เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!

บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!

บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!


บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!

หลินเข่อเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านข้าง ทีแรกก็ฟังด้วยความงุนงง แต่พอหลินหยวนอธิบาย เธอก็พลันกระจ่างแจ้งในทันที! จุดติดขัดต่างๆ ที่เคยมืดแปดด้านกลับถูกคลี่คลายลงในพริบตา!

เธอมองดูอักขระลวดลายบนพื้น ซึ่งดูสมบูรณ์แบบและลี้ลับยิ่งกว่าค่ายกลมาตรฐานในตำราเรียนเสียอีก

จากนั้นเธอก็หันไปมองพี่ชายที่ยังคงมีท่าทีสงบเยือกเย็น ปากเล็กๆ ของเธออ้ากว้างเป็นรูปตัวโอ ดวงตาเปล่งประกายเป็นประกายดาวด้วยความเลื่อมใส

"ว้าว! พี่คะ! พี่ไปเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!"

หลินเข่อเอ๋อร์พุ่งเข้าไปกอดแขนหลินหยวน ร้องตะโกนด้วยความตกตะลึง "พี่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าอาจารย์สอนค่ายกลระดับพิเศษที่สถาบันอีกนะ!"

หลินหยวนลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่มือออก แล้วโอ้อวดราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาว่า "แน่นอนสิ คิดว่าพี่ชายของเธอเป็นใครกันล่ะ? พี่น่ะเป็นอัจฉริยะในหมื่นล้านเชียวนะ เรื่องแค่นี้ก็แค่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่เห็นต้องง้ออาจารย์เลย"

"หึ ขี้โม้ไปเถอะ!"

จังหวะนั้นเอง น้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังมาจากไม่ไกล

หญิงสาวรูปโฉมงดงามผู้สวมชุดสูทสั่งตัดระดับไฮเอนด์ รูปร่างสูงโปร่งและแผ่กลิ่นอายของคนทำงานเก่งกาจ กำลังยืนกอดอกพิงเสาระเบียงมองดูพวกเขาอยู่

ใบหน้าของหญิงสาวมีความคล้ายคลึงกับหลินหยวนอยู่บ้าง ทว่าระหว่างคิ้วกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของอำนาจและความเฉียบขาดที่เกิดจากการดำรงตำแหน่งระดับสูงมาอย่างยาวนาน

"วันๆ เอาแต่เล่นสนุกไปเรื่อย ก็มีแต่เด็กน้อยอย่างเข่อเอ๋อร์เท่านั้นแหละที่เชื่อคำพูดไร้สาระของนาย เสี่ยวหยวน ถึงครอบครัวเราจะมีธุรกิจใหญ่โต แต่เส้นทางแห่งวิถียุทธ์นั้นเปรียบเสมือนการพายเรือทวนน้ำ หากไม่รุดหน้าก็มีแต่จะถอยหลัง นายยังต้องพยายามบ่มเพาะด้วยตัวเองให้มากนะ"

เมื่อได้ยินบทเทศนาอันคุ้นเคยนี้ หลินหยวนก็ปวดขมับขึ้นมาทันที

ไม่ต้องถามก็รู้ว่า หลินเมิ่งเหยา พี่สาวนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลที่กุมบังเหียนอาณาจักรการค้าอันยิ่งใหญ่ ได้กลับมาแล้ว

คุณปู่ของพวกเขาต้องประจำการปกป้องชายแดน ส่วนพ่อแม่ก็ดำรงตำแหน่งระดับสูง ตลอดทั้งปีแทบจะไม่ได้อยู่บ้าน ส่วนใหญ่จึงติดต่อกันผ่านวิดีโอคอลเท่านั้น

ดังนั้น พี่สาวคนนี้ที่อายุมากกว่าเขาเพียงไม่กี่ปีจึงรับบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัวไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่กลับมา เธอจะต้องอบรมบ่มนิสัยเขาชุดใหญ่เสมอ

"พี่ครับ ทำไมผมรู้สึกว่าพี่ชักจะเหมือนแม่เข้าไปทุกทีแล้วเนี่ย?" หลินหยวนอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ

"นี่! ไอ้เด็กบ้า เดี๋ยวนี้กล้าล้อเลียนฉันแล้วเหรอ!"

ดวงตากลมโตของหลินเมิ่งเหยาเบิกกว้าง เพียงพริบตาเดียวเธอก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหลินหยวน พร้อมกับเอื้อมมือขาวผ่องไปดีดหน้าผากเขาอย่างแรง

"โอ๊ย!"

"คิกคิก!"

