- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 15 รอบชิงชนะเลิศ
บทที่ 15 รอบชิงชนะเลิศ
บทที่ 15 รอบชิงชนะเลิศ
บทที่ 15 รอบชิงชนะเลิศ
"พนันสิ!"
"ต้องพนันอยู่แล้ว!"
"คราวนี้เล่นใหญ่เลย!"
"ข้าจะเอาคืน!"
"ถ้าข้าชนะหนี้เก่าถือว่าหายกัน"
"แต่ถ้าข้าแพ้ ปีหน้าข้าเหมาทำความสะอาดเอง!"
"แชมป์การประเมินนักเรียนใหม่ต้องเป็นทีมของหม่าเสี่ยวเถาแน่ๆ!"
"ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเป้ยเป้ยงัดเอาวิชาหลอมรวมวงแหวนมาใช้ขนาดนั้นแล้วยังจะเหลือไพ่ตายอะไรซ่อนไว้อีก!"
"เฮ้ยๆๆ!"
"ไม่เอาแล้ว ไม่เล่นแล้ว!"
"กฎของโรงเรียนค่อนข้างเข้มงวดนะ ขืนเจ้าหน้ามืดตามัวแบบนี้ ข้าไม่อยากจะโดนไล่ออกไปเร่ร่อนพเนจรกับเจ้าหรอกนะ"
"..."
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดเป้ยเป้ยก็ฟื้นฟูพลังวิญญาณกลับมาได้
แต่แน่นอนว่าความเหนื่อยล้าทางร่างกายยังคงหลงเหลืออยู่
ความเหนื่อยล้าแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะฟื้นฟูได้ในเวลาอันสั้น
กรรมการเดินมาที่ลานประลองวิญญาณ ลอยตัวอยู่กลางอากาศที่ระดับความสูงสิบเมตรแล้วโบกมือเรียกให้ทั้งสองทีมเข้ามาในสนาม
"ทั้งสองฝ่ายรายงานตัว!"
"เป้ยเป้ย เฉียนเฉียน อู๋เหยียน"
"หม่าเสี่ยวเถา กงหยางม่อ เฟิงหลิง"
หลังจากหม่าเสี่ยวเถารายงานตัวเสร็จ นางก็รีบเสริมขึ้นมาทันทีว่า "เจ้าฟื้นฟูพลังกลับมาเต็มที่แล้วหรือ จะไม่พักอีกหน่อยหรือไง ข้าเห็นหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ"
พอดันถามจบเสียงของนางก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบพูดต่อว่า "แน่นอน ข้าไม่ได้เป็นห่วงเจ้าหรอก ข้าแค่รู้สึกว่าแบบนี้มันไม่ยุติธรรม ถ้าข้าชนะขึ้นมามันก็ไม่น่าภูมิใจหรอกนะ"
เห็นได้ชัดว่านอกจากความเป็นห่วงแล้ว คำพูดของนางยังแฝงไปด้วยความมั่นใจในความสามารถของตัวเองอีกด้วย
"ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเจ้าก็ไม่มีทางชนะอยู่แล้ว"
หม่าเสี่ยวเถา "..."
"หึ!"
