- หน้าแรก
- ร้านขายของเก่าหมายเลขศูนย์ ดาวโรงเรียนผู้เสียโฉมกลายเป็นซัคคิวบัสเพื่อใช้หนี้
- บทที่ 10 รูปปั้นต้องห้าม
บทที่ 10 รูปปั้นต้องห้าม
บทที่ 10 รูปปั้นต้องห้าม
บทที่ 10 รูปปั้นต้องห้าม
วันรุ่งขึ้น
เจียงเฉาเซิงตื่นขึ้นมาจัดการธุระส่วนตัวจนเรียบร้อย
เขาเดินออกจากห้องนอน ที่หน้าประตูพบรถเข็นอาหารที่มีมื้อเช้าจัดเตรียมไว้เสร็จสรรพ โดยมีฝาครอบเก็บความร้อนปิดไว้เป็นอย่างดี
จินเหม่ยถิงไม่อยู่ที่นี่แล้ว
เธอออกไปปฏิบัติภารกิจที่เจียงเฉาเซิงมอบหมายไว้
หากความสามารถของจินเหม่ยถิงเพียงพอ คืนนี้เธอก็น่าจะพาตัวพี่สาวของชายหนุ่มผมแดงคนนั้นกลับมาได้
และเมื่อนั้น สมาชิกคนที่สองของสมาคมต้องห้ามก็จะถือกำเนิดขึ้น
ตามปกติเจียงเฉาเซิงมีนิสัยต้องรับประทานอาหารเช้าเสมอ ทว่าวันนี้เขากลับทำลายกฎเกณฑ์เดิมของตนเอง
วันนี้คือวันขึ้นหนึ่งค่ำ เป็นวันที่เขาต้องมอบพลังวิญญาณให้กับรูปปั้นต้องห้ามในห้องใต้ดิน
ชายหนุ่มอดใจรอไม่ไหวที่จะได้พบกับของต้องห้ามองค์นั้นอีกครั้ง
เจียงเฉาเซิงเดินลงไปชั้นล่าง หยิบโถผนึกวิญญาณปีศาจจากบนชั้นวาง แล้วเดินลงบันไดที่อยู่ด้านหลังโถงตรงไปยังห้องใต้ดิน
.......
ประตูไม้สีดำโบราณหน้าห้องใต้ดินบานนั้น บัดนี้เปิดออกเองราวกับรอคอยการมาถึงของเขา
เจียงเฉาเซิงเหลือบมองเข้าไปในความมืดมิดที่ลึกดั่งห้วงอเวจี ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปข้างใน
ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่ห้องใต้ดิน เชิงเทียนทองสัมฤทธิ์สามร้อยหกสิบห้าอันที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในห้องโถงใต้ดินอันกว้างขวาง ก็พลันลุกโชนขึ้นด้วยเปลวไฟสีเขียวเรืองรอง
เจียงเฉาเซิงมองสำรวจสภาพแวดล้อมด้วยความประหลาดใจ
เปลวไฟสีเขียวเหล่านั้นไม่มีความร้อนแม้แต่น้อย แต่มันกลับแผ่ซ่านความเย็นเยือกออกมาแทน
ณ ใจกลางห้อง มีผ้ายันต์สีเหลืองยาวหนึ่งจั้งจำนวนแปดผืน แขวนเรียงรายล้อมรอบไว้ บนผ้ายันต์เขียนอักขระพระสูตรอันลึกล้ำด้วยชาดสีแดงเข้ม
เจียงเฉาเซิงรู้ดีว่ารูปปั้นต้องห้ามองค์นั้นประดิษฐานอยู่ท่ามกลางผ้ายันต์เหล่านี้
เขาเดินเข้าไปใกล้ ค่อยๆ แหวกผ้ายันต์สีเหลืองออกจนเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
มันคือรูปปั้นในลักษณะโครงกระดูกหยกขาว สวมเสื้อคลุมยาวสีดำขาดรุ่งริ่ง ในอ้อมแขนกอดกล่องสีดำใบเล็กไว้แนบอก ขณะนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำอย่างมั่นคง
เสียง ‘แกรก... แกรก...’ ดังขึ้นจากรอยต่อของโครงกระดูกหยกขาว
มันเป็นเสียงที่คล้ายกับเฟืองสองตัวที่ขึ้นสนิมกรังและขาดน้ำมันหล่อลื่นกำลังบดเสียดสีกัน
โครงกระดูกหยกขาวตนนั้นค่อยๆ เงยศีรษะกะโหลกขึ้นอย่างเชื่องช้า
