เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - อ้อมกอดหมีของหลงอ้าวเทียน

บทที่ 42 - อ้อมกอดหมีของหลงอ้าวเทียน

บทที่ 42 - อ้อมกอดหมีของหลงอ้าวเทียน


บทที่ 42 - อ้อมกอดหมีของหลงอ้าวเทียน

ในม้วนหยกภายในห้องหินก็มีบันทึกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักกายาถูกคนชั่วปรักปรำจนต้องจมลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทร

ทว่านั่นกลับกลายเป็นความโชคดีในความโชคร้าย ความผิดพลาดในครั้งนั้นกลับส่งผลให้วิญญาณยุทธ์ร่างกายตื่นขึ้นเป็นครั้งที่สอง จนสร้างชื่อเสียงอันเกรียงไกรให้แก่สำนักกายาได้ในท้ายที่สุด

การรีดเร้นพลังกายของมนุษย์จนถึงขีดสุดท่ามกลางสถานการณ์ที่สิ้นหวัง จะช่วยกระตุ้นศักยภาพที่ซ่อนเร้นและทำให้วิญญาณยุทธ์ร่างกายตื่นขึ้นเป็นครั้งที่สอง ซึ่งเคล็ดวิชาลับกายาก็ใช้หลักการเดียวกันนี้

หากพูดถึงเรื่องการพาศิษย์ไปฝึกฝน แม้จินเผิงจะไม่ได้ดูเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ลึกล้ำคาดเดาได้ยากเหมือนกับตู๋ปู้สื่อ ทว่าเขาก็เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์อันล้นเหลือ

ในตอนท้ายเขายังพูดให้เป้ยเป้ยรู้สึกอุ่นใจอีกด้วย

"วางใจเถอะ ข้าจะดำดิ่งลงไปในทะเลสาบห้วงลึกพร้อมกับเจ้า และจะคอยดูให้เจ้าอยู่ในระดับความลึกที่เหมาะสม"

"หากมีอันตรายเกิดขึ้นข้าจะเป็นคนลงมือขับไล่สัตว์วิญญาณแห่งท้องทะเลพวกนั้นไปเอง แต่นั่นก็แค่การขับไล่เท่านั้น"

"พวกมันจะพุ่งเป้ามาที่เจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบใดที่ยังไม่ถึงขีดจำกัดของเจ้า ข้าก็จะยืนดูอยู่เฉยๆ"

ทันทีที่เขากล่าวจบ เป้ยเป้ยก็รู้สึกราวกับโลกหมุนคว้าง ทัศนียภาพรอบกายแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน

เขาได้เข้ามาอยู่ภายในทะเลสาบห้วงลึกและกำลังดำดิ่งลงไปเบื้องล่างอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

แรงดันน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงจุดวิกฤตจุดหนึ่ง เป้ยเป้ยสามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดทับอย่างชัดเจน มันมากพอที่จะสร้างอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงให้กับการเคลื่อนไหวร่างกายตามปกติของเขา

ภายใต้ห้วงน้ำที่ลึกที่สุดนั้นมืดมิดจนมองไม่เห็นแสงสว่าง เป้ยเป้ยทำได้เพียงมองเห็นเงาดำขนาดมหึมาสองสามร่างกำลังแหวกว่ายไปมาอย่างรวดเร็วผ่านสายตาที่พร่ามัว

ในเวลานี้จินเผิงได้ทิ้งเขาไปแล้ว อีกฝ่ายหามุมประจำของตนเองแล้วเร้นกายหายไป

เป้ยเป้ยต้องใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับแรงดันน้ำและทรงตัวได้มั่นคง

อักขระสีทองปรากฏขึ้นบนพื้นผิวร่างกายของเขาจนหมดสิ้น

ทันทีที่แสงสีทองส่องสว่างทะลวงความมืดมิดของห้วงน้ำ เขาก็เห็นฉลามขาวปีศาจตัวหนึ่งกำลังอ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือดพุ่งเข้าใส่ตนเอง

ในระยะห่างเพียงไม่กี่จั้ง คมเขี้ยวอันแหลมคมดุจฟันเลื่อยของฉลามขาวปีศาจก็พุ่งมาถึงตัวเขาในชั่วพริบตา

เพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันจะดุร้ายและพร้อมโจมตี ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้พวกมันกินจนอิ่ม

ในสถานการณ์เช่นนี้ เป้ยเป้ยที่มีพลังปราณและสายเลือดอัดแน่นเต็มเปี่ยมย่อมกลายเป็นของอร่อยที่หาได้ยากยิ่งในสายตาของพวกมัน มันช่างเป็นสิ่งยั่วยวนใจที่อันตรายถึงชีวิตจริงๆ

เป้ยเป้ยที่หลบหลีกไม่ทันทำได้เพียงฝืนรับแรงกระแทกของมันเอาไว้ สองมือของเขาดันขึ้นด้านบนเพื่อสกัดกั้นคมเขี้ยวที่แข็งแกร่งดุจสว่านเหล็ก ส่วนขาทั้งสองข้างก็เหยียบลงไประหว่างซี่ฟันที่แหลมคม

เขากลายเป็นเสาเหล็กอันแข็งแกร่งที่ไม่มีวันหักงอซึ่งถูกขัดเอาไว้ระหว่างปากของมัน

เมื่อฉลามขาวปีศาจออกแรงกัดกรามทั้งบนและล่าง เลือดสดๆ ก็ค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากขากรรไกรของมัน ลอยล่องไปตามห้วงน้ำอันลึกมิด

แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เลือดของเป้ยเป้ย แต่มันคือเลือดที่ไหลออกมาจากเหงือกของมันซึ่งถูกบีบอัดอย่างรุนแรงต่างหาก

ด้วยความเจ็บปวด ร่างกายที่เพรียวบางของมันจึงดิ้นทุรนทุรายไปมาอย่างบ้าคลั่งในห้วงน้ำ

เมื่อพบว่าการดิ้นรนนั้นสูญเปล่า มันจึงพุ่งชนเข้ากับผนังของทะเลสาบห้วงลึกโดยตรง

"ตึง!"

เสียงดังทึบสะท้อนก้อง เศษหินบนผนังแตกกระจาย มวลน้ำขุ่นคลัคกระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง

หลังจากต้องทนดิ้นรนอยู่นาน เป้ยเป้ยที่จมอยู่ใต้น้ำจนแทบจะหมดแรงก็หาจุดยึดเหนี่ยวได้ในที่สุด

แม้จะถูกกระแทกจนมึนงงไปหมด ทว่าสติของเขายังคงแจ่มชัด เขาใช้หลังพิงผนัง ออกแรงสองมือดึงปากที่อ้ากว้างของฉลามขาวปีศาจ เหวี่ยงมันเป็นครึ่งวงกลมหนึ่งร้อยแปดสิบองศาอย่างแรง แล้วฟาดมันเข้ากับผนังที่ขรุขระอย่างหนักหน่วง

โชคดีที่นี่เป็นเพียงฉลามขาวปีศาจระดับพันปี ซึ่งมีฝีมือห่างชั้นจากเป้ยเป้ยอยู่ไม่น้อย

เพิ่งจะสะบัดตัวนี้ทิ้งไป ยังไม่ทันจะได้พักหายใจ ฉลามขาวปีศาจอีกตัวก็พุ่งตามกลิ่นคาวเลือดมา และมันยังพุ่งทะยานจากเบื้องลึกสุดของห้วงน้ำขึ้นมาหาเป้ยเป้ยที่อยู่ด้านบน

ดูจากขนาดตัวแล้วน่าจะเป็นระดับหมื่นปี ลำพังแค่ปากที่อ้ากว้างราวกับอ่างเลือดก็เกือบจะเทียบเท่ากับขนาดตัวของฉลามขาวปีศาจระดับพันปีเมื่อครู่นี้แล้ว

หากพูดถึงแรงกัดเพียงอย่างเดียวก็เรียกได้ว่าเหนือกว่าไม่รู้ตั้งกี่เท่าตัว

วินาทีต่อมาหัวฉลามขนาดมหึมาก็พุ่งพรวดขึ้นมา ขากรรไกรบนและล่างประกบเข้าหากัน ผนังหินไม่อาจต้านทานการโจมตีได้เลย มันถูกกัดจนเว้าแหว่งไปเป็นแถบ

