- หน้าแรก
- ได้บทตัวร้ายทั้งที ขอนอนเป็นคนดีแล้วขยี้พระเอก
- บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!
บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!
บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!
บทที่ 7: หยามหยันขั้นสุด! บุตรแห่งโชคชะตาระเบิดโทสะลั่น!
หลินเข่อเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านข้าง ทีแรกก็ฟังด้วยความงุนงง แต่พอหลินหยวนอธิบาย เธอก็พลันกระจ่างแจ้งในทันที! จุดติดขัดต่างๆ ที่เคยมืดแปดด้านกลับถูกคลี่คลายลงในพริบตา!
เธอมองดูอักขระลวดลายบนพื้น ซึ่งดูสมบูรณ์แบบและลี้ลับยิ่งกว่าค่ายกลมาตรฐานในตำราเรียนเสียอีก
จากนั้นเธอก็หันไปมองพี่ชายที่ยังคงมีท่าทีสงบเยือกเย็น ปากเล็กๆ ของเธออ้ากว้างเป็นรูปตัวโอ ดวงตาเปล่งประกายเป็นประกายดาวด้วยความเลื่อมใส
"ว้าว! พี่คะ! พี่ไปเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!"
หลินเข่อเอ๋อร์พุ่งเข้าไปกอดแขนหลินหยวน ร้องตะโกนด้วยความตกตะลึง "พี่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าอาจารย์สอนค่ายกลระดับพิเศษที่สถาบันอีกนะ!"
หลินหยวนลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่มือออก แล้วโอ้อวดราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาว่า "แน่นอนสิ คิดว่าพี่ชายของเธอเป็นใครกันล่ะ? พี่น่ะเป็นอัจฉริยะในหมื่นล้านเชียวนะ เรื่องแค่นี้ก็แค่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่เห็นต้องง้ออาจารย์เลย"
"หึ ขี้โม้ไปเถอะ!"
จังหวะนั้นเอง น้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังมาจากไม่ไกล
หญิงสาวรูปโฉมงดงามผู้สวมชุดสูทสั่งตัดระดับไฮเอนด์ รูปร่างสูงโปร่งและแผ่กลิ่นอายของคนทำงานเก่งกาจ กำลังยืนกอดอกพิงเสาระเบียงมองดูพวกเขาอยู่
ใบหน้าของหญิงสาวมีความคล้ายคลึงกับหลินหยวนอยู่บ้าง ทว่าระหว่างคิ้วกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของอำนาจและความเฉียบขาดที่เกิดจากการดำรงตำแหน่งระดับสูงมาอย่างยาวนาน
"วันๆ เอาแต่เล่นสนุกไปเรื่อย ก็มีแต่เด็กน้อยอย่างเข่อเอ๋อร์เท่านั้นแหละที่เชื่อคำพูดไร้สาระของนาย เสี่ยวหยวน ถึงครอบครัวเราจะมีธุรกิจใหญ่โต แต่เส้นทางแห่งวิถียุทธ์นั้นเปรียบเสมือนการพายเรือทวนน้ำ หากไม่รุดหน้าก็มีแต่จะถอยหลัง นายยังต้องพยายามบ่มเพาะด้วยตัวเองให้มากนะ"
เมื่อได้ยินบทเทศนาอันคุ้นเคยนี้ หลินหยวนก็ปวดขมับขึ้นมาทันที
ไม่ต้องถามก็รู้ว่า หลินเมิ่งเหยา พี่สาวนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลที่กุมบังเหียนอาณาจักรการค้าอันยิ่งใหญ่ ได้กลับมาแล้ว
คุณปู่ของพวกเขาต้องประจำการปกป้องชายแดน ส่วนพ่อแม่ก็ดำรงตำแหน่งระดับสูง ตลอดทั้งปีแทบจะไม่ได้อยู่บ้าน ส่วนใหญ่จึงติดต่อกันผ่านวิดีโอคอลเท่านั้น
ดังนั้น พี่สาวคนนี้ที่อายุมากกว่าเขาเพียงไม่กี่ปีจึงรับบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัวไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่กลับมา เธอจะต้องอบรมบ่มนิสัยเขาชุดใหญ่เสมอ
"พี่ครับ ทำไมผมรู้สึกว่าพี่ชักจะเหมือนแม่เข้าไปทุกทีแล้วเนี่ย?" หลินหยวนอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ
"นี่! ไอ้เด็กบ้า เดี๋ยวนี้กล้าล้อเลียนฉันแล้วเหรอ!"
ดวงตากลมโตของหลินเมิ่งเหยาเบิกกว้าง เพียงพริบตาเดียวเธอก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหลินหยวน พร้อมกับเอื้อมมือขาวผ่องไปดีดหน้าผากเขาอย่างแรง
"โอ๊ย!"
"คิกคิก!"
