- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างสายสตรีม: ไลฟ์สดยิงจริง ผมมีคนดูหลักล้าน
- บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน
บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน
บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน
บทที่ 30 คืนนี้สองทุ่ม นัดดวลอวี่เจียงจุน
อวี่เจียงจุนกลัวไหม?
กลัวสิ!
ในฐานะที่เป็นเน็ตไอดอลระดับตัวท็อปที่มีแฟนคลับกว่าล้านคน อวี่เจียงจุนจะเป็นคนโง่ได้ยังไง?
ถึงภาพลักษณ์ภายนอกเขาจะดูบ้า ๆ บอ ๆ ตะโกนสโลแกนวัยรุ่นจิ๊กโก๋ไปวัน ๆ
ทำตัวเหมือนลิงบาบูนก็เถอะ
แต่นั่นมันก็แค่คาแรกเตอร์ที่เขาสร้างขึ้นมา เพื่อดึงดูดความสนใจจากพวกเด็กวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต่างหากล่ะ
ใครควรเข้าไปยุ่ง
ใครไม่ควรเข้าไปยุ่ง
อวี่เจียงจุนรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร
ในตอนแรก เขาคิดว่าชูร่าก็แค่ไอ้ตัวตลกที่แกล้งทำเป็นทหารรับจ้างเพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น
เขาถึงได้กล้าเข้าไปเกาะกระแสอย่างไม่เกรงกลัว
แต่ยิ่งดูไลฟ์สตรีมของชูร่า อวี่เจียงจุนก็ยิ่งรู้สึกตกใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
ให้ตายเถอะ...
นี่มันดูไม่เหมือนการจัดฉากเลยสักนิด!
ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก เนื้อหา หรือแม้แต่โรงแรมที่พัก ล้วนเป็นของจริงทั้งนั้น
ทหารรับจ้างสวมหมวกไหมพรมสีดำเป็นร้อย ๆ คน พร้อมอาวุธครบมือ.....
ต่อให้เป็นการจัดฉาก ก็ต้องมีกลุ่มนายทุนกระเป๋าหนักคอยหนุนหลังอยู่แน่ ๆ
คนแบบนี้ เขาไปมีเรื่องด้วยไม่ได้หรอก!
แต่ตอนนี้เขาขี่หลังเสือแล้ว จะลงก็ไม่ได้!
ถ้าขืนยอมแพ้ตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงใครหรอก แค่แฟนคลับของตัวเองก็คงรุมด่าเขาจนเละแน่ ๆ
แล้วหลังจากนี้จะเอาหน้าไปหากินที่ไหนได้อีกล่ะ
เพราะฉะนั้น
จะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวี่เจียงจุนก็ตัดสินใจสู้ตาย
........
ในห้องไลฟ์ของชูร่า
อวี่เจียงจุน (พลังบวก): “ชูร่าใช่ไหม ขอถามอีกครั้ง กล้าไลฟ์คู่กับพี่อวี่ของนายหรือเปล่า ฉันจะทำให้นายได้รู้ซึ้งว่า พี่อวี่คนนี้เอาจริงแค่ไหน!”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพิมพ์ส่งไปอีกข้อความ: “แน่นอน ถ้านายรู้ตัวว่าผิด ก็จงคุกเข่าขอโทษพี่อวี่ซะ”
“แล้วต่อไปฉันจะถือว่านายเป็นน้องชาย ในวงการอินเทอร์เน็ตนี้ ฉันจะคุ้มกะลาหัวนายเอง!”
“ไอ้ทหารรับจ้างกระจอก ๆ อย่างนาย ไม่มีทางเทียบรัศมีฉันได้หรอก!”
.........