ฉลามขาวปีศาจระดับพันปีที่อยู่ข้างๆ ก็ถูกกัดจนขาดครึ่งตัว เลือดสดๆ ทะลักออกมาดั่งน้ำพุ สาดกระจายลงสู่ก้นบึ้งของห้วงน้ำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว ดึงดูดดวงตาสีแดงฉานที่กระหายเลือดคู่แล้วคู่เล่าให้สว่างวาบขึ้นมา

เป้ยเป้ยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกกลืนลงไปในท้องฉลามพร้อมกับเศษหินและทรายรวมถึงเศษเนื้อครึ่งท่อนของฉลามขาวปีศาจระดับพันปี

จากนั้นมันก็พ่นฟองอากาศออกมาแล้วขย้อนเศษเนื้อของฉลามขาวปีศาจระดับพันปีทิ้งไป ดูเหมือนว่ามันจะไม่กินพวกเดียวกันเอง

จินเผิงที่คอยเฝ้าระวังอยู่ด้านข้างเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ลงมือช่วยเหลือ เพราะยังคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายชีวิตของเป้ยเป้ยที่ยังคงแข็งแกร่งดั่งเดิม

เป็นไปตามคาด ผ่านไปเพียงชั่วครู่ ฉลามขาวปีศาจระดับหมื่นปีที่เพิ่งจะกินอิ่มไปหมาดๆ แววตาอันชาญฉลาดที่ควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจกลับเลือนหายไป แทนที่ด้วยเส้นเลือดฝอยที่ปูดโปนบ่งบอกถึงความเจ็บปวดแสนสาหัส

ครีบฉลามสั่นเทาและตีน้ำไปมา บริเวณช่วงท้องของมันยุบพองสลับกันไป

ไม่นานนักตรงจุดที่เปราะบางที่สุด เป้ยเป้ยก็ใช้มือแทนคมดาบทะลวงช่องท้องของมันออกมา

แม้จะไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ ทว่ามือที่ได้รับการเสริมพลังจากกรงเล็บมังกรทรราชนั้นก็มีความแหลมคมเหนือกว่าอาวุธเย็นที่ลับมาอย่างดีบนโลกใบนี้เสียอีก

บาดแผลนี้เมื่อเทียบกับร่างกายอันใหญ่โตของฉลามขาวปีศาจระดับหมื่นปีแล้วไม่นับว่าเป็นแผลฉกรรจ์อันใด เมื่อถูกห่อหุ้มด้วยพลังวิญญาณ เลือดก็หยุดไหลในทันที

เป้ยเป้ยที่เพิ่งรอดพ้นมาได้ ขอเพียงเขาว่ายน้ำขึ้นไปด้านบนเพียงเล็กน้อยก็จะถูกแรงกดทับชั้นหนึ่งกีดขวางเอาไว้ เขาจึงทำได้เพียงว่ายขนานไปกับพื้นน้ำหรือดำดิ่งลงไปเบื้องล่างเท่านั้น

เหตุผลของเรื่องนี้ตัวเขาย่อมเข้าใจดี

เขาทำได้เพียงหันหน้าไปมองก้นบึ้งของห้วงน้ำที่มีดวงตาเปล่งแสงสีแดงคู่แล้วคู่เล่ากำลังจ้องมองมา

การฝึกเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดขั้นที่สองจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดนับแต่นี้เป็นต้นไป

ในวันที่สามของการฝึกฝน ตู๋ปู้สื่อก็กลับมาพร้อมกับนำแก่นเงินจมสมุทรลึกกลับมาด้วยหนึ่งก้อน

เป้ยเป้ยพอมองออกว่าแม้กลิ่นอายพลังวิญญาณของตู๋ปู้สื่อจะปั่นป่วน แต่สภาพจิตใจของเขากลับดูดีทีเดียว

ระหว่างการพูดคุย เป้ยเป้ยก็ได้รับรู้ถึงสิ่งแลกเปลี่ยนที่อีกฝ่ายต้องยอมจ่าย

สำนักหอแก้วเก้าสมบัติอาศัยพลังต่อสู้อันแข็งแกร่งของตู๋ปู้สื่อในการดำดิ่งลงไปใต้ท้องทะเลลึกเพื่อเก็บไข่มุกทองคำ มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่มีสัตว์วิญญาณแห่งท้องทะเลระดับสัตว์ร้ายอาศัยอยู่อย่างชุกชุมนั้น ลำพังเพียงสำนักหอแก้วเก้าสมบัติย่อมไม่มีทางบุกเข้าไปได้เลย