เสียงร้องโอดครวญเกินจริงของหลินหยวนและเสียงหัวเราะใสแจ๋วราวกับกระดิ่งของหลินเข่อเอ๋อร์ดังกล้องไปทั่วลานบ้านอันแสนอบอุ่น

ครอบครัวเดินไปที่ห้องอาหาร พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เตรียมตัวลิ้มรสอาหารมื้อดึกที่พี่สาวอุตส่าห์ซื้อมาฝากเป็นพิเศษ... เวลาล่วงเลยไป วันแข่งขันประลองยุทธ์ทั่วสถาบันก็ใกล้เข้ามาทุกที

ทั่วทั้งสถาบันศิลปะการต่อสู้แห่งเมืองหลวงหลงเซี่ยเต็มไปด้วยบรรยากาศอันตึงเครียด

นักเรียนทุกคนต่างฉกฉวยช่วงเวลาสุดท้ายเพื่อบ่มเพาะพลังอย่างบ้าคลั่ง หวังจะทำผลงานให้ออกมาดีในการแข่งขัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เย่เซวียน

นับตั้งแต่ที่หลินหยวนตัดท่อน้ำเลี้ยงของเขา เขาก็ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน บ่มเพาะพลังหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิมถึงสิบเท่า

ในแต่ละวัน หากเขาไม่กำลังท้าทายขีดจำกัดของตัวเองอยู่ในห้องแรงโน้มถ่วง ก็จะไปรับภารกิจระดับความยากสูงต่างๆ ในหอภารกิจ

เขาใช้การต่อสู้เพื่อหล่อหลอมตัวเอง และใช้เลือดเนื้อเพื่อแลกกับทรัพยากร

ภายใต้ความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและการชี้แนะจากบรรพชนจี๋เต้าในหัว ระดับการบ่มเพาะของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดจริงๆ

และในที่สุด สามวันก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เขาก็ประสบความสำเร็จในการทะลวงจุดคอขวด!

ตู้ม!

ภายในห้องบ่มเพาะ กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งระเบิดออกจากร่างของเย่เซวียน เขาลืมตาโพลง นัยน์ตาเปล่งประกายเจิดจ้า!

ขอบเขตเบิกชีพจร ขั้นที่สอง!

เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณวิญญาณในร่างที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า รอยยิ้มเปี่ยมความมั่นใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเย่เซวียน

แม้จะเป็นเพียงขั้นที่สอง แต่เขามีวิชาลับที่บรรพชนจี๋เต้าถ่ายทอดให้ รวมถึงประสบการณ์การต่อสู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก

เขามั่นใจว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเบิกชีพจรขั้นที่ห้าหรือขั้นที่หกทั่วไป เขาก็มีพลังพอที่จะต่อกรได้!

แล้วหลินหยวนล่ะ?

ก็เป็นแค่ขอบเขตเบิกชีพจรขั้นที่หกไม่ใช่หรือไง

เย่เซวียนเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า นั่นเป็นเพียงระดับพลังกลวงเปล่าที่หลินหยวนใช้ทรัพยากรประเคนถมขึ้นมา ดีแต่เปลือกทว่าไร้ประโยชน์!

ในการต่อสู้เป็นตายของจริง ระดับพลังไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ตัดสินผลแพ้ชนะ!

เจตจำนงการต่อสู้ลุกโชนอยู่ในอก

เขาต้องการท้าประลองกับหลินหยวน!

เขาต้องการบดขยี้คุณชายที่เคยหยิ่งยโสคนนี้ให้จมดินต่อหน้าทุกคนก่อนการแข่งขัน เพื่อชำระล้างความอัปยศอดสูทั้งหมดที่ผ่านมา!

คิดได้ดังนั้น เย่เซวียนก็ลุกขึ้นพรวดและเดินออกจากห้องบ่มเพาะด้วยท่าทีดุดัน มุ่งหน้าตรงไปยังสวนหย่อมด้านหลังซึ่งเป็นสถานที่ที่หลินหยวนมักจะไปขลุกตัวอยู่บ่อยที่สุด

และก็เป็นไปตามคาด เขามองเห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยนั้นในทันที

หลินหยวนกำลังนอนแผ่หราอยู่บนสนามหญ้า

คาบยอดหญ้าไว้ในปาก นั่งไขว่ห้างฮัมเพลงแปลกหูพลางอาบแดดอย่างสบายอารมณ์

ท่าทางสบายๆ และเกียจคร้านนั้นช่างขัดกับบรรยากาศอันตึงเครียดของการเตรียมตัวแข่งขันในสถาบันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเห็นภาพนี้ โทสะในใจของเย่เซวียนก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที เส้นเลือดดำปูดโปนตรงขมับ

ฉันอยู่ที่นี่บ่มเพาะพลังแทบเป็นแทบตาย แต่แก ไอ้หมอนี่ กลับมานอนหลับสบายใจเฉิบอยู่ที่นี่เนี่ยนะ?

"หลินหยวน!"

เย่เซวียนสาวเท้าเข้าไปหาและแผดเสียงคำรามดังกึกก้องราวกับระฆังใบใหญ่ "ไอ้สวะ! แกกล้าประลองกับฉันอย่างเปิดเผยและยุติธรรมไหม!"