สมาคมทหารรับจ้างสวีเดน
ณ สนามทดสอบ
เสิ่นเฟยอ่านคอมเมนต์ที่อวี่เจียงจุนพิมพ์ส่งมาด้วยความถี่รัว ๆ ในใจก็ทั้งโกรธทั้งขำ
ความเบียวระดับนี้ มันทะลุหลอดไปไกลยิ่งกว่าทิวลิปตอนเมาซะอีก
เรียกได้ว่าเป็นตัวประหลาดของจริง
เสิ่นเฟยอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเขาตกลงไลฟ์คู่กับหมอนี่ แล้วใช้ทักษะ 【การจ้องมองแห่งความตาย】 ขู่ให้มันกลัว ภาพมันจะออกมาเป็นยังไงนะ?
กระแสในไลฟ์สตรีมต้องระเบิดแน่ ๆ
แถมเมื่อกี้ตอนที่เสิ่นเฟยเดินดูของในร้านค้าระบบ เขาก็เจอทักษะที่ทั้งสนุกและป่วนประสาทกว่า 【การจ้องมองแห่งความตาย】 อีกเพียบเลย
เอาไอ้ตัวประหลาดนี่มาเป็นหนูทดลองซะหน่อยก็ดีเหมือนกัน
น่าเสียดายที่ตอนนี้เขากำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ ไม่สะดวกที่จะไลฟ์คู่ด้วย
คิดไปคิดมา เสิ่นเฟยก็พูดตอบกลับไปในใจว่า “อวี่เจียงจุนใช่ไหม? ตอนนี้ฉันไม่มีเวลามาเล่นกับนายหรอกนะ”
“ถ้านายอยากจะจัดหนักฉันจริง ๆ ล่ะก็ คืนนี้สองทุ่ม ฉันจะรอนายอยู่ในไลฟ์ก็แล้วกัน”
เขาไม่ได้ส่งเสียงพูดออกมาเลยแม้แต่น้อย
แต่ระบบก็จัดการส่งเสียงของเขา ให้ไปปรากฏอยู่ในห้องไลฟ์โดยอัตโนมัติ
ใส่ใจเหมือนเคยไม่มีผิด
เมื่อได้ยินเสียงของเสิ่นเฟย แฟนคลับของเขาก็พากันตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“ฮ่า ๆ ฉันว่าแล้ว ว่าลูกพี่ไม่มีทางยอมแพ้หรอก!”
“ให้ตายสิ ในที่สุดลูกพี่ก็ยอมพูดแล้ว ฉันก็นึกว่าตอนทดสอบเขาห้ามส่งเสียงซะอีก!”
“ใช่ ตอนนี้ไม่มีเวลามาเล่นกับไอ้อวี่เจียงจุนบ้าบออะไรนั่นหรอก ถ้าแน่จริงก็มาเจอกันคืนนี้สิโว้ย!”
“แค่ไอ้วัยรุ่นจิ๊กโก๋คนเดียว ลูกพี่อุตส่าห์ไว้หน้าแกแล้วนะเนี่ย?”
“ตลกจังวะ? เห็น ๆ กันอยู่ว่ากลัวไม่ใช่หรือไง?”
“คบเพื่อนอย่ามาวางแผนหักหลัง สังคมเขาดูที่บารมีโว้ย ลูกพี่อวี่ของฉันอุตส่าห์จะมาไลฟ์คู่กับนาย นายยังมีหน้ามาต่อรองเวลาอีกเหรอ?”
“ลูกพี่อวี่ ปล่อยให้มันทำเก่งไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพอถึงสองทุ่ม ฉันจะพากองทัพอวี่นับแสนนาย ไปเหยียบช่องมันให้ราบเป็นหน้ากลองเลย!”
“ลูกพี่อวี่ของฉันจะไลฟ์คู่กับแกตอนนี้เว้ย จะต้องรอถึงกลางคืนทำไมวะ?”
“ปอดแหกแล้วล่ะสิ?”
อวี่เจียงจุน (พลังบวก): “โลกมายามันล่อตาล่อใจ ถ้าไม่มีดีก็อย่ามาทำซ่า สองทุ่มใช่ไหม ได้เลย ลูกพี่อวี่จะรอ!”