และบังเอิญเหลือเกินที่สิ่งแลกเปลี่ยนเช่นนี้เป็นสิ่งที่ตู๋ปู้สื่อโปรดปรานที่สุด มันคือการทำข้อตกลงแบบยื่นหมูยื่นแมว ไม่ติดค้างซึ่งกันและกัน ไม่ต้องมากังวลเรื่องวุ่นวายในภายหลัง

หลังจากเข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมดแล้ว เป้ยเป้ยก็เหลือคำถามอยู่เพียงข้อเดียว

"แล้วเหตุใดข้าถึงต้องมาดูศิษย์น้องหลงฝึกฝนด้วยล่ะนี่"

ตู๋ปู้สื่อที่กำลังอารมณ์ดีปรายตามองเขาแวบหนึ่ง

"หึหึ"

"เจ้าไม่อยากดูหรือ ข้าจำได้ว่าตอนที่เจ้ายั่วยุให้ข้าลองเป็นหนูทดลอง เจ้าตั้งหน้าตั้งตารอคอยขนาดไหน"

เป้ยเป้ย "..."

ไม่เห็นต้องผูกใจเจ็บขนาดนี้เลยนี่นา ท่านเองก็ได้ผลประโยชน์ไปไม่ใช่น้อยเสียหน่อย

เวลาผ่านไปสี่สิบกว่าวัน เป้ยเป้ยก็ได้กลับมาเยือนหุบเหวลึกอีกครั้ง

เพียงแต่คราวนี้เขาไม่ได้มาฝึกฝนเอง แต่มาดูคนอื่นฝึกต่างหาก

เวลาผ่านไปค่อนวัน มือที่กำแน่นของตู๋ปู้สื่อก็คลายออกในที่สุด ความอึดอัดระคนกังวลใจที่เก็บงำมานานถูกระบายออกมาจนหมดสิ้น

ในขณะเดียวกันเป้ยเป้ยก็เอ่ยขึ้นว่า "ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับท่านเจ้าสำนัก"

"สำนักกายามีผู้สืบทอดแล้ว!"

เมื่อได้ยินดังนั้น ตู๋ปู้สื่อก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

หลงอ้าวเทียนก้าวข้ามเส้นมาตรฐานของการฝึกเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดแล้ว

ตามการคำนวณของเขา ระยะเวลาที่หลงอ้าวเทียนใช้ในการฝึกเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดให้บรรลุขั้นต้นนั้นเมื่อเทียบกับเป้ยเป้ยแล้ว ต้องใช้เวลามากกว่าถึงสองเท่า

แต่แค่นี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว

เพราะถ้าเอาไปเทียบกับเป้ยเป้ย แม้แต่ตัวตู๋ปู้สื่อเองก็ยังสู้ไม่ได้เลย

หลงอ้าวเทียนที่ฝึกฝนครั้งแรกสำเร็จก็ลุกขึ้นยืนทันทีพร้อมกับทำความเคารพอย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์!"

ทั้งรับเขาเป็นศิษย์ จัดเตรียมกระดูกวิญญาณส่วนลำตัวระดับหมื่นปี รวมไปถึงของล้ำค่าจำพวกแร่โลหะอย่างแก่นเงินจมสมุทรลึก พระคุณของอาจารย์ในครั้งนี้ช่างใหญ่หลวงนัก ยากที่จะตอบแทนได้หมด!

ตู๋ปู้สื่อโบกมือไปมาแล้วกล่าวว่า "ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า ไม่ต้องมาขอบใจข้าหรอก"

"หากจะขอบคุณ เจ้าควรไปขอบคุณเขาเสียมากกว่า การที่เจ้าฝึกสำเร็จได้เป้ยเป้ยนับว่ามีความดีความชอบใหญ่หลวงที่สุด"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เป้ยเป้ยที่กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธก็พบว่าหลงอ้าวเทียนได้อ้าแขนกว้างพุ่งเข้ามากอดเขาราวกับหมีตัวโตเสียแล้ว

เป้ยเป้ย "???"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 42 - อ้อมกอดหมีของหลงอ้าวเทียน

คัดลอกลิงก์แล้ว