจ้าให้มากนะ!"
"พ่ะย่ะค่ะ ลูกย่อมต้องขอคำชี้แนะจากท่านอาเก้าอย่างแน่นอน" ริมฝีปากของเซียวจิ่งหรานหยักโค้งเป็นรอยยิ้ม ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับฟังดูราวกับกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เซียวเฉินยื่นมือไปจูงจิ่งเยวี่ยเพื่อเดินไปยังแท่นประทับ ทว่าเดินไปได้เพียงครึ่งทาง จู่ๆ จิ่งเยวี่ยก็กระตุกมือเขา เซียวเฉินหันไปมองนางด้วยความฉงน จิ่งเยวี่ยช้อนตามองเขาอย่างระแวดระวังแล้วเอ่ยว่า "ข้าอยากไปทางนั้น" นางกล่าวพลางชี้ไปยังทิศทางที่ซั่งกวนหลิงหลานนั่งอยู่
"ไปเถอะ" ประกายความไม่สบอารมณ์วาบผ่านดวงตาของเซียวเฉิน ทว่าเขาก็ยังค่อยๆ ปล่อยมือนาง ลูบศีรษะจิ่งเยวี่ยเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เมื่อได้รับอนุญาต จิ่งเยวี่ยก็วิ่งไปหาซั่งกวนหลิงหลานกับหนิงเซียงหยวนอย่างเริงร่า การจะเอาอกเอาใจท่านอาเก้าผู้นี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ!
"จิ่งเยวี่ย... จิ่งเยวี่ย!" ซั่งกวนหลิงหลานมองดูจิ่งเยวี่ยที่กำลังเดินเข้ามาหา นางรีบคว้ามืออีกฝ่ายด้วยความตื่นเต้นพลางเอ่ย "ข้าอยากให้เจ้าสอนขี่ม้าให้หน่อย! ท่วงท่าในการแข่งขันตีคลีเมื่อครู่นี้ช่างงดงามยิ่งนัก!"
"ข้าก็อยากเรียนด้วย!" หนิงเซียงหยวนที่อยู่ด้านข้างพยักหน้าหงึกหงัก นางมองจิ่งเยวี่ยด้วยสายตาเลื่อมใสแล้วเอ่ย "ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าจะมีทักษะขี่ม้าล้ำเลิศถึงเพียงนี้ เร็วเข้า สอนพวกข้าเถิด!"
"เอ่อ..." จิ่งเยวี่ยมองทั้งสองคนอย่างจนใจแล้วเอ่ย "ข้าขี่ม้าเหมือนกับขี่หมาป่านั่นแหละ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่... พวกเจ้าก็ลองไปฝึกขี่หมาป่าดูบ้างสิ"
"..."
"..."
"โอ๊ย... เลิกตีข้าได้แล้ว เลิกตีข้าเสียที ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง" จิ่งเยวี่ยรีบหลบกำปั้นเล็กๆ ของซั่งกวนหลิงหลานและหนิงเซียงหยวนเป็นพัลวัน นางฉีกยิ้มกว้างแล้วเอ่ย "ข้าสอนพวกเจ้าก็ได้ แค่ขี่ม้าเองไม่ใช่หรือ!"
"เจ้าสัญญาแล้วนะ!" ซั่งกวนหลิงหลานกับหนิงเซียงหยวนยิ้มกริ่มด้วยความเบิกบานใจทันที พวกนางนั่งลงประจำที่แล้วเริ่มหารือเรื่องเวลากัน ในขณะที่การแข่งขันตีคลีเบื้องล่างกลับดูหมดความน่าสนใจไปเสียดื้อๆ อาจเป็นเพราะความตื่นเต้นจากการแข่งขันรอบเปิดสนามยังไม่ทันจางหายกระมัง ทว่าบุคคลที่อยู่ในสนามม้ากลับดึงดูดความสนใจของจิ่งเยวี่ยเอาไว้ได้
"คนผู้นั้นที่นำทีมสีน้ำเงินคือผู้ใดหรือ" จิ่งเยวี่ยเอ่ยถามพลางใช้มือเท้าคาง
"นั่นคือองค์ชายสาม เซียวเซียงเฉิง เขาเป็นบุรุษที่ห้าวหาญ ทว่ามีแต่ความกล้าแต่ไร้ซึ่งกลยุทธ์" ซั่งกวนหลิงหลานเม้มริมฝีปากพลางกล่าว "ที่เขาเสนอตัวลงแข่งตีคลีในครั้งนี้ ก็เพียงเพื่อต้องการแสดงฝีมือให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเท่านั้นแหละ"
"หืม? ในวังหลวงแห่งนี้มีองค์ชายอยู่ทั้งหมดกี่พระองค์กันแน่" จิ่งเยวี่ยกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะถามขึ้น
"องค์ชายที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีองค์รัชทายาท เซียวอวี้หลิง ผู้ซึ่งประชวรด้วยโรคเรื้อรังและแทบจะไม่ปรากฏตัวให้ผู้คนพบเห็น องค์ชายรอง เซียวจิ่งหราน ซึ่งเจ้าก็เคยพบมาแล้ว และเขายังเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการสืบทอดราชบัลลังก์ ส่วนองค์ชายสามก็คือคนที่ข้าเพิ่งบอกเจ้าไป องค์ชายห้า เซียวจื่ออวี้ ผู้มีนิสัยรักสนุกและมักละเลยต่อหน้าที่ และองค์ชายเก้าที่ยังทรงพระเยาว์และเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น"