เสียงร้องโอดครวญเกินจริงของหลินหยวนและเสียงหัวเราะใสแจ๋วราวกับกระดิ่งของหลินเข่อเอ๋อร์ดังกล้องไปทั่วลานบ้านอันแสนอบอุ่น
ครอบครัวเดินไปที่ห้องอาหาร พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เตรียมตัวลิ้มรสอาหารมื้อดึกที่พี่สาวอุตส่าห์ซื้อมาฝากเป็นพิเศษ... เวลาล่วงเลยไป วันแข่งขันประลองยุทธ์ทั่วสถาบันก็ใกล้เข้ามาทุกที
ทั่วทั้งสถาบันศิลปะการต่อสู้แห่งเมืองหลวงหลงเซี่ยเต็มไปด้วยบรรยากาศอันตึงเครียด
นักเรียนทุกคนต่างฉกฉวยช่วงเวลาสุดท้ายเพื่อบ่มเพาะพลังอย่างบ้าคลั่ง หวังจะทำผลงานให้ออกมาดีในการแข่งขัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เย่เซวียน
นับตั้งแต่ที่หลินหยวนตัดท่อน้ำเลี้ยงของเขา เขาก็ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน บ่มเพาะพลังหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิมถึงสิบเท่า
ในแต่ละวัน หากเขาไม่กำลังท้าทายขีดจำกัดของตัวเองอยู่ในห้องแรงโน้มถ่วง ก็จะไปรับภารกิจระดับความยากสูงต่างๆ ในหอภารกิจ
เขาใช้การต่อสู้เพื่อหล่อหลอมตัวเอง และใช้เลือดเนื้อเพื่อแลกกับทรัพยากร
ภายใต้ความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและการชี้แนะจากบรรพชนจี๋เต้าในหัว ระดับการบ่มเพาะของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดจริงๆ
และในที่สุด สามวันก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เขาก็ประสบความสำเร็จในการทะลวงจุดคอขวด!
ตู้ม!
ภายในห้องบ่มเพาะ กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งระเบิดออกจากร่างของเย่เซวียน เขาลืมตาโพลง นัยน์ตาเปล่งประกายเจิดจ้า!
ขอบเขตเบิกชีพจร ขั้นที่สอง!
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณวิญญาณในร่างที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า รอยยิ้มเปี่ยมความมั่นใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเย่เซวียน
แม้จะเป็นเพียงขั้นที่สอง แต่เขามีวิชาลับที่บรรพชนจี๋เต้าถ่ายทอดให้ รวมถึงประสบการณ์การต่อสู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก
เขามั่นใจว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเบิกชีพจรขั้นที่ห้าหรือขั้นที่หกทั่วไป เขาก็มีพลังพอที่จะต่อกรได้!
แล้วหลินหยวนล่ะ?
ก็เป็นแค่ขอบเขตเบิกชีพจรขั้นที่หกไม่ใช่หรือไง
เย่เซวียนเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า นั่นเป็นเพียงระดับพลังกลวงเปล่าที่หลินหยวนใช้ทรัพยากรประเคนถมขึ้นมา ดีแต่เปลือกทว่าไร้ประโยชน์!
ในการต่อสู้เป็นตายของจริง ระดับพลังไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ตัดสินผลแพ้ชนะ!
เจตจำนงการต่อสู้ลุกโชนอยู่ในอก
เขาต้องการท้าประลองกับหลินหยวน!
เขาต้องการบดขยี้คุณชายที่เคยหยิ่งยโสคนนี้ให้จมดินต่อหน้าทุกคนก่อนการแข่งขัน เพื่อชำระล้างความอัปยศอดสูทั้งหมดที่ผ่านมา!
คิดได้ดังนั้น เย่เซวียนก็ลุกขึ้นพรวดและเดินออกจากห้องบ่มเพาะด้วยท่าทีดุดัน มุ่งหน้าตรงไปยังสวนหย่อมด้านหลังซึ่งเป็นสถานที่ที่หลินหยวนมักจะไปขลุกตัวอยู่บ่อยที่สุด
และก็เป็นไปตามคาด เขามองเห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยนั้นในทันที
หลินหยวนกำลังนอนแผ่หราอยู่บนสนามหญ้า
คาบยอดหญ้าไว้ในปาก นั่งไขว่ห้างฮัมเพลงแปลกหูพลางอาบแดดอย่างสบายอารมณ์
ท่าทางสบายๆ และเกียจคร้านนั้นช่างขัดกับบรรยากาศอันตึงเครียดของการเตรียมตัวแข่งขันในสถาบันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นภาพนี้ โทสะในใจของเย่เซวียนก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที เส้นเลือดดำปูดโปนตรงขมับ
ฉันอยู่ที่นี่บ่มเพาะพลังแทบเป็นแทบตาย แต่แก ไอ้หมอนี่ กลับมานอนหลับสบายใจเฉิบอยู่ที่นี่เนี่ยนะ?
"หลินหยวน!"
เย่เซวียนสาวเท้าเข้าไปหาและแผดเสียงคำรามดังกึกก้องราวกับระฆังใบใหญ่ "ไอ้สวะ! แกกล้าประลองกับฉันอย่างเปิดเผยและยุติธรรมไหม!"
