เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน

บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน

บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน


บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน

อวี่เจียงจุนกลัวไหม?

กลัวสิ!

ในฐานะที่เป็นเน็ตไอดอลระดับตัวท็อปที่มีแฟนคลับกว่าล้านคน อวี่เจียงจุนจะเป็นคนโง่ได้ยังไง?

ถึงภาพลักษณ์ภายนอกเขาจะดูบ้า ๆ บอ ๆ ตะโกนสโลแกนวัยรุ่นจิ๊กโก๋ไปวัน ๆ

ทำตัวเหมือนลิงบาบูนก็เถอะ

แต่นั่นมันก็แค่คาแรกเตอร์ที่เขาสร้างขึ้นมา เพื่อดึงดูดความสนใจจากพวกเด็กวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต่างหากล่ะ

ใครควรเข้าไปยุ่ง

ใครไม่ควรเข้าไปยุ่ง

อวี่เจียงจุนรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

ในตอนแรก เขาคิดว่าชูร่าก็แค่ไอ้ตัวตลกที่แกล้งทำเป็นทหารรับจ้างเพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

เขาถึงได้กล้าเข้าไปเกาะกระแสอย่างไม่เกรงกลัว

แต่ยิ่งดูไลฟ์สตรีมของชูร่า อวี่เจียงจุนก็ยิ่งรู้สึกตกใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ให้ตายเถอะ...

นี่มันดูไม่เหมือนการจัดฉากเลยสักนิด!

ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก เนื้อหา หรือแม้แต่โรงแรมที่พัก ล้วนเป็นของจริงทั้งนั้น

ทหารรับจ้างสวมหมวกไหมพรมสีดำเป็นร้อย ๆ คน พร้อมอาวุธครบมือ.....

ต่อให้เป็นการจัดฉาก ก็ต้องมีกลุ่มนายทุนกระเป๋าหนักคอยหนุนหลังอยู่แน่ ๆ

คนแบบนี้ เขาไปมีเรื่องด้วยไม่ได้หรอก!

แต่ตอนนี้เขาขี่หลังเสือแล้ว จะลงก็ไม่ได้!

ถ้าขืนยอมแพ้ตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงใครหรอก แค่แฟนคลับของตัวเองก็คงรุมด่าเขาจนเละแน่ ๆ

แล้วหลังจากนี้จะเอาหน้าไปหากินที่ไหนได้อีกล่ะ

เพราะฉะนั้น

จะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!

เมื่อคิดได้ดังนั้น อวี่เจียงจุนก็ตัดสินใจสู้ตาย

........

ในห้องไลฟ์ของชูร่า

อวี่เจียงจุน (พลังบวก): “ชูร่าใช่ไหม ขอถามอีกครั้ง กล้าไลฟ์คู่กับพี่อวี่ของนายหรือเปล่า ฉันจะทำให้นายได้รู้ซึ้งว่า พี่อวี่คนนี้เอาจริงแค่ไหน!”

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพิมพ์ส่งไปอีกข้อความ: “แน่นอน ถ้านายรู้ตัวว่าผิด ก็จงคุกเข่าขอโทษพี่อวี่ซะ”

“แล้วต่อไปฉันจะถือว่านายเป็นน้องชาย ในวงการอินเทอร์เน็ตนี้ ฉันจะคุ้มกะลาหัวนายเอง!”

“ไอ้ทหารรับจ้างกระจอก ๆ อย่างนาย ไม่มีทางเทียบรัศมีฉันได้หรอก!”

.........

สมาคมทหารรับจ้างสวีเดน

ณ สนามทดสอบ

เสิ่นเฟยอ่านคอมเมนต์ที่อวี่เจียงจุนพิมพ์ส่งมาด้วยความถี่รัว ๆ ในใจก็ทั้งโกรธทั้งขำ

ความเบียวระดับนี้ มันทะลุหลอดไปไกลยิ่งกว่าทิวลิปตอนเมาซะอีก

เรียกได้ว่าเป็นตัวประหลาดของจริง

เสิ่นเฟยอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเขาตกลงไลฟ์คู่กับหมอนี่ แล้วใช้ทักษะ 【การจ้องมองแห่งความตาย】 ขู่ให้มันกลัว ภาพมันจะออกมาเป็นยังไงนะ?