ทันใดนั้น เปลวเทียนรอบด้านก็สั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง มวลอากาศพลันหนืดข้น แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวถาโถมเข้าใส่ทุกทิศทาง
หากเป็นคนธรรมดามาอยู่ในที่แห่งนี้ ผู้ที่มีจิตใจแข็งแกร่งคงอดไม่ได้ที่จะทรุดตัวลงคุกเข่าคำนับ ส่วนผู้ที่จิตใจอ่อนแอเกรงว่าจะช็อกจนเสียชีวิตไปในทันที
เจียงเฉาเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเรียบๆ ว่า:
“เงียบหน่อย”
ผู้ดูแลรุ่นก่อนเคยกำชับไว้ว่า สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดในร้านขายของเก่าแห่งนี้ก็คือรูปปั้นต้องห้ามนี่เอง
ยามที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องใต้ดิน วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการกราบไหว้สามครั้งคำนับเก้าครั้ง
แต่เจียงเฉาเซิงรู้สึกว่ามันไร้สาระ และเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะยอมคุกเข่าให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าที่มีชีวิตอยู่จริงๆ ก็ตาม
อย่างมากที่สุดก็แค่ทำให้คำสาปบนตัวเขารุนแรงขึ้น แต่รูปปั้นนี้ก็จะไม่มีวันได้รับพลังวิญญาณอีกต่อไป
ใครกันแน่ที่ควรจะกลัวใคร?
สิ้นเสียงคำสั่งของเขา เปลวเทียนก็หยุดสั่นไหว บรรยากาศรอบด้านกลับสู่ภาวะปกติ
เบ้าตาที่ว่างเปล่าของโครงกระดูกหยกขาวราวกับมีสายตาที่มองไม่เห็นจับจ้องไปยังโถผนึกวิญญาณปีศาจในมือของเจียงเฉาเซิงอย่างไม่ลดละ
มันยอมประนีประนอมให้กับเจียงเฉาเซิง เพราะปรารถนาในพลังวิญญาณที่เขานำมามอบให้
เจียงเฉาเซิงเปิดฝาโถผนึกวิญญาณปีศาจออก
พลังวิญญาณที่กลั่นตัวเป็นรูปธรรมราวกับกระแสลมสีขาวขุ่นพุ่งทะลักออกมา
รูปปั้นโครงกระดูกหยกขาวเริ่มมีปฏิกิริยาคล้ายการหายใจ
พลังวิญญาณเหล่านั้นถูกสูดเข้าไปทางช่องปากและจมูกของกะโหลกหยกขาวอย่างรวดเร็ว
เจียงเฉาเซิงหรี่ตามองดูโครงกระดูกบนบัลลังก์ทองคำ
หมายเลข 【0-01, จักรพรรดิ】
เจียงเฉาเซิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
หมายเลขตัวแรกที่เป็น ‘0’ บ่งบอกว่าของต้องห้ามชิ้นนี้มีความเกี่ยวข้องกับระดับเทพเจ้า
โครงกระดูกหยกขาวองค์นี้กลับเป็นของต้องห้ามระดับเทพเจ้า และที่สำคัญคือมันถูกจัดอยู่ในอันดับแรกสุด!
เขาเริ่มสงสัยว่า โครงกระดูกหยกขาวนี้อาจจะเป็นซากศพของเทพเจ้าองค์หนึ่งจริงๆ
“ดูท่าแล้ว เทพเจ้ากับเทพในตำนานปรัมปราคงจะแตกต่างกันไม่น้อยเลยสินะ”
เพราะในความทรงจำของเขา ไม่เคยมีเทพเจ้าองค์ใดที่มีนามว่า ‘จักรพรรดิ’ มาก่อน
ผ่านไปสิบกว่านาที โครงกระดูกหยกขาวก็ดูดซับพลังวิญญาณจนหมดสิ้น มันค่อยๆ ก้มศีรษะลงกลับสู่สภาพเดิม
เจียงเฉาเซิงยืนจ้องมองโครงกระดูกหยกขาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถือโถที่ว่างเปล่าเดินออกจากห้องใต้ดินไป
......