"งั้นเรามาคอยดูกัน"
กรรมการชูมือขวาขึ้นแล้วสับมือลงอย่างแรง เสียงประกาศ "เริ่มได้" ดังก้องเข้าหูผู้เข้าแข่งขันทุกคนอย่างชัดเจน
หม่าเสี่ยวเถาใช้รูปแบบการยืนแบบสามจุดเรียงเป็นเส้นตรง
คนที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดคือวิญญาจารย์สายสนับสนุนกงหยางม่อ วิญญาณยุทธ์มังกรสายรุ้ง
อาจกล่าวได้ว่าวิญญาณยุทธ์มังกรสายรุ้งคือรูปแบบสัตว์ของหอแก้วเจ็ดสมบัติ
ทักษะวิญญาณเสริมพลังจะเพิ่มขึ้นตามระดับการฝึกฝน สัดส่วนการเสริมพลังแบบร้อยละก็ถูกจำกัดอยู่ที่ระดับเจ็ดวงแหวนเช่นกัน
ทันทีที่เริ่มการแข่งขัน วงแหวนวิญญาณสีเหลืองสองวงของเขาก็สว่างวาบขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง พลังสีชาด"
"ทักษะวิญญาณที่สอง วิญญาณสีส้ม"
พลังสีชาดเพิ่มพละกำลังร้อยละยี่สิบ วิญญาณสีส้มยิ่งเป็นทักษะที่หาได้ยากในหมู่ทักษะการฟื้นฟูพลังวิญญาณ มันช่วยเพิ่มระดับพลังวิญญาณและความเร็วในการฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ถึงร้อยละยี่สิบ
ในเสี้ยววินาทีที่ได้รับการเสริมพลัง เฟิงหลิงที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาก็ใช้วิญญาณยุทธ์สถิตร่ายทันที
วิญญาณยุทธ์ที่มีชื่อว่าภูตวายุนั้นมีความสามารถในการควบคุมลมพายุได้อย่างยอดเยี่ยมถึงขีดสุด
ภายใต้การทำงานของทักษะวิญญาณ พายุหมุนนับไม่ถ้วนก็พวยพุ่งขึ้นมา
มันก่อตัวเป็นค่ายกลพายุที่สลับซับซ้อนราวกับเขาวงกตกระจายอยู่เต็มพื้นที่กว้างขวางเบื้องหน้าของหม่าเสี่ยวเถา
แน่นอนว่าเขาวงกตนั้นมีไว้สำหรับศัตรู ส่วนหม่าเสี่ยวเถาที่มีวิญญาณยุทธ์ประเภทบิน การใช้ค่ายกลพายุของเพื่อนร่วมทีมในการต่อสู้ก็เปรียบเสมือนปลาได้น้ำ มังกรได้ทะยานสู่ท้องทะเล
ลมหนุนไฟ เผาผลาญขุนเขา วายุพนาอัคคีบรรพต!
นี่คือทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีม แม้จะไม่ใช่ทักษะการหลอมรวมวิญญาณยุทธ์แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองทักษะ ความแข็งแกร่งของหม่าเสี่ยวเถาก็พุ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ
"ฟึ่บ!"
ปีกไฟฟีนิกซ์กางออก นางพุ่งทะยานเข้าไปในค่ายกลพายุ อาศัยกระแสลมที่พัดหนุนนำพุ่งตรงไปสังหารเป้ยเป้ยอย่างรวดเร็ว
วงแหวนวิญญาณวงที่สอง สาม และหนึ่งสว่างขึ้นตามลำดับ
"ทักษะวิญญาณที่สอง ฟีนิกซ์อาบเพลิง"
"ทักษะวิญญาณที่สาม ปีกวายุเหินเวหา"
"ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง เส้นเพลิงฟีนิกซ์"
ทั่วทั้งร่างอาบไล้ไปด้วยเปลวเพลิง คุณสมบัติไฟของฟีนิกซ์เพิ่มสูงขึ้น ความเร็วในการบินเพิ่มขึ้น หางฟีนิกซ์อันงดงามที่งอกออกมาด้านหลังทำให้อุณหภูมิของเปลวไฟเพิ่มสูงขึ้นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์และระยะการโจมตีขยายกว้างขึ้นห้าสิบเปอร์เซ็นต์
ฟีนิกซ์ที่ก่อตัวจากเปลวเพลิงพ่นเส้นเพลิงพุ่งตรงเข้าใส่เป้ยเป้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง
นางตั้งใจจะใช้การโจมตีที่รุนแรงที่สุดและความเร็วที่เร็วที่สุดเพื่อจัดการเป้ยเป้ยให้จบเกม
ร่างกายอ่อนแอก็ควรจะพักผ่อน จะมาอวดเก่งทำไมกัน!