กระแสในไลฟ์สตรีมต้องระเบิดแน่ ๆ

แถมเมื่อกี้ตอนที่เสิ่นเฟยเดินดูของในร้านค้าระบบ เขาก็เจอทักษะที่ทั้งสนุกและป่วนประสาทกว่า 【การจ้องมองแห่งความตาย】 อีกเพียบเลย

เอาไอ้ตัวประหลาดนี่มาเป็นหนูทดลองซะหน่อยก็ดีเหมือนกัน

น่าเสียดายที่ตอนนี้เขากำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ ไม่สะดวกที่จะไลฟ์คู่ด้วย

คิดไปคิดมา เสิ่นเฟยก็พูดตอบกลับไปในใจว่า “อวี่เจียงจุนใช่ไหม? ตอนนี้ฉันไม่มีเวลามาเล่นกับนายหรอกนะ”

“ถ้านายอยากจะจัดหนักฉันจริง ๆ ล่ะก็ คืนนี้สองทุ่ม ฉันจะรอนายอยู่ในไลฟ์ก็แล้วกัน”

เขาไม่ได้ส่งเสียงพูดออกมาเลยแม้แต่น้อย

แต่ระบบก็จัดการส่งเสียงของเขา ให้ไปปรากฏอยู่ในห้องไลฟ์โดยอัตโนมัติ

ใส่ใจเหมือนเคยไม่มีผิด

เมื่อได้ยินเสียงของเสิ่นเฟย แฟนคลับของเขาก็พากันตื่นเต้นขึ้นมาทันที

“ฮ่า ๆ ฉันว่าแล้ว ว่าลูกพี่ไม่มีทางยอมแพ้หรอก!”

“ให้ตายสิ ในที่สุดลูกพี่ก็ยอมพูดแล้ว ฉันก็นึกว่าตอนทดสอบเขาห้ามส่งเสียงซะอีก!”

“ใช่ ตอนนี้ไม่มีเวลามาเล่นกับไอ้อวี่เจียงจุนบ้าบออะไรนั่นหรอก ถ้าแน่จริงก็มาเจอกันคืนนี้สิโว้ย!”

“แค่ไอ้วัยรุ่นจิ๊กโก๋คนเดียว ลูกพี่อุตส่าห์ไว้หน้าแกแล้วนะเนี่ย?”

“ตลกจังวะ? เห็น ๆ กันอยู่ว่ากลัวไม่ใช่หรือไง?”

“คบเพื่อนอย่ามาวางแผนหักหลัง สังคมเขาดูที่บารมีโว้ย ลูกพี่อวี่ของฉันอุตส่าห์จะมาไลฟ์คู่กับนาย นายยังมีหน้ามาต่อรองเวลาอีกเหรอ?”

“ลูกพี่อวี่ ปล่อยให้มันทำเก่งไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพอถึงสองทุ่ม ฉันจะพากองทัพอวี่นับแสนนาย ไปเหยียบช่องมันให้ราบเป็นหน้ากลองเลย!”

“ลูกพี่อวี่ของฉันจะไลฟ์คู่กับแกตอนนี้เว้ย จะต้องรอถึงกลางคืนทำไมวะ?”

“ปอดแหกแล้วล่ะสิ?”

อวี่เจียงจุน (พลังบวก): “โลกมายามันล่อตาล่อใจ ถ้าไม่มีดีก็อย่ามาทำซ่า สองทุ่มใช่ไหม ได้เลย ลูกพี่อวี่จะรอ!”

อวี่เจียงจุน (พลังบวก): “ถึงตอนนั้นใครแพ้ ต้องคุกเข่าเรียกอีกฝ่ายว่าพ่อ กล้าไหมล่ะ?”