หลินหยวนถูกเสียงคำรามรบกวนจนต้องลืมตาขึ้นมาอย่างหงุดหงิด เขาหาวหวอดหนึ่งทีและปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเกียจคร้าน

"ประลองกับนาย? ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย?"

"แก!" เย่เซวียนโกรธจัดกับท่าทีเฉยเมยของเขาจนแทบจะกระอักเลือดออกมา "หรือว่าแกกลัว?"

"กลัวงั้นเหรอ?" หลินหยวนทำราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ขำขันที่สุด "ฉันก็แค่ไม่สนใจ การชนะนายมันจะทำให้ฉันนอนสบายขึ้น หรือทำให้แดดอุ่นขึ้นหรือไง?"

อั่ก!

คำพูดลอยๆ เหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับเย่เซวียนยิ่งกว่าคำด่าทอหมื่นคำเสียอีก!

นี่มันเป็นการเมินเฉยกันซึ่งๆ หน้า!

"แกร่อนหาที่ตายเองนะ!"

เย่เซวียนหมดความอดทนและไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้อีกต่อไป พลังปราณในร่างระเบิดออกทันทีขณะที่เขาพุ่งเข้าไปเตรียมจะลงมือ

"หยุด! ไอ้หนู อย่าหุนหันพลันแล่น!"

ในหัวของเขา เสียงของบรรพชนจี๋เต้าดังขึ้นอย่างร้อนรน "กลิ่นอายพลังของไอ้หนูนี่ทั้งมั่นคงและยาวนาน ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งรู้ได้! การลงมือบุ่มบ่ามตอนนี้มีแต่จะเสียเปรียบ! อดทนไว้ก่อนเถอะ การเอาชนะมันต่อหน้าบุคคลสำคัญทุกคนในการแข่งขันต่างหากล่ะถึงจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด!"

"ผมทนไม่ไหวแล้ว!" เย่เซวียนคำรามในใจ "วันนี้ผมจะบดขยี้มันให้แหลกคาตีน! ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครกันแน่คืออัจฉริยะตัวจริง!"

บรรพชนจี๋เต้าไม่อาจเกลี้ยกล่อมเขาได้ จึงทำได้เพียงทอดถอนใจอยู่เงียบๆ

ทว่าในวินาทีที่เย่เซวียนกำลังจะลงมือนั้นเอง ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามา

"เย่เซวียน"

เป็นหลี่เซวียนเอ๋อร์นั่นเอง

เธอรีบเดินเข้ามาหา เมื่อเห็นหลินหยวนนอนอยู่บนสนามหญ้า สีหน้าของเธอก็ดูอึดอัดและทำตัวไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด

แต่เธอก็ยังคงไม่พูดกับหลินหยวน กลับมองตรงไปที่เย่เซวียนแทน

"เย่เซวียน ตามฉันมาหน่อยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย"

ในช่วงที่ผ่านมานี้ หลังจากสูญเสียแหล่งเสบียงทรัพยากรจากหลินหยวน ในที่สุดหลี่เซวียนเอ๋อร์ก็ตระหนักซึ้งถึงความยากลำบากในการบ่มเพาะ

ความก้าวหน้าของเธอเป็นไปอย่างเชื่องช้า และติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตเบิกชีพจรขั้นที่สามโดยไม่มีวี่แววว่าจะคืบหน้าแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกถึงวิกฤตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ดังนั้น เธอจึงต้องการตามหาเย่เซวียนเพื่อจัดตั้งทีมและออกไปหาประสบการณ์รวมถึงล่าทรัพยากรด้วยกัน

ทว่า เวลานี้เย่เซวียนกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธจัด ยิ่งพอเห็นหน้าหลี่เซวียนเอ๋อร์ก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่

ก็เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หรือไง ที่ทำให้เขาต้องถูกหลินหยวนฉีกหน้าและถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงจนขาดสะบั้น!

ในเมื่อเส้นทางสายนั้นถูกตัดขาดไปแล้ว เธอจะมีประโยชน์อะไรกับเขาอีกล่ะ?

เย่เซวียนปรายตามองเธอด้วยสายตาเย็นชาและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง "ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก ไม่มีเวลาหรอก"

พูดจบ เขาก็ไม่รอให้หลี่เซวียนเอ๋อร์มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาระงับความรู้สึกอยากลงมือ พ่นลมหายใจเย็นชาออกจมูก แล้วหันหลังเดินสับเท้าจากไปทันที

ทิ้งให้หลี่เซวียนเอ๋อร์ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

เธอมองตามแผ่นหลังของเย่เซวียนที่เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวแล จากนั้นก็หันไปมองหลินหยวนที่นอนอยู่บนสนามหญ้าไกลออกไป ซึ่งไม่ได้แม้แต่จะชายตามองเธอเลยสักนิด

ลึกๆ ในใจของเธอ... เป็นครั้งแรกที่มีความรู้สึกสับสนและเสียใจอย่างสุดจะพรรณนาเอ่อล้นขึ้นมา

จบบทที่ บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!

คัดลอกลิงก์แล้ว