อวี่เจียงจุน (พลังบวก): “ถึงตอนนั้นใครแพ้ ต้องคุกเข่าเรียกอีกฝ่ายว่าพ่อ กล้าไหมล่ะ?”
.........
“ได้สิ ฉันจะเล่นเป็นเพื่อนนายเอง”
“อย่าลืมพาพวกพ้องนายมาให้หมดล่ะ ฉันก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่านายจะมีบารมีสักแค่ไหน”
มุมปากของเสิ่นเฟยยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความคาดหวัง
เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว ที่จะได้ลองใช้ทักษะสุดป่วนประสาทจากร้านค้าระบบแล้ว
หลังจากทิ้งท้ายไว้สองประโยคนี้
เสิ่นเฟยก็เลิกสนใจว่าในห้องไลฟ์จะพูดอะไรกันอีก แล้วดึงสติกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
.......
ณ สนามทดสอบ
รถมอเตอร์ไซค์วิบากแล่นฉิวผ่านหน้าขบวนไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ตลบอบอวล
ด้านหลังรถมอเตอร์ไซค์ ทหารรับจ้างที่เข้ารับการทดสอบทุกคนกำลังแบกอุปกรณ์หนักอึ้ง วิ่งหน้าตั้งราวกับมังกรสองตัวที่กำลังเลื้อยขดไปมา
ส่วนด้านข้างของขบวน เหล่าครูฝึกต่างพากันขับยานพาหนะสารพัดชนิด พร้อมกับตะโกนด่าทอเยาะเย้ยทหารรับจ้างไม่หยุดปาก
“วิ่งให้มันเร็ว ๆ หน่อยสิวะ พวกแกสมองเสื่อมกันหรือไง?”
“ยายแก่ขายไอติมหน้าปากซอยยังวิ่งเร็วกว่าพวกแกอีก สภาพแบบนี้ยังคิดจะตั้งทีมทหารรับจ้างอีกเหรอ?”
“พวกกระจอกอย่างพวกแก นายจ้างที่ไหนเขาจะกล้าวางใจมอบหมายงานให้ทำวะ?”
“ไอ้พวกงี่เง่า เร็วเข้า สปีดขึ้นอีก พวกแกคิดว่าเรามาเล่นขายของกันหรือไง?”
ปัง....
ปังปัง......
ครูฝึกด่าไปพลาง มือก็ไม่ได้หยุดพัก
กระสุนปืนถูกยิงกราดใส่พื้นดินข้าง ๆ ขบวนวิ่งอย่างบ้าคลั่ง เศษหินเศษดินกระเด็นกระดอนไปทั่ว ถ้าใครไม่ระวังก็อาจจะโดนลูกหลงหรือหินกระเด็นใส่ได้
ช่วงแรก ๆ ทุกคนก็ยังรู้สึกเฉย ๆ
เพราะยังไงซะทุกคนก็เป็นทหารรับจ้าง เรื่องพละกำลังย่อมเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว
แค่วิ่งแค่นี้ ถือซะว่าเป็นการฝึกซ้อมตามปกติก็แล้วกัน
แต่ทว่า....
หลังจากวิ่งไปได้หนึ่งชั่วโมงเต็ม ทหารรับจ้างบางคนก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
พวกครูฝึกไม่มีทีท่าว่าจะสั่งให้หยุดเลย แถมยังเอาแต่เร่งให้พวกเขาเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนตอนแรกไม่มีผิด
อย่าลืมนะว่า พื้นที่ที่พวกเขาใช้ในการวิ่ง ไม่ใช่ถนนราดยางมะตอยเรียบ ๆ แต่เป็นถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยเศษหิน
แถมบนหลังของพวกเขายังมีอุปกรณ์หนักอึ้งแบกเอาไว้อีก
การต้องวิ่งด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานานแบบนี้ ทำให้ทหารรับจ้างหลายคนใกล้จะถึงขีดจำกัดของร่างกายเข้าไปทุกที
นกกระจอกเทศยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา วิ่งไปพลางบ่นไปพลาง “เวรเอ๊ย จะเอาให้ตายกันไปข้างเลยหรือไงวะ!”