.........

“ได้สิ ฉันจะเล่นเป็นเพื่อนนายเอง”

“อย่าลืมพาพวกพ้องนายมาให้หมดล่ะ ฉันก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่านายจะมีบารมีสักแค่ไหน”

มุมปากของเสิ่นเฟยยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความคาดหวัง

เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว ที่จะได้ลองใช้ทักษะสุดป่วนประสาทจากร้านค้าระบบแล้ว

หลังจากทิ้งท้ายไว้สองประโยคนี้

เสิ่นเฟยก็เลิกสนใจว่าในห้องไลฟ์จะพูดอะไรกันอีก แล้วดึงสติกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง

.......

ณ สนามทดสอบ

รถมอเตอร์ไซค์วิบากแล่นฉิวผ่านหน้าขบวนไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ตลบอบอวล

ด้านหลังรถมอเตอร์ไซค์ ทหารรับจ้างที่เข้ารับการทดสอบทุกคนกำลังแบกอุปกรณ์หนักอึ้ง วิ่งหน้าตั้งราวกับมังกรสองตัวที่กำลังเลื้อยขดไปมา

ส่วนด้านข้างของขบวน เหล่าครูฝึกต่างพากันขับยานพาหนะสารพัดชนิด พร้อมกับตะโกนด่าทอเยาะเย้ยทหารรับจ้างไม่หยุดปาก

“วิ่งให้มันเร็ว ๆ หน่อยสิวะ พวกแกสมองเสื่อมกันหรือไง?”

“ยายแก่ขายไอติมหน้าปากซอยยังวิ่งเร็วกว่าพวกแกอีก สภาพแบบนี้ยังคิดจะตั้งทีมทหารรับจ้างอีกเหรอ?”

“พวกกระจอกอย่างพวกแก นายจ้างที่ไหนเขาจะกล้าวางใจมอบหมายงานให้ทำวะ?”

“ไอ้พวกงี่เง่า เร็วเข้า สปีดขึ้นอีก พวกแกคิดว่าเรามาเล่นขายของกันหรือไง?”

ปัง....

ปังปัง......

ครูฝึกด่าไปพลาง มือก็ไม่ได้หยุดพัก

กระสุนปืนถูกยิงกราดใส่พื้นดินข้าง ๆ ขบวนวิ่งอย่างบ้าคลั่ง เศษหินเศษดินกระเด็นกระดอนไปทั่ว ถ้าใครไม่ระวังก็อาจจะโดนลูกหลงหรือหินกระเด็นใส่ได้

ช่วงแรก ๆ ทุกคนก็ยังรู้สึกเฉย ๆ

เพราะยังไงซะทุกคนก็เป็นทหารรับจ้าง เรื่องพละกำลังย่อมเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว

แค่วิ่งแค่นี้ ถือซะว่าเป็นการฝึกซ้อมตามปกติก็แล้วกัน

แต่ทว่า....

หลังจากวิ่งไปได้หนึ่งชั่วโมงเต็ม ทหารรับจ้างบางคนก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ

พวกครูฝึกไม่มีทีท่าว่าจะสั่งให้หยุดเลย แถมยังเอาแต่เร่งให้พวกเขาเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนตอนแรกไม่มีผิด

อย่าลืมนะว่า พื้นที่ที่พวกเขาใช้ในการวิ่ง ไม่ใช่ถนนราดยางมะตอยเรียบ ๆ แต่เป็นถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยเศษหิน

แถมบนหลังของพวกเขายังมีอุปกรณ์หนักอึ้งแบกเอาไว้อีก

การต้องวิ่งด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานานแบบนี้ ทำให้ทหารรับจ้างหลายคนใกล้จะถึงขีดจำกัดของร่างกายเข้าไปทุกที

นกกระจอกเทศยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา วิ่งไปพลางบ่นไปพลาง “เวรเอ๊ย จะเอาให้ตายกันไปข้างเลยหรือไงวะ!”