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีจากทักษะร่วมที่รุนแรงขนาดนี้ เป้ยเป้ยกลับเลือกที่จะ "ยืนนิ่งรอความตาย"
แน่นอนว่าถ้าจะพูดให้ดูดีหน่อยก็คือใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ออมกำลังรอรับศึก
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดจะทำลายทักษะร่วมของอีกฝ่ายล่วงหน้าหรอกนะ
เพียงแต่การทำงานร่วมกันของพวกเขานั้นเข้าขากันมาก ต่อให้เขาจะพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด ค่ายกลพายุที่ขวางอยู่ด้านหน้าสุดก็จะเปิดใช้งานด้วยความเร็วสูงสุดเช่นกัน
การจะฝ่าค่ายกลพายุที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกตก็ต้องใช้เวลา คู่ต่อสู้ย่อมไม่มีทางยืนดูอยู่เฉยๆ แน่
ถึงตอนนั้นก็คงจะตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนหมูในอวย
สู้ยืนปักหลักอยู่ที่ขอบลานประลองวิญญาณเพื่อออมกำลังรอรับศึกเสียยังจะดีกว่า
เมื่อเผชิญกับการโจมตีด้วยเปลวเพลิงอันเกรี้ยวกราด ท่อนแขนขวาของเป้ยเป้ยก็แปรเปลี่ยนเป็นท่อนแขนมังกรทองก่อนจะขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เกล็ดมังกรสีทองขยายใหญ่ขึ้นตาม เขาใช้ท่อนแขนมังกรที่ขยายใหญ่นี้เป็นเสมือนโล่ป้องกัน
การหลอมรวมวงแหวนก่อตัวขึ้นในชั่วพริบตา เขาใช้วงแหวนวิญญาณหมื่นปีเร่งพลังของทักษะวิญญาณที่สอง เกราะเบาแห่งแสง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง
ในเสี้ยววินาทีที่ปะทะกับเส้นเพลิง เสียง "พรึ่บ" ก็ดังขึ้น เปลวเพลิงแตกกระจายเป็นม่านไฟเต็มท้องฟ้าพร้อมกับมีแรงกระแทกมหาศาลส่งผ่านมาที่ท่อนแขนมังกร
ต่อให้มีเฉียนเฉียนและอู๋เหยียนคอยยันแผ่นหลังของเป้ยเป้ยเอาไว้คนละข้าง แต่ทั้งสามคนก็ยังถูกดันให้ถอยร่นไปจนถึงขอบลานประลองวิญญาณ
"พวกเจ้าลงไปซะ!"
เมื่อเป้ยเป้ยออกคำสั่ง เฉียนเฉียนก็เข้าใจในทันที เขาคว้าตัวอู๋เหยียนที่กำลังยืนอึ้งแล้วกระโดดลงจากลานประลองวิญญาณ
ในแววตาที่เหม่อลอยของอู๋เหยียนสะท้อนภาพเปลวเพลิงบนลานประลองวิญญาณ
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือสะท้อนภาพไฟปีศาจสีดำสายหนึ่งที่แฝงอยู่ในเปลวเพลิง
พร้อมกันนั้นความหวาดกลัวอย่างหาที่สุดไม่ได้ก็ปรากฏขึ้นในส่วนลึกของดวงตา
เป้ยเป้ยยังคงยืนหยัดอยู่บนสนามประลอง ทำให้หม่าเสี่ยวเถารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย "เจ้ายอมแพ้เสียทีเถอะ!"
แม้จะตกเป็นรองแต่เป้ยเป้ยก็ยังคงยิ้มอย่างเยือกเย็น
"แน่นอนว่าไม่"
เมื่อเห็นท่าทางดื้อด้านของเขา ความหงุดหงิดของหม่าเสี่ยวเถาก็ยิ่งทวีคูณ เปลวไฟฟีนิกซ์บนร่างก็ยิ่งลุกโชนรุนแรงขึ้น
"หึ!"