เขตพัฒนาเมืองหนานไห่, โรงพยาบาลโอเอซิส
นี่คือโรงพยาบาลเอกชนระดับหรูของหนานไห่ หรือที่ผู้คนมักเรียกกันติดปากว่า ‘โรงพยาบาลคุณหนู’
ในห้องพักผู้ป่วยระดับวีไอพีที่มองเห็นวิวทะเล หญิงสาวผู้หนึ่งที่มีใบหน้าซีดเซียวและร่างกายผอมบางกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น
เธอคือ เซี่ยลี่ ผู้นำตระกูลเซี่ยแห่งหนานไห่คนปัจจุบัน
หากใครไม่รู้จักตระกูลเซี่ย อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินชื่อ ‘เวิลด์ดรีมกรุ๊ป’ ที่ตระกูลเซี่ยเป็นผู้ก่อตั้งอย่างแน่นอน
เวิลด์ดรีมกรุ๊ปดำเนินธุรกิจครอบคลุมแทบทุกวงจรในเขตพัฒนาเมืองหนานไห่ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การแพทย์ การศึกษา การท่องเที่ยว แฟชั่น ยานยนต์ หรือด้านอื่นๆ
อาจกล่าวได้ว่าประชาชนในหนานไห่ตั้งแต่เกิดจนตาย ล้วนไม่มีใครหนีพ้นเงื้อมมือของเวิลด์ดรีมกรุ๊ปไปได้
ซึ่งเหตุผลเดียวที่พวกเขายังไม่ครอบคลุมไปถึงวาระสุดท้าย ก็เพราะเวิลด์ดรีมยังไม่มีนโยบายขยายธุรกิจไปยังด้านการจัดงานศพเท่านั้นเอง
เซี่ยลี่ ในฐานะผู้นำคนปัจจุบันคือราชินีผู้สูงศักดิ์แห่งเขตพัฒนา
ทว่า ต่อให้จะเป็นอัจฉริยะหญิงที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลเพียงใด ในยามนี้เธอกลับต้องพ่ายแพ้ต่อโรคร้าย
อาการป่วยของเธอหนักหนาสาหร่าย
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงซ้ำร้ายยังแทรกซ้อนด้วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ต่อให้เป็นเทพเซียนลงมาโปรดก็คงทำได้เพียงเฝ้ามองดูเธอเดินเข้าสู่ประตูนรกทีละก้าวเท่านั้น
“ท่านประธานเซี่ย รีบเซ็นสัญญาเถอะครับ”
ทนายความเอ่ยเร่งเร้าอยู่ข้างหูของเซี่ยลี่
ดวงตาของเซี่ยลี่สั่นระริกด้วยความเศร้าสร้อย
ร่างกายของเธอมาถึงจุดแตกหักจนไม่อาจเยียวยาได้แล้ว
ช่วงหลังมานี้เธอเริ่มรู้สึกว่า แม้แต่การจะเปล่งเสียงพูดออกมาก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัส
ทนายความคนนี้ต้องการให้เธอเซ็นพินัยกรรมเพื่อโอนกิจการทั้งหมดให้กับ ‘เซี่ยฉี่หมิง’ น้องชายของเธอ
เซี่ยลี่รู้ดีกว่าใครว่าน้องชายของตนเป็นคนเช่นไร
เขาเชี่ยวชาญเพียงเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว และการพนัน เป็นที่เลื่องลือไปทั่วหนานไห่ว่าเป็นทายาทเศรษฐีที่ไร้ความสามารถที่สุด
หากเวิลด์ดรีมตกอยู่ในกำมือของเขา กิจการที่สืบทอดกันมานานกว่าสองร้อยปีคงพังพินาศในเวลาไม่นาน
เซี่ยลี่ปรารถนาจะมอบเวิลด์ดรีมให้แก่ผู้อื่น เช่นกลุ่มผู้บริหารระดับสูงที่มีความสามารถและความกล้าหาญ
สายเลือดไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอ แต่การรักษาแบรนด์เวิลด์ดรีมไว้ต่างหากคือภารกิจอันยิ่งใหญ่
แต่น่าเศร้าที่เธอไม่มีกำลังพอจะส่งข่าวสารใดๆ ออกไปได้อีกแล้ว
เมื่อไม่กี่วันก่อน โทรศัพท์มือถือของเธอถูกยึดไป
พื้นที่ทั้งชั้นของโรงพยาบาลนี้มีเพียงเธอคนเดียวที่พักอยู่
หลายวันที่ผ่านมา แม้แต่พยาบาลหรือแพทย์เจ้าของไข้ก็ไม่มีใครโผล่หน้ามาเลย
พูดง่ายๆ ก็คือ คนป่วยอย่างเธอได้ถูกกักบริเวณอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
เมื่อเห็นเซี่ยลี่ยังคงนิ่งเฉย ทนายความจึงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นแข็งกร้าว:
“นี่เป็นความประสงค์ของเหล่าผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกันครับ”
เซี่ยลี่แค่นยิ้มอย่างสมเพชในใจ
หากเธอเซ็นชื่อลงไป เวิลด์ดรีมกรุ๊ปก็จะกลายเป็นของเซี่ยฉี่หมิงทันที
เขาก็แค่เด็กที่รักสนุกคนหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายคงไม่พ้นถูกพวกหมาป่าในคราบผู้ถือหุ้นรุมทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
เซี่ยลี่เพียงหวังให้น้องชายเป็นเศรษฐีที่มีความสุข ไม่ใช่ก้าวลงมาในวังวนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้
เธอมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาว่างเปล่า
ไม่รู้ว่าตอนนี้น้องชายของเธอที่อยู่ข้างนอกจะเป็นอย่างไรบ้าง
เขาจะถูกผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ รังแกเหมือนที่เธอโดนหรือไม่?