เรี่ยวแรงของเขาใกล้จะหมดหลอดแล้ว ความเร็วก็เริ่มตกลงอย่างเห็นได้ชัด

โอเฒ่าก็เริ่มหอบแฮ่ก ๆ แต่เขาก็ยังพอฝืนทนไปได้อีกสักพัก

“ค่อย ๆ วิ่งไปเถอะ ก็เหมือนที่พวกครูฝึกบอกนั่นแหละ ถ้าไม่วิ่งจนถึงขีดจำกัด พวกเขาคงไม่ยอมให้เราผ่านไปง่าย ๆ หรอก!”

คิงลูเธอร์อยู่ในสภาพที่ฟิตปั๋ง นอกจากจะไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยแล้ว เขายังวิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก

เขาหันกลับไปมองนกกระจอกเทศ แล้วพูดว่า “ยังไม่มีใครล้มลงไปสักคนเลยนะ นายคงไม่อยากจะเป็นคนแรกหรอกใช่ไหม?”

“สามก้าวหายใจออก ห้าก้าวหายใจเข้า รักษาจังหวะให้ดี อดทนอีกนิดเดียว!”

“นายดูทิวลิปสิ นายจะบอกว่านายอึดสู้ผู้หญิงไม่ได้งั้นเหรอ?”

นกกระจอกเทศถูกพูดจี้ใจดำจนเถียงไม่ออก

ที่น่าเจ็บใจไปกว่านั้นคือ เขาเถียงกลับไม่ได้เลยนี่สิ

เพราะพละกำลังของคิงลูเธอร์มันบ้าบอมากจริง ๆ เขาเทียบไม่ติดเลยสักนิด

ฝีมือสู้ไม่ได้ ปากเก่งไปก็มีแต่จะโดนหัวเราะเยาะเปล่า ๆ

แต่นกกระจอกเทศเป็นพวกหน้าบาง เขายอมกลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้หรอก

ทันใดนั้น

เขาก็นึกถึงชูร่าที่วิ่งรั้งท้ายขบวนขึ้นมาได้

ขนาดเขายังแทบจะวิ่งไม่ไหวแล้วเลย นับประสาอะไรกับหัวหน้าทีมชูร่าล่ะ สภาพคงดูไม่จืดแน่ ๆ

เมื่อคิดได้ดังนั้น นกกระจอกเทศก็หันไปถลึงตาใส่คิงลูเธอร์ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอวดดี “นายคิดว่าทุกคนจะถึกเป็นควายเหมือนนายหรือไง?”

“พละกำลังดีแล้วไงล่ะ?”

“นายดูหัวหน้าทีมของพวกเราสิ ถึงแรงจะน้อย แต่ฝีมือเขาเยี่ยมนะโว้ย!”

“ส่วนฉันเป็นพวกใช้สมอง.....”

เสียงของนกกระจอกเทศขาดห้วงไปดื้อ ๆ

เพราะหางตาของเขาเหลือบไปเห็นชูร่าที่วิ่งรั้งท้ายขบวน กำลังวิ่งตามขึ้นมาด้วยท่าทีสบาย ๆ

ใบหน้าของเขาไม่มีเหงื่อแม้แต่หยดเดียว แถมยังดูผ่อนคลายยิ่งกว่าคิงลูเธอร์ซะอีก

เมื่อเสิ่นเฟยวิ่งตามขึ้นมา ประโยคแรกที่เขาพูด ก็ทำเอานกกระจอกเทศและสมาชิกคนอื่น ๆ ในทีมถึงกับเสียศูนย์ไปตาม ๆ กัน

เสิ่นเฟยวิ่งไปอย่างสบาย ๆ พลางถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นกกระจอกเทศ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ? ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัด นายบอกว่าฉัน... อะไรน้อยนะ?”

จบบทที่ บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน

คัดลอกลิงก์แล้ว