"งั้นข้าจะซัดเจ้าให้ยอมแพ้เอง"
หม่าเสี่ยวเถาที่กำลังโมโหไม่ได้ออมมือเลยสักนิด นางรักษาสภาพการเสริมพลังของทักษะวิญญาณที่สองและสามไว้อย่างต่อเนื่อง
แต่ตอนนี้เมื่อไม่มีค่ายกลพายุคอยช่วยหนุน พึ่งพาเพียงการเสริมพลังจากทักษะวิญญาณสนับสนุนของกงหยางม่อ นางก็ไม่สามารถผลักดันการโจมตีอันบ้าคลั่งแบบเมื่อครู่ได้อีก
การอาศัยวงแหวนวิญญาณหมื่นปีเร่งพลังของเกราะเบาแห่งแสงทำให้เป้ยเป้ยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกอีกฝ่ายเล่นงานจนพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดาย
และเพื่อลดความเร็วในการเผาผลาญพลังวิญญาณ เขาจึงเลือกใช้วงแหวนวิญญาณระดับพันปีในการกระตุ้นทักษะวิญญาณที่หนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ในการปะทะกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เขาจึงตกเป็นรองอยู่ร่ำไป
"ไม่ใช้วงแหวนวิญญาณหมื่นปีเร่งพลังของทักษะวิญญาณที่หนึ่งหรือไง การยื้อเวลาแบบนี้มันไม่มีประโยชน์หรอกนะ!"
หม่าเสี่ยวเถาในร่างแม่มดแห่งเปลวเพลิงเปลี่ยนวิถีการโจมตีในทันที นั่นคือการต้อนให้เป้ยเป้ยถอยร่นเข้าไปในค่ายกลพายุ
การอาศัยค่ายกลพายุไม่เพียงแต่จะบีบให้เป้ยเป้ยต้องงัดเอาทักษะวิญญาณที่ทรงพลังกว่าออกมาใช้ ซึ่งจะเป็นการเร่งการเผาผลาญพลังวิญญาณ แต่ยังช่วยให้ความแข็งแกร่งของนางพุ่งสูงขึ้นไปอีกขั้นด้วย
แล้วความจริงก็เป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ เพียงเวลาสั้นๆ เป้ยเป้ยก็ถูกต้อนไปจนถึงขอบค่ายกลพายุ
เพื่อประหยัดพลังวิญญาณเป้ยเป้ยจึงต้องออมกำลังมาโดยตลอด แต่ในที่สุดเขาก็ต้องงัดเอาทักษะวิญญาณที่หนึ่งที่ได้รับการเสริมพลังจากวงแหวนวิญญาณหมื่นปีออกมาใช้จนได้
"หมดมุกแล้วล่ะสิ"
"มัวแต่ลังเล เพิ่งจะมาคิดเร่งพลังเพื่อหนีเอาป่านนี้"
"เสียใจด้วย มันสายไปแล้ว!"
"เฟิงหลิง!"
ในขณะที่เรียกเพื่อนร่วมทีมนางก็เปิดใช้งานวงแหวนวิญญาณวงที่หนึ่ง ภายใต้การเสริมพลังจากปีกวายุเหินเวหาและฟีนิกซ์อาบเพลิง พลังโจมตีที่ปะทุออกมาทำให้เป้ยเป้ยต้องรับมืออย่างสุดกำลังจนไม่สามารถปลีกตัวหนีไปได้
เฟิงหลิงที่ร่วมมือกับทีมมาหลายครั้งทำหน้าที่ของตัวเองได้ในเวลาเดียวกัน เขาเร่งขยายขอบเขตของค่ายกลพายุออกไปจนถึงขีดสุด
บนลานประลองวิญญาณเปลวไฟเต้นเร่า ในที่สุดก็สามารถต้อนให้เป้ยเป้ยเข้าไปในค่ายกลพายุได้สำเร็จ
สถานการณ์เรียกได้ว่าเข้าตาจน แต่ทว่าเป้ยเป้ยที่ติดอยู่ในค่ายกลพายุกลับไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำเขายังยิ้มออกมาอีกต่างหาก
[จบแล้ว]