เรี่ยวแรงของเขาใกล้จะหมดหลอดแล้ว ความเร็วก็เริ่มตกลงอย่างเห็นได้ชัด
โอเฒ่าก็เริ่มหอบแฮ่ก ๆ แต่เขาก็ยังพอฝืนทนไปได้อีกสักพัก
“ค่อย ๆ วิ่งไปเถอะ ก็เหมือนที่พวกครูฝึกบอกนั่นแหละ ถ้าไม่วิ่งจนถึงขีดจำกัด พวกเขาคงไม่ยอมให้เราผ่านไปง่าย ๆ หรอก!”
คิงลูเธอร์อยู่ในสภาพที่ฟิตปั๋ง นอกจากจะไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยแล้ว เขายังวิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก
เขาหันกลับไปมองนกกระจอกเทศ แล้วพูดว่า “ยังไม่มีใครล้มลงไปสักคนเลยนะ นายคงไม่อยากจะเป็นคนแรกหรอกใช่ไหม?”
“สามก้าวหายใจออก ห้าก้าวหายใจเข้า รักษาจังหวะให้ดี อดทนอีกนิดเดียว!”
“นายดูทิวลิปสิ นายจะบอกว่านายอึดสู้ผู้หญิงไม่ได้งั้นเหรอ?”
นกกระจอกเทศถูกพูดจี้ใจดำจนเถียงไม่ออก
ที่น่าเจ็บใจไปกว่านั้นคือ เขาเถียงกลับไม่ได้เลยนี่สิ
เพราะพละกำลังของคิงลูเธอร์มันบ้าบอมากจริง ๆ เขาเทียบไม่ติดเลยสักนิด
ฝีมือสู้ไม่ได้ ปากเก่งไปก็มีแต่จะโดนหัวเราะเยาะเปล่า ๆ
แต่นกกระจอกเทศเป็นพวกหน้าบาง เขายอมกลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้หรอก
ทันใดนั้น
เขาก็นึกถึงชูร่าที่วิ่งรั้งท้ายขบวนขึ้นมาได้
ขนาดเขายังแทบจะวิ่งไม่ไหวแล้วเลย นับประสาอะไรกับหัวหน้าทีมชูร่าล่ะ สภาพคงดูไม่จืดแน่ ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น นกกระจอกเทศก็หันไปถลึงตาใส่คิงลูเธอร์ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอวดดี “นายคิดว่าทุกคนจะถึกเป็นควายเหมือนนายหรือไง?”
“พละกำลังดีแล้วไงล่ะ?”
“นายดูหัวหน้าทีมของพวกเราสิ ถึงแรงจะน้อย แต่ฝีมือเขาเยี่ยมนะโว้ย!”
“ส่วนฉันเป็นพวกใช้สมอง.....”
เสียงของนกกระจอกเทศขาดห้วงไปดื้อ ๆ
เพราะหางตาของเขาเหลือบไปเห็นชูร่าที่วิ่งรั้งท้ายขบวน กำลังวิ่งตามขึ้นมาด้วยท่าทีสบาย ๆ
ใบหน้าของเขาไม่มีเหงื่อแม้แต่หยดเดียว แถมยังดูผ่อนคลายยิ่งกว่าคิงลูเธอร์ซะอีก
เมื่อเสิ่นเฟยวิ่งตามขึ้นมา ประโยคแรกที่เขาพูด ก็ทำเอานกกระจอกเทศและสมาชิกคนอื่น ๆ ในทีมถึงกับเสียศูนย์ไปตาม ๆ กัน
เสิ่นเฟยวิ่งไปอย่างสบาย ๆ พลางถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นกกระจอกเทศ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ? ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัด นายบอกว่าฉัน... อะไรน้อยนะ?”