หลินหยวนถูกเสียงคำรามรบกวนจนต้องลืมตาขึ้นมาอย่างหงุดหงิด เขาหาวหวอดหนึ่งทีและปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเกียจคร้าน
"ประลองกับนาย? ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย?"
"แก!" เย่เซวียนโกรธจัดกับท่าทีเฉยเมยของเขาจนแทบจะกระอักเลือดออกมา "หรือว่าแกกลัว?"
"กลัวงั้นเหรอ?" หลินหยวนทำราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ขำขันที่สุด "ฉันก็แค่ไม่สนใจ การชนะนายมันจะทำให้ฉันนอนสบายขึ้น หรือทำให้แดดอุ่นขึ้นหรือไง?"
อั่ก!
คำพูดลอยๆ เหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับเย่เซวียนยิ่งกว่าคำด่าทอหมื่นคำเสียอีก!
นี่มันเป็นการเมินเฉยกันซึ่งๆ หน้า!
"แกร่อนหาที่ตายเองนะ!"
เย่เซวียนหมดความอดทนและไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้อีกต่อไป พลังปราณในร่างระเบิดออกทันทีขณะที่เขาพุ่งเข้าไปเตรียมจะลงมือ
"หยุด! ไอ้หนู อย่าหุนหันพลันแล่น!"
ในหัวของเขา เสียงของบรรพชนจี๋เต้าดังขึ้นอย่างร้อนรน "กลิ่นอายพลังของไอ้หนูนี่ทั้งมั่นคงและยาวนาน ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งรู้ได้! การลงมือบุ่มบ่ามตอนนี้มีแต่จะเสียเปรียบ! อดทนไว้ก่อนเถอะ การเอาชนะมันต่อหน้าบุคคลสำคัญทุกคนในการแข่งขันต่างหากล่ะถึงจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด!"
"ผมทนไม่ไหวแล้ว!" เย่เซวียนคำรามในใจ "วันนี้ผมจะบดขยี้มันให้แหลกคาตีน! ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครกันแน่คืออัจฉริยะตัวจริง!"
บรรพชนจี๋เต้าไม่อาจเกลี้ยกล่อมเขาได้ จึงทำได้เพียงทอดถอนใจอยู่เงียบๆ
ทว่าในวินาทีที่เย่เซวียนกำลังจะลงมือนั้นเอง ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามา
"เย่เซวียน"
เป็นหลี่เซวียนเอ๋อร์นั่นเอง
เธอรีบเดินเข้ามาหา เมื่อเห็นหลินหยวนนอนอยู่บนสนามหญ้า สีหน้าของเธอก็ดูอึดอัดและทำตัวไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด
แต่เธอก็ยังคงไม่พูดกับหลินหยวน กลับมองตรงไปที่เย่เซวียนแทน
"เย่เซวียน ตามฉันมาหน่อยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย"
ในช่วงที่ผ่านมานี้ หลังจากสูญเสียแหล่งเสบียงทรัพยากรจากหลินหยวน ในที่สุดหลี่เซวียนเอ๋อร์ก็ตระหนักซึ้งถึงความยากลำบากในการบ่มเพาะ
ความก้าวหน้าของเธอเป็นไปอย่างเชื่องช้า และติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตเบิกชีพจรขั้นที่สามโดยไม่มีวี่แววว่าจะคืบหน้าแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกถึงวิกฤตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ดังนั้น เธอจึงต้องการตามหาเย่เซวียนเพื่อจัดตั้งทีมและออกไปหาประสบการณ์รวมถึงล่าทรัพยากรด้วยกัน
ทว่า เวลานี้เย่เซวียนกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธจัด ยิ่งพอเห็นหน้าหลี่เซวียนเอ๋อร์ก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
ก็เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หรือไง ที่ทำให้เขาต้องถูกหลินหยวนฉีกหน้าและถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงจนขาดสะบั้น!
ในเมื่อเส้นทางสายนั้นถูกตัดขาดไปแล้ว เธอจะมีประโยชน์อะไรกับเขาอีกล่ะ?
เย่เซวียนปรายตามองเธอด้วยสายตาเย็นชาและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง "ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก ไม่มีเวลาหรอก"
พูดจบ เขาก็ไม่รอให้หลี่เซวียนเอ๋อร์มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาระงับความรู้สึกอยากลงมือ พ่นลมหายใจเย็นชาออกจมูก แล้วหันหลังเดินสับเท้าจากไปทันที
ทิ้งให้หลี่เซวียนเอ๋อร์ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
เธอมองตามแผ่นหลังของเย่เซวียนที่เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวแล จากนั้นก็หันไปมองหลินหยวนที่นอนอยู่บนสนามหญ้าไกลออกไป ซึ่งไม่ได้แม้แต่จะชายตามองเธอเลยสักนิด
ลึกๆ ในใจของเธอ... เป็นครั้งแรกที่มีความรู้สึกสับสนและเสียใจอย่างสุดจะพรรณนาเอ่อล้นขึ้นมา