พวกคนเหล่านั้นคงอยากได้ผู้นำที่ควบคุมง่ายเหมือนหุ่นเชิดสินะ
ในที่สุดทนายความก็หมดความอดทน เขาโน้มตัวลงมากระซิบเสียงเย็นที่ข้างหูของเซี่ยลี่:
“ประธานเซี่ย อย่าได้ทำเป็นไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไปหน่อยเลย
นายน้อยเซี่ยฝากบอกมาว่า หากคุณยอมเซ็นสัญญาแต่โดยดี เขาจะให้คุณนอนรอความตายอยู่ที่นี่อย่างสงบ
แต่ถ้าคุณยังดื้อแพ่ง ก็อย่าหาว่านายน้อยเซี่ยใช้วิธีการรุนแรงกับคุณเลย
อย่าลืมนะว่า โรงพยาบาลโอเอซิสแห่งนี้เป็นชื่อของนายน้อยเซี่ย
การจะทำให้คุณรู้สึกว่าอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้... มันเป็นเรื่องที่ง่ายนิดเดียว”
หางตาของเซี่ยลี่กระตุกอย่างรุนแรง เธอจ้องหน้าทนายความด้วยความเหลือเชื่อ
คราแรกเธอคิดว่าเป็นฝีมือของผู้ถือหุ้นที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมควบคุมโรงพยาบาล
ที่ไหนได้... เธอพิเคราะห์คนผิดไปเอง
ความเจ็บปวดจากการถูกผู้ถือหุ้นหักหลังนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความโกรธแค้นที่ถูกน้องชายร่วมไส้ทรยศ
ทั้งที่หลังจากแม่เสียชีวิตไป เธอก็เป็นคนดูแลฟูมฟักน้องชายคนนี้มาอย่างดีโดยตลอด
ช่างเป็น... ไอ้คนสารเลว... ที่ใจคออำมหิตเหลือเกิน!
ทนายความเห็นว่าการข่มขู่ได้ผล เขาจึงมองเซี่ยลี่ด้วยสายตาเหยียดหยาม
ผู้มีอำนาจที่เคยอยู่เหนือผู้คน บัดนี้กลับถูกเขาเหยียบย่ำไว้ใต้เท้า ความรู้สึกสะใจแผ่ซ่านไปทั่วอก
เขายิ้มอย่างผู้ชนะ:
“ประธานเซี่ย ลองกลับไปคิดดูให้ดีนะครับ ตอนเย็นผมจะมาเอาคำตอบอีกครั้ง”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากห้องพักไปอย่างย่ามใจ
ดวงตาของเซี่ยลี่เอ่อล้นไปด้วยความโศกเศร้า
หากจะมีเทพเจ้าสักองค์ปรากฏกายมาช่วยเธอได้ก็คงจะดี
เธอที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องเร้นลับมาก่อน ในใจกลับเฝ้าอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทันใดนั้นเอง เสียงประตูก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง
เป็นพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามา
พยาบาลสาวที่มีเสน่ห์เย้ายวนแผ่ซ่านออกมาจากภายในอย่างประหลาด
[จบตอน]